หน้าแรกข่าว > เศรษฐกิจ > อสังหาริมทรัพย์ > ชี้มูลคดีสลายม็อบ 7 ตุลา ป.ป.ช.ตอกย้ำไม่มีใบสั่ง
ชี้มูลคดีสลายม็อบ 7 ตุลา ป.ป.ช.ตอกย้ำไม่มีใบสั่ง
เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กรณีปิดล้อมอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนเกิดแรงปะทะ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ซึ่งต่อมากลายเป็นคดีร้อน ที่มีนักการเมืองระดับอดีตนายกรัฐมนตรี และนายตำรวจระดับสูง ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา กำลังงวดเข้ามาทุกที เนื่องจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะชี้มูลความผิดในวันที่ 7 กันยายน นี้
+ ป.ป.ช.มั่นใจ 7ก.ย.พร้อมชี้มูล
นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกกรรมการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับการพิจารณาสำนวนคดีการสลายผู้ชุมนุม 7 ตุลาคม 2551 ว่า เนื่องจากสำนวนจากคดีดังกล่าวมีด้วยกันกว่า 400 หน้า ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องใช้เวลาในการอ่านทั้งหมด ซึ่งมีความเห็นว่าบางส่วนต้องตัดตอนและบางส่วนต้องมีการเพิ่มเติม
ที่ประชุมมอบหมายให้ นายปรีชา เลิศกมลมาศ เลขาธิการ ป.ป.ช. ไปดำเนินการรวบรวมสำนวน และความเห็นเสนอเข้าที่ประชุมกรรมการ ป.ป.ช. ในวันที่ 4 ก.ย. นี้ และนำเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช.อีกครั้งในวันที่ 7 ก.ย. เพื่อวินิจฉัยชี้มูลความผิด แต่หากยังไม่สมบูรณ์ ก็ต้องไปทำการสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เป็นที่คาดหมายว่า ถ้าสำนวนการไต่สวนที่ปรับปรุงมามีความสมบูรณ์ คาดว่าจะสามารถชี้มูลความผิดได้เลย แม้ว่าในการประชุมกรรมการ ป.ป.ช.อาจยังมีความเห็นไม่ตรงกันบ้างในบางเรื่องว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือเข้าองค์ประกอบความผิดหรือไม่ โดยในส่วนของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)นั้น มีพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกันซัดทอดว่า เป็นผู้สั่งให้มีการสลายการชุมนุม แต่เจ้าตัวให้การปฏิเสธ ดังนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท จะผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของ กรรมการ ป.ป.ช.
ขณะที่ นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า การลงมติชี้มูลของ ป.ป.ช.ครั้งนี้เป็นการทำตามขั้นตอน ไม่มีใบสั่งทางการเมืองให้เร่งรัดคดี เพราะไม่มีใครมาเร่งรัด ป.ป.ช.ได้
ยืนยันไม่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ใครจะมาสั่ง ป.ป.ช.ไม่ได้ อีกทั้ง ป.ป.ช. ก็ไม่ได้ตั้งธงไว้ล่วงหน้า เพราะที่ผ่านมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมาตลอด แต่ที่นัดลงมติชี้มูลความผิดในช่วงนี้ เป็นเรื่องบังเอิญที่มาตรงกับช่วงที่ ผบ.ตร.กำลังมีปัญหาพอดี ทั้งนี้ คดีดังกล่าวได้รับเรื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว จึงไม่ใช่เป็นการเร่งรัดคดีแต่อย่างใด
+ลุ้น 2 อดีตนายกฯ 7 บิ๊กสีกากี
สำหรับคดีดังกล่าวมีผู้ถูกกล่าวหาว่า มีความผิดจำนวน 9 รายด้วยกัน คือ 1.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลซึ่งเรียกประชุมครม.นัดพิเศษในคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2551 โดยมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งการและเปิดทางให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าสู่รัฐสภา
2. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯและอดีตรองนายกรัฐมนตรี ในความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ และสั่งการให้ตำรวจผลักดันผู้ชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตา
3.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในฐานะผู้รับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่เมื่อเกิดเหตุรุนแรงจนถึงขั้นผู้ชุมนุมบาดเจ็บสาหัส ขนาดขาขาด แขนขาดก็ต้องยับยั้งมิให้เหตุการณ์ลุกลามต่อไป และมีการให้การจากพยานว่า เป็นผู้สั่งการสลายการชุมนุม จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมีความผิดวินัยร้ายแรง
4.พล.ต.อ. วิโรจน์ พหลเวชช์ รองผบ.ตร.มีความผิดทางวินัย 5.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์มีความผิดทั้งทางวินัยและอาญา 6.พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รอง ผบช.น. 7.พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น. 8. พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ รอง ผบช.น. และพล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบช.น. ว่ามีความผิดทั้งทางวินัยและทางอาญา
สำหรับ พล.ต.ต. จักรทิพย์ นั้นได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว โดยยืนยันว่า ไม่ได้เป็นผู้สั่งการในวันที่เกิดเหตุ ไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะไม่มีอำนาจสั่งการอยู่แล้ว และไม่ได้รับคำสั่งจากใครให้ปฏิบัติการใดๆ เพียงแต่ไปสังเกตการณ์เฉยๆ เนื่องจากไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง
+ย้อนรอยสลายม็อบ
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2551 โดยเวลาประมาณ 20.30 น. หลังจากที่ผู้ชุมนุมจากจังหวัดต่างๆทยอยเดินทางสู่ที่ชุมนุมแล้ว แกนนำพันธมิตรทั้งสองรุ่นได้ขึ้นเวที ประกาศขยายพื้นที่การชุมนุมไปปิดล้อมบริเวณหน้าอาคารรัฐสภา เพื่อไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบายในวันรุ่งขึ้น(7 ตุลาคม) โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำการตัดน้ำ ตัดไฟภายในอาคารรัฐสภาเป็นผลสำเร็จ ทั้งนี้ กลุ่มพันธมิตรฯอ้างเหตุผลของการชุมนุมครั้งนี้ว่า รัฐบาลชุดนี้ขาดความชอบธรรมที่จะเข้ามาบริหารประเทศ และไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
จนกระทั่งเวลา 06.20 น.ของวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมยิงแก๊สน้ำตากว่า 100 นัดเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อเปิดเส้นทางให้คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาเข้าไปประชุมรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้ เป็นผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก มีตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อยไปถึงขาขาด แขนขาด
ประมาณ 09.00 น.วันเดียวกัน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้แถลงนโยบายเสร็จแล้ว นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯไม่สามารถที่จะเดินทางออกมาได้ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมยังปิดล้อมประตูทางออกเกือบทุกทาง จึงต้องเดินทางพร้อมด้วย นางสาวชินณิชา (บุตรสาว) ด้วยเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจ ไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย ที่ถนนแจ้งวัฒนะแทน เพื่อหารือกับผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ขณะที่บรรดา ส.ส.และส.ว. ยังคงติดอยู่ในอาคารรัฐสภา โดยกลุ่มผู้ชุมนุมอนุญาตให้ออกเฉพาะผู้ที่ไม่ใช่ ส.ส.และส.ว.เท่านั้น ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตายิงอีกหลายนัดเพื่อเปิดทางให้ ส.ส.และส.ว.ออกไปได้ และระดมยิงแก๊สน้ำตาต่อเนื่องจนถึงหัวค่ำ ลามออกมาบริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล และลานพระบรมรูปทรงม้า รวมมีผู้บาดเจ็บทุกฝ่ายในขณะนั้น 381 ราย เสียชีวิต 2 ราย และตำรวจได้รับบาดเจ็บ 11 นาย

























รวมเครื่องสำอาง จากทุกมุมโลก ราคาสบายๆ!!
โหลดปุ๊บลุ้นปั๊บรับโชค 2 ชั้น
ของขวัญสุด Chic รับปีใหม่ก่อนใครลด 30-50%
เกมชิงรางวัลโฉมใหม่มาแล้ว!
เลือกคลิก ชีวิตอาจจะพลิก
รวม Wallpaper สวย Hot เซ็กซี่ จากแมกกาซีนชื่อดัง
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์