ข่าว ข่าววันนี้ ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล พรีเมียร์ลีก ตรวจหวย ข่าวบันเทิง ฟังเพลงออนไลน์ วิเคราะห์บอล ทีวีออนไลน์

ข่าว ข่าววันนี้ ข่าวบันเทิง ข่าวด่วน ข่าวสด ข่าวดารา
เมนูข่าว

ปลดล๊อก! เงื่อนไขรถคันแรก

| เปิดอ่าน | ความคิดเห็น 0

thaipbs

thaipbs สนับสนุนเนื้อหา

บางจากแนะรัฐบาลนำกองทุนน้ำมันฯ มาชดเชยแก๊สโซฮอล์ 95 ให้มีราคาต่ำกว่าเบนซิน 91 อย่างน้อยลิตรละ 1.50 บาท ขณะที่นโยบายรถคันแรกมีความชัดเจนแล้วว่ามีการปลดล็อกให้บริษัทเช่าซื้อรถ สามารถยึดรถคืนได้หากขาดชำระติดต่อนาน 3 เดือน

ปลดล๊อก! เงื่อนไขรถคันแรก

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

หลังมีการหารรือร่วมกันของกรมสรรพสามิต และภาคเอกชนก็ได้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาลที่ปลดล็อกให้บริษัทเช่าซื้อรถสามารถยึดรถไปขายทอดตลาดได้ หากผู้ซื้อไม่สามารถแบกรับภาระการผ่อนชำระค่างวดติดต่อกันนานเกิน 3 เดือนติดต่อกัน โดยได้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การโอนรถยนต์ก่อนครบกำหนด 5 ปี ซึ่งจะต้องมีหนังสือทวงถามไปให้กับผู้เช่าซื้อ ซึ่งหากยังไม่ชำระหนี้ ก็สามารถยึดรถได้ทันที

หลังจากนั้น บริษัทเช่าซื้อรถจะต้องส่งเอกสารหลักฐานการผิดนัดชำระไปยังกรมสรรพสามิต เพื่อให้สามารถโอนรถได้ ส่วนการติดตามเงินที่รัฐบาลจ่ายไป จะเป็นการติดตามทวงคืนร่วมกันระหว่าง กรรมสรรพสามิต กรมบัญชีกลาง และบริษัทผู้เช่าซื้อ ซึ่งหากบริษัทผู้เช่าซื้อสามารถขายทอดตลาดได้ และมีเงินเหลือจากการที่ผู้เช่าซื้อชำระไว้ ก็จะคืนเงินดังกล่าวใหักับกรมสรรพสามิต

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตจะมีการวางระบบเชื่อมต่อกันระหว่างกรมสรรพสามิตกลาง และกรมสรรพสามิตพื้นที่ รวมถึงการติดตามหนี้จากผู้ซื้อที่แจ้งข้อมูลเท็จ ขณะเดียวกัน ได้เปิดเผยรายละเอียดภาษีรถแต่ละรุ่นที่ได้รับสิทธิการคืนเงิน บนเว็บไซต์ www.excise.go.th ซึ่งมีทั้งรถยนต์ รถยนต์นั่งที่มีกระบะหรือ รถดับเบิ้ลแค็บ และรถยนต์กระบะ หรือรถปิ๊กอัพ โดยระบุจำนวนภาษีที่จะได้รับคืนด้วย

แม้จะมีมาตรการและความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน และรัฐบาลออกมาแล้ว แต่ยังมีข้อสงสัยอีกหลายประการที่ต้องติดตามต่อไป เช่น กรณีการติดตามเอาผิดผู้ที่ไม่สามารถผ่อนชำระรถต่อไปได้ เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายข้อใดรองรับ รวมถึงขั้นตอนการป้องกันการทุจริตโกงเงินภาษีที่ได้รับคืน ซึ่งยังไม่มีแนวทางป้องกันที่ชัดเจน รวมถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ที่แม้จะมีการระบุรุ่นของรถเพื่อให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด แต่แน่นอนว่า นโยบายนี้จะส่งเสริมให้คนมีรถใช้มากขึ้น เป็นการพิเพิ่มปริมาณรถที่ยังมีความไม่พร้อมในการรองรับด้านสาธารณูปโภคทั้งถนนหนทาง และการบริการรถสาธารณะที่เพียงพอ

ส่วนอีก 2 ปัญหาสำคัญที่ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษในขณะนี้ ซึ่งเป็นผลเชื่อมโยงมาจากมาตรการการลดการจับเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คือ ปัญหาเงินในกองทุนน้ำมัน และปัญหาการใช้พลังงานทางเลือก ซึ่งกรณีแรกมีรายงานว่า สภาพคล่องในกองทุนน้ำมันขณะนี้อยู่ในสภาพภาพติดลบแล้ว เนื่องจากมีเงินไหลเข้าจำนวนไม่มากนัก จากการปรับเพิ่มราคาแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรม แต่ต้องขาดรายได้อย่างหนัก จากมาตรการลดการจัดเก็บในส่วนของดีเซลและเบนซินที่ยืดอายุออกไปจนถึงสิ้นปี

ส่วนปัญหาการใช้พลังงานทดแทนที่ขณะนี้ราคาแก๊สโซฮอล์มีราคาใกล้เคียงกับราคาน้ำมันเบนซิน จนทำให้ประชาชนหันกลับไปใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขณะนี้แก๊สโซฮอล์ 95 มีราคาเท่ากับ เบนซิน 91 ที่ลิตรละ 36.27 บาท

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า มาตรการนี้ทำให้ยอดการใช้น้ำมันเบนซิน 91 ของบริษัทสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือเพิ่มเป็นเดือนละ 16 ล้านลิตร จากเดิมที่ 15 ล้านลิตร สวนทางกับการใช้แก๊สโซฮอล์ 95 ที่ลดลงกว่าร้อยละ 20 หรือจากเดือนละ 13 ล้านลิตร เหลือ 12 ล้านลิตร ส่วนการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ยังคงที่เดือนละ 30-40 ล้านลิตร

นายอนุสรณ์ เสนอว่าหากรัฐบาลต้องการส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์และจูงใจให้ผู้ใช้รถกลับมาใช้แก๊สโซฮอล์เหมือนเดิม ควรใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาชดเชยแก๊สโซฮอล์ 95 ให้มีราคาต่ำกว่าเบนซิน 91 อย่างน้อยลิตรละ 1.50 บาท โดยวิธีนี้จะต้องใช้เงินชดเชยประมาณ 80-90 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนแก๊สโซฮอล์ 91 และเบนซิน 91 ยังต้องคงส่วนต่างไว้ที่ลิตรละ 3 บาทเช่นเดิม

ด้าน นายปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและพลังงานทางเลือก เปิดเผยว่า ในอนาคตไทยควรปรับการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์และเบนซินให้เหลือเพียงเกรดเดียวคือโซฮอล์อี20 เพื่อไม่ให้ผู้ค้าน้ำมันและผู้ใช้เกิดความสับสน รวมถึงให้สอดคล้องกับปริมาณเอทานอลในประเทศที่มีจำนวนมาก ขณะเดียวกันรัฐบาลควรเข้าไปซื้อรถยนต์เก่าที่ไม่สามารถใช้น้ำมันอี 20 ได้แล้วนำไปจำหน่ายประเทศเพื่อนบ้านแทน เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!

Sanook.commenu