หน้าแรกข่าว > เศรษฐกิจ > อสังหาริมทรัพย์ > ''ทีโอเอ''ได้อานิสงส์ทาสีรถไฟฟ้า

‘’ทีโอเอ‘’ได้อานิสงส์ทาสีรถไฟฟ้า

      • 24 ก.ย. 52 09.45 น.
      • อ่าน ครั้ง
    • เลือกขนาดตัวอักษร : font-dec font-inc
  • ฐานเศรษฐกิจ สนับสนุนเนื้อหา
ตลาดสีอุตสาหกรรม ได้อานิสงส์โครงข่ายรถไฟฟ้า คาดทั้ง 12 เส้นทางใช้สีกว่า 500 ล้านบาท ทีโอเอ ส้มหล่นคว้างานรถไฟฟ้าสายแรก เส้นสีม่วงวงเงินมูลค่า 50 ล้านบาท เตรียมทาบทาสีสนามบินสุวรรณภูมิพร้อมเดินต่อเฟส 2 หลังได้เฟสหนึ่งมาแล้ว มั่นใจเศรษฐกิจปีหน้าฟื้น ลงทุน 200 ล้านบาท ขยายโรงงาน ดันรายได้ปีหน้าเฉียด 2,000 ล้านบาท

แม้การลงทุนในโครงการต่างๆ ของภาครัฐ จะใช้วัสดุหลักกลุ่มซีเมนต์ เหล็ก หิน และทราย ซึ่งถือว่ามีมูลค่ามหาศาลโดยเฉพาะในส่วนของโครงการรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นอีก 12 เส้นทาง ซึ่งจะมีปริมาณการใช้อีกจำนวนมาก แต่สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มสีอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าไม่มากนักเพียง 3,200 ล้านบาทในปีนี้ ก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตและได้รับอานิสงส์จากโครงการดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ไม่นับรวมกับโครงการภาครัฐและเอกชนอีกนับไม่ถ้วน

นายพิศิษฐ์ บุญจรรยา กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทีโอเอ-ชูโกกุ เพ้นท์ จำกัด

ผู้ผลิตและจำหน่ายสีอุตสาหกรรม สีทาเรือและตู้คอนเทนเนอร์ แบรนด์ชูโกกุ เปิดเผยฐานเศรษฐกิจว่า ทิศทางของอุตสาหกรรมสีมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากความชัดเจนที่จะมีการดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ทั้ง 3 สัญญา โดยประเมินว่าทั้ง 3 สัญญา จะมีการใช้สีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท หากประเมินในส่วนของโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งระบบที่มีอยู่ 12 สาย คาดว่าจะมีการใช้สีในโครงการทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท

ปัจจุบันตลาดสีอุตสาหกรรมมีมูลค่า 3,200 ล้านบาท เติบโตในอัตรา 5-10% คาดว่าในปีหน้าตลาดจะเติบโตในอัตรา 10-15% จากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น และการขยายตัวของโครงการภาครัฐ ในส่วนบริษัทวางเป้าหมายรายได้รวมปีนี้ 1,780 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา 15% ที่มีรายได้ 1,550 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ในกลุ่มสีอุตสาหกรรม 1,280 ล้านบาท กลุ่มสีทาเรือ และสีทาตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 500 ล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดว่าบริษัทจะทำรายได้ 1,950 ล้านบาท

ในกลุ่มสีอุตสาหกรรมบริษัทเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งการตลาด 40% ของตลาดรวม 3,200 ล้านบาท ซึ่งห่างจากอันดับสองประมาณ 5-10% ส่วนในกลุ่มสีทาเรือและสีทาตู้คอนเทนเนอร์ ก็ยังเป็นผู้นำตลาด ด้วยส่วนแบ่งประมาณ 50% จากมูลค่าตลาด 1,000 ล้านบาท ซึ่งแนวโน้มตลาดสีอุตสาหกรรมในปีหน้าน่าจะขยายตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่จะปรับตัวดีขึ้น เชื่อว่าจะทำให้มีมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 3,400-3,500 ล้านบาท

ส่วนแนวโน้มราคาสีอุตสาหกรรมในปีหน้า เชื่อว่าจะยังไม่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตยังเพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ต้นทุนอื่นๆ ก็ยังไม่ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก ในส่วนบริษัทเองก็ยังไม่มีนโยบายการปรับราคาขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากในปีที่ผ่านมาได้ปรับราคาสินค้าไปแล้วในอัตรา 10-15% ซึ่งเป็นผลจากการปรับราคาเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่สูงถึง 140 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่หากราคาน้ำมันในปีหน้าปรับเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงอัตราดังกล่าว บริษัทก็คงต้องทบทวนและมีแนวโน้มที่จะปรับราคาเพิ่มขึ้น

นายพิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า จากแนวโน้มการขยายตัวของสีอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทได้ลงทุนรวม 200 ล้านบาท แบ่งเป็น 150 ล้านบาทสำหรับการขยายคลังสินค้าแห่งใหม่บนที่ดิน 8 ไร่ที่ซื้อเมื่อปีที่ผ่านมา คาดว่าการดำเนินการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปีหน้า ขณะเดียวกันยังเตรียมขยายการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 1 ไลน์ ด้วยงบประมาณการลงทุน 50 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 1,800 ตันต่อเดือน จากปัจจุบันมีกำลังการผลิต 1,200 ตันต่อเดือน แต่มีปัญหาไม่มีพื้นที่เก็บสินค้า จึงผลิตสินค้าเพียงเดือนละ 1,000 ตันต่อเดือน

ปีหน้าบริษัทจะปรับปรุงคลังสินค้าเดิม และเพิ่มไลน์การผลิตอีก 1 ไลน์ เพื่อรองรับงานต่างๆ ที่คาดว่าจะได้รับงานต่อเนื่องในต้นปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2, โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงเฟส 2 บางใหญ่-บางซื่อ, รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) เป็นต้น ส่วนในปีนี้บริษัทได้รับงานกลุ่มซ่อมแซมและบำรุงรักษาจากภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ อาทิ โครงการซ่อมสีโครงเหล็กสะพานพระราม 9 มูลค่าประมาณ 15 ล้านบาท, โครงการซ่อมสะพานข้ามแยก 13 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร มูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท, งานซ่อมสะพานเหล็กทั่วประเทศของการรถไฟแห่งประเทศไทย

สำหรับผลงานที่ผ่านมาบริษัทได้เข้ารับงานโครงการทาสีโครงสร้างของสนามบินสุวรรณภูมิ มูลค่า 250 ล้านบาท มีพื้นที่ทาสีมากถึง 1 ล้านตารางเมตร ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าโครงการใหญ่ที่สุดที่เคยรับงานมา จากปกติโครงการที่มีมูลค่าสูงจะมีเฉลี่ยที่ 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นงานทาสีของโรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โครงการแอร์พอร์ตลิงค์, รถไฟฟ้า (BTS), โครงการขยายโรงงานโอเลฟินในเครือเอสซีจี มาบตาพุด, โรงแยกก๊าชธรรมชาติ และโรงแยกก๊าชอีเทนของกลุ่มปตท.,โรงงานผลิตเหล็กสยามยามาโตะแห่งที่ 2 จ.ระยอง, โรงผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมชั้นในและนอก,สะพานพระราม 8

นายพิศิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสัดส่วนงานซ่อมบำรุงและดูแลรักษาของบริษัทมีสัดส่วน 40% และเป็นงานของลูกค้าใหม่อีก 60% โดยกลยุทธ์ในการทำตลาดจะใช้ทีมช่างเทคนิคที่มีความชำนาญและประสบการณ์สูงคอยให้บริการลูกค้าทั้งก่อนและหลังการขาย เจาะเข้าไปในโครงการภาครัฐและเอกชน ซึ่งอุตสาหกรรมสีจะเติบโตเพิ่มขึ้นได้มากกว่านี้ หากภาครัฐมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และมีการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากที่ผ่านมามีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง ส่งผลให้หลายๆ โครงการไม่สามารถดำเนินการต่อเนื่องไปได้

ในด้านการตลาดบริษัทยังวางแผนการขยายธุรกิจไปสู่ช่องทางใหม่ๆ จากปัจจุบันที่ขายโดยตรงสัดส่วน 80% และขายผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ใกล้กับชายฝั่งทะเลอีก 20% เนื่องจากผู้ขายต้องมีความรู้เฉพาะในส่วนของคุณสมบัติสีสำหรับกลุ่มสีทาเรือ โดยในอนาคตยังจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้กว้างมากขึ้น ซึ่งล่าสุดได้ออกผลิตภัณฑ์สีที่ทาใต้น้ำได้ รวมถึงสีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซีเอ็มพี ไบโอคลีน (CMP BIOCLEAN) สีกันเพรียงที่ปราศจากทองแดงและดีบุก (Biocide Free) และสารระเหยตกค้างในปริมาณต่ำ (LOW VOC)

Tags:
 

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้