หน้าแรกข่าว > เศรษฐกิจ > อสังหาริมทรัพย์ > การเมืองล้วงลูก ฉุดท่องเที่ยวติดหล่ม เพื่อนบ้านแซงตีฆ้องจุดขายใหม่
การเมืองล้วงลูก ฉุดท่องเที่ยวติดหล่ม เพื่อนบ้านแซงตีฆ้องจุดขายใหม่
ท่ามกลางการชะลอตัวของการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในปีนี้ ถือเป็นปัญหาที่ทุกประเทศต่างต้องเผชิญ อันเป็นผลจากวิกฤติเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลัก แต่สำหรับประเทศไทยแล้วดูเหมือนจะเหนื่อยหนักกว่าประเทศอื่น เพราะเจอผลกระทบพร้อมกันทีเดียว 3 เด้ง ทั้งเศรษฐกิจโลกซบ การเมืองวุ่นวาย ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ และกำลังจะมีเด้งที่ 4 จากปัญหาการถูกการเมืองเข้ามาล้วงลูกการทำงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือททท.
หากจะว่ากันจริงๆ ปัญหาการเมืองเข้ามาล้วงลูกในททท.ก็มีกันเกือบทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะรัฐบาลไหน ก็เห็นททท.เป็นผลประโยชน์ที่เข้ามาเกาะ ผันงบเพื่อหาเสียงให้กับตัวเองกันทั้งนั้น หรือแม้กระทั่งการผุดไอเดียสารพัดโครงการที่ไม่ได้สะท้อนการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง จนทุกวันนี้ยังสร้างปัญหาให้ไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็นอีลิทการ์ด หรือไทยจัดการลองสเตย์
++เปิดปมการเมืองแทรก
แต่ก็คงไม่มียุคไหนที่สร้างความอึดอัดใจในการปฏิบัติหน้าที่ของคนในททท.มากเท่ายุคชุมพล ศิลปอาชา ซึ่งสะท้อนได้ชัดเจนผ่านการรวมกลุ่มของพนักงานในทุกระดับของททท.ที่ออกชุมนุมต่อต้านการเข้ามาล้วงลูกของกลุ่มการเมือง ที่มีพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นผู้กุมบังเหียนหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของประเทศ
รากเหง้าของปัญหาที่เพิ่มดีกรีความอึดอัดใจ จนเหตุการณ์ปะทุคุกรุ่นอยู่ในปัจจุบัน เริ่มมาจากการแสดงความรู้สึกอัดอั้นใจของคนในททท.ที่บ่นกันเป็นการภายในมาอย่างต่อเนื่อง ถึงการถูกการเมืองเข้ามาล้วงลูก โดยเฉพาะการถูกโยกงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ให้ไปจัดสรรลงในกิจกรรมต่างๆในจังหวัดที่ฝ่ายการเมืองต้องการ โดยเฉพาะจังหวัดสุพรรณบุรี
ไม่เพียงแต่เรื่องการจัดสรรงบประมาณเท่านั้น การทำงานของฝ่ายบริหารททท.ก็ยังถูกล้วงลูกการทำงานอย่างใกล้ชิด โดยนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยที่มักจะเรียกผู้บริหารททท.เข้าไปพบที่บ้านเพื่อสอบถามการทำงานและสั่งงานอยู่เป็นประจำ รวมถึงการติดตามผลงานต่างๆ โดยให้ททท.รายงานการทำงานทั้งหมด
หรือแม้กระทั่งการที่ฝ่ายการเมืองเข้ามามีส่วนในการสั่งให้พิจารณาคัดเลือกบริษัทที่วิ่งเต้นเข้ามาจากฝ่ายการเมืองเพื่อให้ได้รับงานในททท. แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น แม้จะถูกใบสั่งจากการเมือง แต่คนต้องปฏิบัติตามก็ต้องเป็นผู้บริหารททท. ทำให้รายการนี้ก็ได้แค่บ่นกันภายในซะมากกว่า
++หวั่นส่งคนตัวเองนั่งผู้ว่าการ
มาคุกรุ่นจนปรอทแตก และเป็นโอกาสที่สหภาพฯททท.รอคอยอยู่แล้ว คงเป็นมติบอร์ดททท.วาระจร เรื่องการโยกย้ายตำแหน่งรองผู้ว่าการททท. ในจังหวะที่กำลังเปิดสรรหาผู้ว่าการททท.คนใหม่พอดี ด้วยการโยก
อักกพล พฤกษะวัน รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน ไปนั่งเป็นที่ปรึกษา11 ในทางปฏิบัติก็ถือว่าเป็นการนำไปแขวน
ทั้งมีมติให้รองผู้ว่าการททท.ต้องรับผิดชอบงานพร้อมกับ 2-3 ตำแหน่ง เช่น การโยกย้ายให้นางสาวเพ็ญสุดา ไพรอร่าม มาเป็นรองผู้ว่าการด้านสินค้า แทนนายอักกพล และให้รักษาการในตำแหน่งรองผู้ว่าการด้านบริหาร รวมถึงรักษาการรองผู้ว่าการททท. ส่วนรองผู้ว่าการททท.ท่านอื่นๆก็รับผิดชอบกันคนละ2 ตำแหน่ง
อย่างโยกย้ายให้นายสุรพล เศวตเศรนี เข้ามาทำหน้าที่รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด พร้อมดำรงตำแหน่งรักษาการรองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน ซึ่งการต้องรับผิดชอบกันมากมายขนาดนี้จะทำงานไหวและมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ทั้งๆนาทีนี้ทุกคนต่างทำงานกันอย่างหนัก เพราะนายสันติชัย เอื้อจงประสิทธิ์ รองผู้ว่าการททท.ตลาดต่างประเทศได้เกษียณอายุไป ยังไม่รวมการเพิ่มตำแหน่งรองผู้ว่าการตลาดต่างประเทศเพิ่มอีก 1 ตำแหน่งจากเดิมที่มีเพียง 1 คนรับผิดชอบตลาดต่างประเทศ
งานนี้จึงเกิดคำถามว่าทำไมแทนที่พรรคชาติไทยพัฒนาในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล จะไปทำหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศ กลับเข้ามาล้วงลูกการบริหารในททท.จนวุ่นวายไปหมด ทั้งเมื่อมีการเปิดรายชื่อผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าการททท.ทั้ง 12 คน ก็ยังปรากฏรายการชื่อดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท บุตรชายของพล.อ.วิโรจน์ แสงสนิท อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพล.อ.วิโรจน์ ยังเคยเป็นถึงกรรมการบริหารพรรคชาติไทย (พรรคชาติไทยพัฒนาปัจจุบัน)ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดนายบรรหาร ศิลปอาชา ร่วมลงสมัครแข่งเก้าอี้ด้วยยิ่งดูเหมือนตอกย้ำการเดินเกมนำคนนอกมานั่งกุมททท.เบ็ดเสร็จเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
จึงไม่แปลกที่ในขณะนี้ทางสหภาพแรงงานททท.จึงออกมากดดันอย่างหนัก เพื่อให้บอร์ดททท.นัดประชุมวาระพิเศษ เพื่อขอให้บอร์ดททท.ทบ
ทวนมติโยกย้ายดังกล่าว ด้วยการเดิมพันการออกโรงเปิดเวทีให้พนักงานททท.ร่วมลงชื่อคัดค้านในเรื่องที่เกิดขึ้น และนัดหยุดงานเป็นมาตรการขั้นรุนแรงสุด ทั้งยังจะทำหนังสือส่งตรงถึงอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา ให้มาแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ด้วย
++ ชงแต่แผนใช้งบที่ไม่สัมฤทธิผล
ไม่เพียงแต่ปมการล้วงลูกในททท.เท่านั้น สิ่งที่ในขณะนี้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวต่างก็จับตามองกันอยู่ คงหนีไม่พ้นงบสำหรับกระตุ้นการท่องเที่ยว ที่บางโครงการก็มีรายการดึงงบไทยเข้มแข็ง เช่น การสร้างห้องน้ำสาธารณะหลายแห่ง ไปลงในโครงการที่จังหวัดสุพรรณบุรี หรือบางโครงการก็ดูยังไงก็เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ สำหรับแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศในช่วงกันยายน-ธันวาคมนี้
ที่ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯเตรียมจะของบประมาณใหม่อีก 245 ล้านบาท สำหรับกระตุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 7.1 แสนคนในช่วง 4 เดือนหลังของปี เพื่อให้ได้เป้าหมาย 14.1 ล้านคน มีรายได้จากการท่องเที่ยว 5.5 แสนล้านบาท ซึ่งแค่ 4 เดือนจะทำตัวเลขขนาดนี้ได้อย่างไร ในเมื่อตลอดช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคมที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้า 8.6 ล้านคน ก็ต้องใช้เวลากว่า 8 เดือน ซึ่งหากทำได้ดีสุดๆนักท่องเที่ยวในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคมเข้ามาปกติเฉลี่ยที่ 4.7 ล้านคน เมื่อรวมแล้วก็ได้แค่ 13.3 ล้านคนเท่านั้น
งานนี้สารพัดปัญหาที่รุมเร้าจากการเมืองล้วงลูก ทำให้ปัจจัยลบนี้การเป็นเด้งที่ 4 ที่ฉุดการฟื้นฟูการท่องเที่ยวไทยให้อ่วมลงไป ทั้งๆในขณะนี้ก็เริ่มเห็นสัญญาณที่เริ่มจะฟื้นตัวบ้างในช่วงไฮซีซันนี้ แทนที่ททท.จะมีเวลาโหมทำงานเต็มที่ กลับต้องมารวมตัวกันแอนตี้การเมืองแทรกแซงเป็นภารกิจหลักไปเสียแล้ว
++คู่แข่งโหมจุดขายใหม่
ขณะที่ประเทศอื่นส่วนใหญ่ผลกระทบด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับจะเกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจซะมากกว่า ตอนนี้เขาก็มีเวลาเต็มที่ สำหรับการแก้เกม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆที่เป็นคู่แข่งของไทยในขณะนี้ จะเห็นว่าตลอดทั้งปีนี้มีการโหมการจัดอีเวนต์ต่างๆมากมาย เพื่อหวังชิงทัวริสต์ ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานสิงคโปร์ ซัน เฟสติวัล 2009 ในช่วงเดือนนี้ ที่จะมีกิจกรรมจากฝีมือของศิลปินจาก 190 ประเทศทั่วโลก การแสดงระดับชั้นนำของโลก หรือเนชั่นแนล อาร์ แกลเลอรี ของมาเลเซีย
รวมไปถึงการเปิดตัวจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยว เพื่อรอการฟื้นตัวจากสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้น ทั้งการเปิดตัวจุดขายใหม่ ของรีสอร์ต เวิลด์ เซ็นโตซา , การเปิดโครงการมารีน่า เบย์ มูลค่าแสนล้านบาท ของสิงคโปร์ การขายพื้นที่สวนสนุกวอลท์ ดิสนีย์ ฮ่องกง มูลค่าการลงทุน 795 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเพิ่มจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวอีก 30 จุดภายใน 5 ปี การจัดงานเวิลด์เอ็กซ์โปในจีน หรือความพยายามในการโปรโมตแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลของกัมพูชาและเวียดนาม เพื่อมาชิงส่วนแบ่งตลาดการท่องเที่ยวทางทะเลของไทย (ตารางประกอบ)
ส่วนการท่องเที่ยวไทย ก็คงไม่พ้นกับการหากินของเก่า ที่นับวันมีแต่ทรุดโทรม เพราะไร้การบำรุงรักษา แถมยังถูกการเมืองล้วงงบไปซะพรุนอีกต่างหาก นี่นะหรือคือผลงานท่องเที่ยววาระแห่งชาติของรัฐบาล
''ผมไม่ได้แทรกแซง''
นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดอกถึงกรณีการลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือททท.ของ นายวีระศักดิ์
โควสุรัตน์ ว่า เป็นการลาออกโดยสมัครใจ ปราศจากแรงกดดันจาสหภาพททท.หรือฝ่ายการเมือง เนื่องจากที่ผ่านมา นายวีระศักดิ์ได้เคยปรารภกับผมว่าการดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดททท.มีรายได้จากเบี้ยประชุมครั้งละไม่เกินหมื่นบาท
ขณะที่รายจ่ายส่วนตัวและครอบครัวมีมากกว่า จึงอยากหางานใหม่ แต่ด้วยติดว่าต้องการช่วยททท.สะสางปัญหาที่ค้างจากการปิดสนามบิน รวมถึงเหตุความวุ่นวายทางการเมืองหลายๆ ครั้งในช่วงต้นปี จนกระทั่งได้มีโอกาสไปสอบคัดเลือกและได้รับเลือกให้เป็นผู้อำนวยการไอทีดี ซึ่งมีรายได้ต่อเดือน 1.6 แสนบาท และต้องเข้ารับตำแหน่งในทันทีจึงต้องยื่นลาออก
สำหรับการแต่งตั้งประธานบอร์ดททท.คนใหม่ ซึ่งตามพ.ร.บ.การท่องเที่ยวมาตรา 18 ที่ให้สิทธิ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯเป็นผู้แต่งตั้ง ขณะนี้ผมได้ทาบทามผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้แล้ว 2-3 คน ซึ่งบุคคลดังกล่าวล้วนแต่เป็นบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ว่าไม่ได้อยู่ในกลุ่ม
ส่วนการแต่งตั้งที่ปรึกษา11 โดยให้นายอักกพล พฤกษะวัน รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน ททท. เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนั้น สืบเนื่องมาจากการได้หารือกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จัดทำแผนโครงการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประเทศไทยในช่วงปลายปีให้มากขึ้น โดยได้ทำแผนงานและตั้งเป้านักท่องเที่ยวเสนอกับนายกรัฐมนตรี 14 ล้านคน สร้างรายได้ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่นายกรัฐมนตรีพอใจ
เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงจะต้องมีบุคลากรที่จะต้องดูแลในส่วนของแผนงานนี้ เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามา โดยใช้ทั้งแผนฮาร์ดเซลล์และซอฟต์เซลล์ ดังนั้นจึงได้นำแผนกระตุ้นตลาดดังกล่าวมอบเป็นนโยบายให้กับบอร์ดททท.ได้รับทราบ และเน้นให้ททท.ต่างประเทศกระตุ้นตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น
เหตุดังกล่าวจึงต้องมีบุคลากรที่มีความสามารถประสานงานให้ตรงตามเป้า ซึ่งเดิมมีแนวคิดที่จะตั้งคณะทำงานชุดพิเศษ แต่ด้วยมีตำแหน่งที่ปรึกษา 11 ซึ่งเดิมมีนายภราเดช พยัคฆวิเชียร ดำรงตำแหน่งและหมดวาระลงด้วยการเกษียณและจะต้องออกไป จึงได้เสนอกับกระทรวงการคลังว่าควรคงตำแหน่งนี้ไว้โดยให้ผู้บริหารระดับสูงของททท.ที่มีความรู้ความสามารถด้านวางแผนและนโยบายการพัฒนาได้ทำงานเพื่อช่วยเหลือการท่องเที่ยว เป็นการกู้ภารกิจฟื้นฟูในการยกการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ
พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงเสรีการท่องเที่ยวอาเซียน ด้วยการทำโปรแกรมการท่องเที่ยวร่วมระหว่างประเทศอาเซียน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศในตลาดภูมิภาคด้วยกัน และจะต้องมีบทบาทวางแผนในการประสานงานการท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่นและส่วนกลางเพื่อให้เกิดมาตรฐานและเกิดประโยชน์กับการท่องเที่ยวโดยภาพรวม และจะต้องกำกับการทำงานทางด้านส่งเสริมภาคเอกชนทางการท่องเที่ยวมากกว่าการแข่งขันกับภาคเอกชน ซึ่งวางนโยบายกำกับดูแลทั้งหมดนี้
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในองค์รวมแล้ว จะมีผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับตำแหน่งนี้ 7 คน ซึ่งเป็นระดับรองผู้ว่าการททท. แต่ด้วยมีบุคคลที่ดูแลในสายงานการวางแผน นโยบายและการพัฒนา 2 คน คือ นายอักกพล พฤกษะวัน รองผู้ว่าการด้านสินค้าการท่องเที่ยวททท. และนายสุรพล เศวตเศรนี รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน ททท. ซึ่งทางบอร์ดททท.ได้พิจารณาแล้วเห็นสมควรแต่งตั้งนายอักกพล พฤกษะวัน เป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาระดับ 11 ของททท. เนื่องจากเป็นผู้มีความสามารถ และมีประสบการณ์ในการทำงานด้านนโยบายและแผน ททท. มายาวนานกว่า 30 ปี ก่อนจะถูกย้ายมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการด้านสินค้าการท่องเที่ยว เมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา
ส่วนนายสุรพล เพิ่งรับตำแหน่งด้านการวางแผนและนโยบายเพียง 1 ปี 4 เดือนเท่านั้น อีกทั้งเมื่อคำนึงถึงความอาวุโส นายอักกพลก็มีความอาวุโสกว่า รับเงินเดือนสูงกว่า โดยนายอักกพลรับเงินเดือน 93,810 บาท ส่วนนายสุรพล รับเงินเดือน 89,890 บาท เมื่อพิจารณาแล้วจึงมีความเหมาะสมที่จะเข้ามารับตำแหน่งดังกล่าว
ผมยืนยันว่าการแต่งตั้งโยกย้ายรองผู้บริหารภายในองค์กรและการแต่งตั้งที่ปรึกษาระดับ 11 ดังกล่าว ไม่ได้มีการแทรกแซงทางการเมือง ส่วนการที่ตัวเองเข้าร่วมประชุมกับบอร์ดททท. ซึ่งเป็นการประชุมวาระลับ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2552 จนถูกครหาว่าเข้าไปสั่งการโยกย้ายผู้บริหาร จนเป็นที่ไม่พอใจของพนักงานททท. ขอชี้แจงว่าการเข้าไปประชุมบอร์ดในวันนั้นก็เพื่อต้องการชี้แจงแผนการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศในไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 และต้นปี 2553 เพื่อให้ได้จำนวนนักท่องเที่ยวตามที่ตั้งไว้ 14 ล้านคน ซึ่งรับนโยบายมาจากนายกรัฐมนตรี
ทั้งการโยกย้ายฝ่ายบริหารของททท.เป็นมติของบอร์ดที่ต้องการใช้คนให้ถูกกับงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งเดิมที่เคยทำมา ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ส่วนตำแหน่งที่ยังเหลือ เช่น ตำแหน่งรองผู้ว่าการฝ่ายแผนและนโยบายพัฒนา แทนนายอักกพล และฝ่ายรองผู้ว่าการด้านตลาดต่างประเทศที่ตั้งขึ้นใหม่ 2 ตำแหน่ง จะรอให้มีการสรรหาผู้ว่าการททท.คนใหม่เรียบร้อยก่อน เพื่อจะให้ผู้ว่าการเป็นคนแต่งตั้งเนื่องจากเป็นตำแหน่งที่อยู่ภายใต้การกำกับของผู้ว่าการถึง 4 ปี
ส่วนการเพิ่มตำแหน่งรองผู้ว่าการด้านตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 2 ตำแหน่ง ก็เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้เดิมจะมีฝ่ายบริหารระดับภูมิภาคซึ่งดูแลโดยผู้อำนวยการททท.ประจำสำนักงาน 22 แห่งในต่างประเทศ และจะมีเพิ่มใหม่ในจาการ์ตา คุนหมิง และมุมไบ ซึ่งมีความแตกต่างของพื้นที่ และมีผู้บริหารจากส่วนกลางเพียงคนเดียวกำกับดูแลอาจจะดีไม่พอ การเพิ่มผู้กำกับดูแลอีกคนเพื่อมาดูแลโดยแบ่งส่วนภูมิภาคจะทำให้การทำงานแคบลงมีความใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้สายการบริหารและบังคับบัญชาดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การส่งเสริมและกระตุ้นท่องเที่ยวในต่างประเทศดีขึ้น

























รวมเครื่องสำอาง จากทุกมุมโลก ราคาสบายๆ!!
โหลดปุ๊บลุ้นปั๊บรับโชค 2 ชั้น
ของขวัญสุด Chic รับปีใหม่ก่อนใครลด 30-50%
เกมชิงรางวัลโฉมใหม่มาแล้ว!
เลือกคลิก ชีวิตอาจจะพลิก
รวม Wallpaper สวย Hot เซ็กซี่ จากแมกกาซีนชื่อดัง
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์