หน้าแรกข่าว > เศรษฐกิจ > อสังหาริมทรัพย์ > ชูเมดิคัลทัวริซึมไทยบี้เกาหลี สมาคมศัลยกรรมฯจับกระแสครีเอทีฟ อีโคโนมีปั้นฮับสุขภาพปี59

ชูเมดิคัลทัวริซึมไทยบี้เกาหลี สมาคมศัลยกรรมฯจับกระแสครีเอทีฟ อีโคโนมีปั้นฮับสุขภาพปี59

      • 21 ก.ย. 52 10.05 น.
      • อ่าน ครั้ง
    • เลือกขนาดตัวอักษร : font-dec font-inc
  • ฐานเศรษฐกิจ สนับสนุนเนื้อหา
สมาคมศัลยกรรมฯ ชี้แนวโน้มกลุ่มเมดิคัล ทัวริสซึม ขยับเพิ่มขึ้น 50% ทั้งสบช่องนโยบายครีเอทีฟ อีโคโนมี ร้องรัฐสนับสนุนทัวร์ศัลยกรรม เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ดันไทยเป็นฮับด้านการแพทย์ สปาและลองสเตย์ในปี 59 หวังชิงส่วนแบ่งตลาดจากเกาหลี สิงคโปร์ ฮ่องกง อินเดีย ปั๊มรายได้เข้าประเทศมากกว่า 500 ล้านบาทต่อปี

น.พ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่าในขณะนี้ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวในกลุ่มที่เดินทางมา เพื่อทำศัลยกรรมตกแต่ง ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มเมดิคัล ทัวริซึม เพิ่มขึ้นราว 50% จากที่อยู่ในระดับลดลงเป็นศูนย์

ในช่วง 6 เดือนแรกนับจากปิดสนามบินและความรุนแรงของการเมืองไทย

ปัญหาการเมืองในประเทศมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มาก

เพราะเกรงอันตราย ขณะที่วิกฤติเศรษฐกิจไม่มีผลกระทบกับกลุ่มนี้เลย เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีกำลังซื้อสูง และพร้อมจะจ่ายเพื่อความสวยความงามอยู่แล้ว

อีกทั้งการเดินทางที่ลดลงของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ยังเกิดจากการแข่งขันกันในภูมิภาค ทั้งในเกาหลี สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือแม้แต่อินเดีย ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลเปิดกว้างและยอมรับในธุรกิจการศัลยกรรมตกแต่งพร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนทำธุรกิจนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศในยุควิกฤติเศรษฐกิจด้วย โดยเฉพาะเกาหลี ที่พยายามแทรกซึมวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ บุคลิกภาพ แฟชั่นต่างๆ ผ่านสินค้า ซีรีส์ จนกลายเป็นกระแสเกาหลีฟีเวอร์ไปทั่วภูมิภาคทำให้มีการเดินทางไปทำศัลยกรรมในเกาหลีมาก

สำหรับประเทศไทยไม่นานนี้ก็ได้มีการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์หรือ ครีเอทีฟ อีโคโนมี ทางสมาคมจึงจะใช้โอกาสนี้เสนอต่อรัฐบาลให้เข้าสนับสนุนในธุรกิจเพื่อสุขภาพและบุคลิกภาพในรูปแบบของทัวร์ศัลยกรรมทั้งระบบ เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องอาศัยความสร้างสรรค์และหากมีการสนับสนุนอย่างจริงจังจะช่วยให้เกิดรายได้เข้าประเทศอีกทาง

โดยทางสมาคมเตรียมจะเสนอต่อที่ประชุมสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย

ให้เป็นตัวแทนยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอให้บรรจุเรื่องเป้าหมายการนำประเทศไทยขึ้นเป็นศูนย์กลาง(ฮับ) ด้านการแพทย์ สปา

และลองสเตย์ในภูมิภาคเอเชีย ภายในปี 2559 โดยขอให้กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนท่องเที่ยวที่เป็นวาระแห่งชาติด้วย เพื่อให้รัฐบาลเข้ามาวางนโยบายในการกำกับดูแลและโปรโมตทำให้ภาคเอกชนสามารถเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันกับประเทศอื่นได้

รวมถึงต้องการให้โรงพยาบาลรัฐมีช่องทางด่วนหรือฟาสต์แทร็กต์ให้บริการแก่ชาวต่างชาติ

เพื่อให้เกิดความสะดวกกับชาวต่างชาติมากขึ้นซึ่งในประเทศเกาหลีและอีกหลายๆประเทศก็ทำเช่นนี้แต่ประเทศไทยกลับมีแต่โรงพยาบาลเอกชนเท่านั้นที่มีบริการรูปแบบนี้

นอกจากนั้น สมาคมยังต้องการให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม จัดตั้งองค์กรร่วมภาครัฐและเอกชนทำงานด้านการวางแผนการตลาดร่วมกัน โดยแนวคิดนี้ได้เสนอไปยังฝ่ายวิจัยของศูนย์วิจัยกสิกรไทยด้วย เพื่อจัดทำเป็นข้อมูลพร้อมแนวทางการยกระดับและกระตุ้นให้เกิดการยอมรับการท่องเที่ยวของไทยสู่การเป็นเมดิคัลฮับแห่งเอเชีย

น.พ.ชลธิศ กล่าวอีกว่า ความพร้อมของไทยมีมากทั้งบุคลากร นวัตกรรม

และเทคโนโลยีด้านการแพทย์ ทั้งยังเจริญกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคด้วยกัน เช่น

กลุ่มศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าการทำจมูกเกาหลีเพิ่งจะเริ่มคิดค้นวิธีการเสริมจมูกด้วยซี่โครงอ่อนจากมนุษย์ในขณะที่ประเทศไทยใช้มากว่า 30 ปี ปัจจุบันเลิกทำแล้วและได้หันมาใช้ไขมันจากหน้าท้องแทนเพราะมีความเป็นธรรมชาติ

อีกทั้งค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าที่อื่นมากจะเป็นจุดดึงดูดให้มีการเดินทางมาศัลยกรรมในไทยเพิ่มขึ้นที่ผ่านมาภาคเอกชนเป็นผู้บุกเบิกตลาดเองทั้งสิ้นเชื่อว่าหากรัฐบาลให้การสนับสนุนร่วมมือในการทำการตลาด เช่นเมื่อไม่นานมานี้สมาคมได้โรดโชว์กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สมาคมท่องเที่ยวอเมริกาแห่งประเทศไทย(แอสต้า)ภายใต้โครงการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและบุคลิกภาพ ณ ประเทศเกาหลี ทำให้เกิดความเชื่อมั่นเพราะเสมือนการการันตีโดยรัฐบาลทำให้มีชาวเกาหลีเดินทางมาทำศัลยกรรมในไทยเพิ่มขึ้น จึงอยากให้มีความร่วมมือโรดโชว์อย่างนี้อีกในประเทศใกล้เคียงเพื่อให้มีนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เดินทางมาไทยเพิ่มอีก

อย่างไรก็ตามจากสถิติลูกค้าที่เดินทางเข้ามาเพื่อทำศัลยกรรมในไทยมากที่สุด ในส่วนของการตกแต่งใบหน้า เช่น ทำตา จมูก คือคนกัมพูชา คนไทยในยุโรป อเมริกา ซึ่งนักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้มีการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 2-3 เท่าตัว โดยเฉลี่ยกว่าคนละ 10,000 บาทต่อวัน มีวันพักเฉลี่ย 7-15 วัน ขณะที่นักท่องเที่ยวทั่วไปจะใช้จ่ายราว 3,000-4,000 บาทต่อคนต่อวัน วันพักเฉลี่ย 5-7 วัน และส่วนใหญ่จะเดินทางเป็นครอบครัว กลุ่มคณะ ไม่มาคนเดียว เพราะต้องมีคนดูแลและธุรกิจนี้ยังสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่า 300 -500 ล้านบาทต่อปี

Tags:
 

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้