หน้าแรกข่าว > เศรษฐกิจ > อสังหาริมทรัพย์ > เปิดใจ''ดิเรก ถึงฝั่ง'' ''รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ใครจะแตะต้องไม่ได้''

เปิดใจ‘’ดิเรก ถึงฝั่ง‘’ ‘’รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ใครจะแตะต้องไม่ได้‘’

      • 17 ก.ย. 52 09.45 น.
      • อ่าน ครั้ง
    • เลือกขนาดตัวอักษร : font-dec font-inc
  • ฐานเศรษฐกิจ สนับสนุนเนื้อหา
ความพยายามของรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาทางการเมือง ด้วยยึดระบอบรัฐสภาเป็นกลไกนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการแห่งชาติขึ้นมา เพื่อหาแนวทางคลี่คลายวิกฤติความขัดแย้งของคนในสังคม

ฐานเศรษฐกิจ ได้สัมภาษณ์พิเศษ นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังประชุมร่วมของสมาชิกรัฐสภา ในระหว่างวันที่ 16-18 กันยายนนี้ ตลอดจนแนวทางสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ

+ เสนอแก้ใน 6 ประเด็นหลัก

นายดิเรก กล่าวว่า การอภิปรายร่วมของส.ส. และส.ว. ในวันที่ 16-18 กันยายน นี้ รัฐบาลเลือกที่จะนำเสนอในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน จากประเด็นที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ได้ศึกษา 3 กรอบ คือ 1. อนุกรรมการแนวทางในการสร้างความสมานฉันท์ รับผิดชอบดูแลหาวิธีที่จะสร้างความสมานฉันท์ 2. อนุกรรมการแนวทางปฏิรูปการเมือง และ3. อนุกรรมการแนวทางในการศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขั้นต้นอนุกรรมการศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอให้แก้ใน 6 ประเด็นก่อน โดยเฉพาะในมาตรา 190 และมาตรา 237 เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม เป็นเรื่องของการยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการพรรค ซึ่งหากเราเอาเรื่องของความเป็นธรรมเข้าจับแล้ว เหตุผลก็คือ คนที่ไม่ได้ทำความผิด แต่ต้องรับผิดต้องถูกลงโทษไปด้วย นี่คือ ความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น จึงต้องแก้เอาเฉพาะคนทำความผิดมาลงโทษ และถ้ากรรมการพรรค หัวหน้าพรรค หากทำความผิดเสียเองก็ต้องเพิ่มโทษให้หนักไปเลย จะเพิ่มโทษเป็น 10 เท่าเราก็ไม่ว่า เป็นต้น

หลายฝ่ายออกมาบอกว่า ไม่เหมาะสม ผมฝากบอกว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใครจะแตะต้องไม่ได้ ซึ่งตามมาตรา 291 ของ คมช. ก็มีระบุไว้ด้วยว่า การแก้รัฐธรรมนูญ สามารถกระทำได้ 4 วิธี คือ 1.จากครม. 2.จากส.ส. 3. จากส.ส.และ ส.ว. ร่วมกัน และ4.จากพี่น้องประชาชนลงชื่อ 50,000 ราย เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่ารัฐธรรมนูญ คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ นักกฎหมายบางคนที่มีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญ และผู้ที่ไม่เข้าใจออกมาปกป้องว่า จะแตะต้องไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่ เจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งโดย คมช.เองก็ยังบอกเลยว่า แก้ได้

+ ผลที่คาดว่าจะได้รับ

ดูแล้วคงจะไม่ได้อะไรเลย หรือคงได้อะไรน้อยมาก แต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้ว แต่คงได้ประโยชน์ตรงนี้ไม่มากนัก แต่ถ้าไม่เริ่มก็คงไม่ได้ทำ ซึ่งถ้าไม่เริ่มจากตรงนี้แล้วเมื่อไรมันจะสมานฉันท์ได้ แต่อยากให้นำผลการศึกษาเรื่องการสมานฉันท์ มาเริ่มต้นด้วย ผมก็คุยกับท่านนายกรัฐมนตรีแล้วว่า ต้องเอาทั้ง 3 อนุมาเริ่มไปพร้อมๆกัน ต้องทำควบคู่กัน อยากให้ทำตรงนี้ก่อน ลดอคติ วิวาทะ ลดการใส่ร้ายป้ายสีซึ่งกันและกัน

ซึ่งถ้าเริ่มจากสร้างความสมานฉันท์ก่อน คือ เริ่มพูดคุยกัน จะนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง และเข้าสู่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ว่าที่เป็นอยู่ไม่ได้เริ่มจากหนึ่ง ไม่เริ่มจากสอง อยู่ๆหยิบเรื่องที่ 3 เลย การสมานฉันท์ก็ไม่เกิด เพราะออกไปมันก็พูดกันคนละทาง ผมอยากบอกว่า 3 องค์ประกอบมันต้องไปด้วยกัน มาเอาอนุ 3 อย่างเดียว มาแก้บางจุดบางมาตรา ไม่มีทาง อยากให้เป็นตามสเต็ป

+ ขั้นตอนหลังเปิดอภิปราย

นายดิเรก กล่าวว่า ขั้นตอนหลังนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 16-18 กันยายนนี้แล้ว หลังจากนี้ก็ต้องอยู่ที่ผลของการประชุม ซึ่งถ้า 6 ประเด็นนี้ได้เริ่มแก้กันไปแล้ว ในขั้นตอนสุดท้ายเราเสนอให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือสสร.3 เพื่อศึกษารัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งก็ต้องใช้เวลาพอสมควร

เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ข้อเสียมันเยอะมาก ที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญมาจาก คมช. ซึ่งหลักของประเทศที่เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญต้องเขียนให้สอดคล้องกับแนวทางประชาธิปไตยของประเทศ คือ ที่มาที่ไปต้องมาจากประชาชน เพราะฉะนั้น จึงมีการติติงเรื่องนี้ค่อนข้างมาก

และการตั้ง สสร.3 ขึ้นมา เพื่อแก้ 6 ประเด็นนี้ไม่เห็นด้วย ย่อมต้องถูกกล่าวหาว่าซื้อเวลาแน่นอน ซึ่งมันไม่ได้ประโยชน์ ที่ถูกแล้ว คือ ต้องเอาเรื่องสมานฉันท์ 1 มาคุยกันก่อน ซึ่งแนวทางการสมานฉันท์ที่เราเสนอไว้ประกอบด้วย 3 อนุกรรมการ โดยอนุที่หนึ่งที่เราเสนอไว้ คือ 1.รัฐบาลจะต้องลดอคติ ลดทิฐิมานะ เลิกใส่ร้ายป้ายสีซึ่งกันและกัน ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านเลย 2.ลดเงื่อนไขเก่า 3.อย่าสร้างเงื่อนไขใหม่ และ4.ให้มีการเจรจากัน

+ประชาชนได้อะไรจากการแก้ไข รธน.

คงต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า หากภายในยังมีแต่ความยุ่งเหยิงอยู่ รัฐบาลจะเอาสมองที่ไหนไปดูแล นักลงทุนไม่เข้า เงินลงทุนไม่เข้า นักท่องเที่ยวไม่เข้า จะเอาความรวยที่ไหนมาเกิดกัน ประชาชน ความอยู่ดีกินดีก็ไม่เกิดขึ้น มันเป็นการปฏิภาคกันโดยตรงซึ่งกันและกัน แต่ถูกคนบางคนอ้างเพียงแค่เซ็กชันเดียว โดยมิได้มองลึกลงไป

ความจริงใจในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลเป็น หัวใจสำคัญในการที่จะคลี่คลายวิกฤติในครั้งนี้ ความจริงใจของรัฐบาลในการที่จะสร้างความสมานฉันท์ มันจะยุติปัญหาทั้งหลายทั้งปวงของชาติไทยได้ อย่าเห็น การเมือง สำคัญกว่า บ้านเมือง อย่าเล่นการเมืองจนลืมนึกถึงบ้านเมือง

แต่เนื่องจากตอนนี้มันดับเบิลสแตนดาร์ด อะไรที่เป็นดับเบิลสแตนดาร์ด มันจะนำมาสู่มิคสัญญีในอนาคต

เป็นบทสรุปในตอนท้ายที่รัฐบาลพึงตระหนักอย่างยิ่ง

Tags:
 

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้