หน้าแรกข่าว > เศรษฐกิจ > อสังหาริมทรัพย์ > เอสซีจีมั่นใจตลาดวัสดุก่อสร้างเป็นบวก จับมือทุนญี่ปุ่นรับสร้างบ้านโกยหมื่นล้าน
เอสซีจีมั่นใจตลาดวัสดุก่อสร้างเป็นบวก จับมือทุนญี่ปุ่นรับสร้างบ้านโกยหมื่นล้าน
เอสซีจี มั่นใจเศรษฐกิจฟื้นดันตลาดวัสดุก่อสร้างเป็นบวก หลังได้แรงหนุนสต๊อกบ้านเก่าเริ่มหมด ชี้แนวโน้มราคาวัสดุปีหน้าทรงตัว ล่าสุดจับมือเซกิซุยเคมิคอล จากญี่ปุ่น ลงทุน 300 ล้าน
ผลิตและรับสร้างบ้านสำเร็จรูป SCG-HEIM คาด 3 ปีโกย 10,000 ล้าน
นายขจรเดช แสงสุพรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจวัสดุก่อสร้างเริ่มส่งสัญญาณเป็นบวก แต่ในสินค้าปูนซีเมนต์ยังคงเติบโตลดลง ส่วนภาพรวมของเศรษฐกิจปัจจุบันเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยดูจากธุรกิจอื่นที่เริ่มมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้น เช่น ธุรกิจรถยนต์ ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ซึ่งเทียบเดือนต่อเดือนถือว่าปรับตัวดีขึ้น แต่ภาพรวมยังคงน้อยกว่าช่วงที่ผ่านมา แนวโน้มภาพรวมของธุรกิจวัสดุก่อสร้างปีหน้าเชื่อว่าจะปรับตัวดีขึ้น ตามสภาพเศรษฐกิจโดยรวม
ราคาสินค้าในปีหน้าคงไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น หรือถ้าจะปรับก็คงเล็กน้อย เนื่องจากปัจจุบันกำลังการผลิตยังเหลืออยู่มาก และการแข่งขันยังคงมีสูง การขึ้นราคาสินค้าคงทำได้ยาก แต่ก็ต้องดูต้นทุนอื่นๆ ด้วยว่าจะเป็นแรงกระตุ้นหรือไม่ อย่างราคาน้ำมันถ้าไม่สูงจนเกินไป เศรษฐกิจปีหน้าถ้าไม่มีปัญหาการเมืองก็คงปรับตัวดีขึ้น ส่วนตลาดอสังหาฯ ปัจจุบันในกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็ยังคงติดลบอยู่ 20-30% และเป็นการขายสินค้าในสต๊อกเดิม ซึ่งก็ใกล้หมดแล้วผู้ประกอบการคงต้องมีการลงทุนใหม่เพิ่ม ซึ่งจะมีผลต่อตลาดวัสดุก่อสร้างที่ทำให้ตัวเลขใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
ด้านนายพิชิต ไม้พุ่ม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมทุนกับบริษัท เซกิซุยเคมิคอล จากประเทศญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัท เซกิซุย-เอสซีจีอินดัสทรี จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท เพื่อทำการผลิตส่วนประกอบของบ้านสำเร็จรูป ระบบบ้านโมดูลาร์ ที่ใช้มีชื่อว่า SCG-HEIM โดยเซกิซุย เคมิคอล ถือหุ้น 51% และเอสซีจี ถือ 49% และจัดตั้งบริษัท เอสซีจี-เซกิซุย เซลล์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ดูแลการให้บริการรับสร้างบ้าน บริการหลังการขาย โดยเอสซีจี ถือหุ้นสัดส่วน 51% และเซกิซุย เคมิคอล สัดส่วน 49%
ทั้งนี้ บริษัทวางเป้าหมายการทำตลาดไว้ในระยะ 3 ปี จะรับสร้างบ้าน 1,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 10,000 ล้านบาท จากกำลังการผลิต 220 หลังต่อปี โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทรับสร้างบ้าน และลูกค้าประเภททั่วไป ซึ่งราคาบ้านสำเร็จรูประบบโมดูลาร์จะขายอยู่ที่ตารางเมตรละ 25,000 บาท และสามารถปรับรูปแบบได้หลากหลาย ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และความต้องการของลูกค้า
นายพิชิต กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีบ้านสร้างใหม่ ปีละ 4 แสนยูนิต เป็นกลุ่มบ้านระดับกลางถึงบนสัดส่วน 10% หรือประมาณ 40,000 ยูนิต บริษัทวางเป้าหมายส่วนแบ่งการตลาดเพียง 10% หรือ 4,000 ยูนิต หรือประมาณ 12,000 ล้านบาท โดยเบื้องต้นจะขยายตลาดกลุ่มบนก่อนที่จะขยายตลาดล่างในระดับราคา 15,000-20,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งคงต้องอาศัยเวลาอีกสักระยะหนึ่ง รวมถึงการขยายโรงงานผลิตไปยังในหัวเมืองในต่างจังหวัดด้วย

























รวมเครื่องสำอาง จากทุกมุมโลก ราคาสบายๆ!!
โหลดปุ๊บลุ้นปั๊บรับโชค 2 ชั้น
ของขวัญสุด Chic รับปีใหม่ก่อนใครลด 30-50%
เกมชิงรางวัลโฉมใหม่มาแล้ว!
เลือกคลิก ชีวิตอาจจะพลิก
รวม Wallpaper สวย Hot เซ็กซี่ จากแมกกาซีนชื่อดัง
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์