หน้าแรกข่าว > เศรษฐกิจ > อสังหาริมทรัพย์ > บตท.เล็งขยายสินเชื่อที่อยู่อาศัย ขอแก้กฎหมายเพิ่มบทบาท/ยกโมเดลต่างชาติรัฐหนุนตลาดโต

บตท.เล็งขยายสินเชื่อที่อยู่อาศัย ขอแก้กฎหมายเพิ่มบทบาท/ยกโมเดลต่างชาติรัฐหนุนตลาดโต

      • 8 ต.ค. 52 11.25 น.
      • อ่าน ครั้ง
    • เลือกขนาดตัวอักษร : font-dec font-inc
  • ฐานเศรษฐกิจ สนับสนุนเนื้อหา
บตท. เล็งเสนอคลังแก้กฎหมายเพิ่มบทบาท รับซื้อสินเชื่อจำนองจากดีเวลอปเปอร์-มอร์เกจ คอมพานี หวังขยายตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ยกโมเดลศึกษาต่างประเทศ ทั้งมาเลเซีย เกาหลี ฮ่องกง รัฐบาลสนับสนุนตลาดโตเต็มที่ ล่าสุดแย้มมีบ.ดีเวลอปเปอร์กลางถึงใหญ่สนใจซื้อสินเชื่อจำนอง เพิ่มผู้เล่นในตลาดไม่ง้อแบงก์พาณิชย์เมินปล่อยกู้

ดร. ดวงพร อาภาศิลป์ กรรมการผู้จัดการ บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เปิดเผย กับ ฐานเศรษฐกิจ ถึงแผนธุรกิจ 5 ปีที่กำลังอยู่ระหว่างการวางแผนว่าจะเสนอบอร์ดและกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาแก้กฎหมาย ที่จะขยายบทบาทในการทำธุรกรรมหลัก ๆ ให้ได้ทุกกลุ่มทั้งสถาบันการเงินและผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจาก ตามกฎหมายระบุว่า บตท.ทำธุรกรรมจัดซื้อสินเชื่อได้จากสถาบันการเงินหรือบริษัทอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น

ฉะนั้นถ้าเป็นผู้ประกอบการอื่นที่ตั้งขึ้นมาเป็น เมอร์เกจ ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ไม่สามารถทำได้ เพราะตามวัตถุประสงค์ของการตั้งเมื่อปี 2540 (พ.ร.ก.บรรษัท ตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2540 ) นั้นเพื่อเสริมสภาพคล่องและเน้นเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นหลัก แต่ในภาคปฏิบัติปัจจุบันคงต้องทบทวนว่ายังเหมาะอยู่หรือไม่ เพราะกรอบไม่ใช่แล้ว และน่าจะคำนึงถึงสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์

ดร.ดวงพร กล่าวว่า พูดตอนนี้อาจจะเร็วไปต้องให้กรรมการ

บตท.อนุมัติก่อน ส่วนการแก้กฎหมายก็ต้องเป็นขั้นตอน ต้องใช้เวลา ขณะนี้ได้มีการพิจารณาทบทวนกันว่าจะแก้กฎหมายในประเด็นไหนบ้าง ทำเป็นเฟส เฟสแรกอยากจะขอแก้กฎหมายข้อที่ว่าให้ทำธุรกรรมกับ

มอร์เกจคอมพานีได้ด้วยตอนนี้จะไล่ดูมาตราที่จำเป็น

ส่วนเฟสสอง อาจจะดูในส่วนที่จะขยายไป Industrial Estate Loan ซึ่งอะไรก็ตามที่ไม่ใช่บ้าน เช่น สร้างนิคมอุตสาหกรรม เราจะทำหน้าที่ระดมทุนจากตลาดทุนและไฟแนนซ์ให้ ด้วยกระแสเงินคล้ายกับบริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ อาจต้องใช้กระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์หรืออาจเป็นตราสารหนี้อื่นๆ ก็ได้ และ บตท.จะพยายามเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำซิเคียวริไทเซชัน ซึ่งทำได้ทุกโปรดักต์ไม่ใช่เฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่างเดียว อาจเป็นสินเชื่อด้านอุตสาหกรรมที่ตั้งขึ้นมาหรือสินเชื่อสาธารณูปโภคพื้นฐาน

ดร.ดวงพรระบุว่า ขณะนี้ได้มีการหารือกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ (ดีเวลอปเปอร์) บางรายแล้วและเขามองว่าจะมีหลายกลุ่มให้ความสนใจ บางกลุ่มก็บอกว่าพร้อม และเป็นบริษัทขนาดกลางถึงเล็กหรือกลางค่อนข้างใหญ่ เพราะเท่าที่คุยกันมีดีมานด์อยู่บ้าง ส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่ บางทีเขามีแบงก์อยู่ในมืออาจไม่สนใจ

อย่างไรก็ดีแนวคิดของเรื่องนี้ได้มีการศึกษาโดยเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ทั้ง ฮ่องกง มาเลเซีย และเกาหลี โดย มาเลเซียนั้นจะให้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เลย แต่

ของไทยเป็นการรับซื้อเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย ในบางประเทศไม่ว่าใคร จะทำ Industrial Estate ก็สามารถที่จะเข้าไปช่วยระดมทุน ไฟแนนซ์ได้ หรือใครจะทำเกี่ยวกับโครงการใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวกับก่อสร้าง ก็เข้าไปทำได้ ซึ่งจะใหญ่กว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัย

นอกจากนี้ของมาเลเซียยังเน้นเป็นของอิสลาม มีการ Cross Border ด้วย เขาไปร่วมทุนกับฮ่องกง แต่ทำมอร์เกจ อินชัวรันซ์ ขนาดของเขาใหญ่มากและรัฐก็สนับสนุนเต็มที่ มีแบงก์ชาติถือหุ้น 20 % สถาบันการเงินถืออีก 80 %ทำให้ทุกฝ่ายช่วยกันเต็มที่เพราะถือว่าได้ประโยชน์ด้วย

สำหรับฮ่องกงทำค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกัน ฮ่องกงเขาก็ทำ Cross Border กับทางมาเลเซีย และฮ่องกง มีการออกตราสารหนี้ ส่วนของเกาหลีมีแบงก์ชาติและกองทุนที่อยู่อาศัยแห่งชาติถือหุ้น จะเห็นว่าทาง Secondary Mortgage เป็นคนเสนอสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้และสถาบันการเงินจะเข้าไปช่วย คล้ายที่ บตท.ทำอยู่ในปัจจุบันแต่ บตท.มีพันธมิตรแค่ 3 แห่ง

เรื่องนี้ถ้าถามว่าดีเวลอปเปอร์ได้อะไร เพราะจากกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถ้าเขาตั้งมอร์เกจ และต้องการให้สินเชื่อกับกลุ่มหนึ่งที่แน่ใจว่าดี แต่แบงก์บอกยังไม่อยากให้ แต่

ดีเวลอปเปอร์เชื่อมั่นว่าดีและมีคนรับซื้อสินเชื่อแน่ ๆ เขาก็สามารถที่จะให้สินเชื่อจำนองไปก่อนได้ และคนรับซื้อสินเชื่อถ้าดูจากฐานทุนก็ทำได้เลย ถ้าหลายเจ้ามาขายเราก็เอามาขาย แล้วไประดมทุนจากตลาดทุนอีกทีหนึ่งดีเวลอปเปอร์เอง ก็จะปิดโครงการได้เร็ว ส่วนการเลือกพันธมิตรก็เลือกที่มีชื่อเสียงน่าเชื่อถือ

ดร. ดวงพร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันหนี้เสียได้ควบคุมให้ลดลง เหลือน้อยกว่า 200 ล้านบาทประมาณ 10% ของยอดสินเชื่อรวม เพราะพอร์ตรวมไม่ใหญ่ พยายามให้ลงมาเหลือ 100 ล้านบาท ต้น ๆ หรือลดได้อีกประมาณ 70 ล้านบาท ซึ่งมีการติดตามอย่างใกล้ชิด ไล่จี้ทุกรายบางรายอยู่สมุย ก็ให้คนไปสืบทรัพย์ บางรายจ้างบริษัทนอกมาช่วยใช้ทุกวิธี บางรายกู้ 10 ล้านบาท บางรายมี 15 ล้านบาท ทั้งหมดน่าจะไม่ต่ำกว่า 20 ราย

ส่วนแผน 5 ปีจะมีการปรับปรุง เรื่องภาพลักษณ์ เพราะที่ผ่านมา ค่อนข้างโลว์ โพรไฟล์ มีโครงการรีแบรนด์ ปรับปรุงโลโก เปิดตัวประมาณปลายปี 2552 กำลังจัดจ้างเอเยนซี ดำเนินการ เน้นภาพลักษณ์ให้ออกมาดูทันสมัยมั่นคง น่าเชื่อถือ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ และยังมีแผนพัฒนาด้านไอที การวางระบบ โครงสร้างพื้นฐาน ต่าง ๆ ส่วนพอร์ตซื้อหนี้นั้นของเดิมมีอยู่ 2,000 ล้านบาท รอซื้อจาก ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)อีก 3,000 ล้านบาทคาดสิ้นปีจะถึง 5,000 ล้านบาทตามเป้า ส่วนปีหน้าคาดว่าจะขยายไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท

Tags:
 

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้