ศาลปกครองยกฟ้องคดีชาวนครปฐมฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ทำน้ำท่วมปี 54

ศาลปกครองยกฟ้องคดีชาวนครปฐมฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ทำน้ำท่วมปี 54

ศาลปกครองยกฟ้องคดีชาวนครปฐมฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ทำน้ำท่วมปี 54
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.00 น. วันนี้ (16 ก.ค.) ที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ ส.23/2555 ที่ นางสุทธิรักษ์ ทองวานิช พร้อมชาวบ้านใน จ.นครปฐม รวม 10 ราย ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ดำรงตำแหน่งขณะนั้น) , ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กระทรวงหมาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และกระทรวงการคลัง เป็นผู้ถูกฟ้อง ที่ 1-11

ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จากกรณีที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1-11 บริหารจัดการน้ำผิดพลาด ทำให้มวลน้ำจำนวนมหาศาลได้ไหลสู่พื้นที่ต่ำออกสู่ทะเล ผ่านแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกง นอกจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้ปิดกั้นประตูระบายน้ำ วางสิ่งกีดขวางทางน้ำ เป็นเหตุให้น้ำไม่ไหลไปตามทิศทางตามธรรมชาติ ทำให้น้ำท่วมขังบริเวณ จ.นครปฐม ทั้งยังส่งกลิ่นเน่าเหม็นและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย จำนวนกว่า 3.7 ล้านบาท และจัดทำแผนป้องกันน้ำท่วม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการพิจารณาคดี นายวิชัย ชัยพัฒนศักดิ์ ผู้ฟ้องที่ 9 ได้ขอถอนฟ้อง จึงเหลือแค่ผู้ฟ้องที่ 1-8 และ 10 เท่านั้น

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ช่วงระหว่างเดือน มิ.ย.-ต.ค.54 ประเทศไทยเกิดพายุโซนร้อนและมรสุมจำนวนหลายลูก รวมทั้ง เกิดน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายให้กับสถานที่ต่าง ๆ และบ้านเรือนประชาชนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งที่พักอาศัยของผู้ฟ้อง โดยมีปริมาณน้ำสะสมในเขื่อนต่าง ๆ อาทิ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนอื่น ๆ มากที่สุดในรอบหลายปี

ผู้ถูกฟ้องมีความพยายามในการระบายน้ำในระดับสูงสุดตามระบบสากลแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็มีประตูระบายน้ำหลายแห่งพังทลาย ส่งผลให้ปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลไหลจากภาคเหนือลงสู่ภาคกลาง รวมทั้ง นิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็ถูกน้ำท่วมด้วย ระหว่างนั้นผู้ถูกฟ้องก็ได้ดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันน้ำไม่ให้เข้าท่วมพื้นที่ กทม. ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ และการวางแนวกระสอบทรายขนาดใหญ่ หรือบิ๊กแบ็คเป็นระยะทางยาว ตั้งแต่สถานีตำรวจดอนเมืองไปจนถึงประตูระบายน้ำคลอง 2 รวมทั้ง การยกระดับถนนสูง 6 เมตร ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อบริเวณที่พักอาศัยของผู้ฟ้อง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.นครไชยศรี และอ.สามพราน โดยตรง เพราะน้ำบริเวณดังกล่าวสามารถไหลลงสู่คลองทวีวัฒนา ก่อนที่จะเข้า จ.นครปฐม และไหลลงสู่แม่น้ำท่าจีนได้ จึงเป็นการวางแนวป้องกันน้ำฝั่งตะวันออก และเพื่อป้องกันไม่ให้กระทบพื้นที่ กทม.ชั้นใน และพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ มิใช่การเลือกปฏิบัติที่จะป้องกันพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
ขณะที่ ผู้ถูกฟ้องก็ได้ดำเนินการมาตรการเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 5,000 บาทต่อหลังคาเรือนแล้ว รวมทั้ง มาตรการเยียวยาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและคำสั่งอื่น ๆ การกระทำของผู้ถูกฟ้องจึงยังไม่เป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 และไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายที่กระทำล่าช้าเกินสมควร และไม่มีเหตุต้องชดใช้ค่าเสียหาย จึงพิพากษายกฟ้อง

ภายหลังการอ่านคำพิพากษา นางอภิญญา ชูสว่าง ผู้ฟ้องคดีที่ 3 ให้สัมภาษณ์ว่า เคารพในคำพิพากษาของศาล แต่ในฐานะประชาชนผู้เสียหายเห็นว่า รัฐบาลไม่ได้ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ เงินช่วยเหลือที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมเสียหาย ตนก็ไม่ได้รับแต่อย่างใด รวมทั้ง เห็นว่า รัฐบาลบริหารจัดการน้ำไม่ถูกต้อง

"บ้านดิฉันถูกน้ำท่วมสูงถึง 1.50 เมตร ภายในระยะเวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้เก็บข้าวของอพยพหนีออกมาไม่ทัน หากเกิดจากน้ำท่วมโดยธรรมชาติ ไม่น่าจะรวดเร็วขนาดนี้ อีกทั้ง บ้านดิฉันยังถูกน้ำท่วม ก่อนที่จะสร้างแนวเสริมคันกั้นน้ำด้วย สาเหตุทั้งหมดเป็นเพราะการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของรัฐบาล" นางอภิญญา กล่าว

ด้าน นายไอศูรย์ วิภูอัศธาดา ผู้รับมอบอำนาจจากทนายความผู้ฟ้องคดี เปิดเผยว่า หลังจากนี้คงจะต้องปรึกษากับทนายความและผู้ฟ้องคดีอีกครั้ง ว่าจะอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ต่อไป

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook