สามีทันตแพทย์หนีทุน ร่อนจม. แจงไม่มีเงินใช้หนี้

สามีทันตแพทย์หนีทุน ร่อนจม. แจงไม่มีเงินใช้หนี้

สามีทันตแพทย์หนีทุน ร่อนจม. แจงไม่มีเงินใช้หนี้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

จากกรณี ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ 1 ใน 4 ผู้ค้ำประกัน อดีตอาจารย์หญิง คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ที่ขอทุนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท และเอก ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบายความในใจ 

กรณีต้องชดใช้หนี้ 2 ล้านบาท จากการเซ็นค้ำประกันให้ทันตแพทย์หญิง หลังจากที่เรียนจบแล้วไม่ยอมกลับมาทำงานใช้ทุน และไม่ยอมชำระเงินชดใช้ทุน ทำให้ ทพ.เผด็จ และผู้ค้ำรวม 4 คน ต้องใช้หนี้จากการเซ็นค้ำประกัน 8 ล้านบาท 

ล่าสุด (17 ก.พ.) ทพ.เผด็จ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เผด็จ พูลวิทยกิจ ระบุว่าได้รับอีเมลจาก ทันตแพทย์หญิงและสามี เขียนแจกแจงรายได้ของทั้งคู่ โดยมีข้อความดังนี้ 

จดหมายจากดลฤดีและสามี

ฉันก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถตกลงกันได้ด้วยดีเช่นกัน

จากที่คุณที่เรียกร้องสามีดิฉันให้อธิบายถึงสัญญาที่สามารถตกลงกันได้นั้น เขาได้อธิบายตามด้านล่างนี้ ฉันยังมีความหวังว่าผู้ค้ำประกันจะสามารถตกลงกับเราได้

ผมไม่ได้ยื่นเสนอเวลาชำระอย่างชัดเจน ผมได้ชี้แจงอย่างหนักแน่นแล้วว่า เรื่องที่ทอมและติ๊คเรียกร้องให้ชำระใน 2.5 ปีนั้น ทำไมถึงเป็นไปไม่ได้ ผมขออธิบายตัวเลขคร่าวๆ เพื่อเป็นตัวอย่าง และขอเน้นอีกครั้ง

จากภาวะการเงินของเรา ณ ขณะนี้ รายได้ของพอร์ชหลังหักภาษีรายได้รัฐบาลรวมและภาษีรายได้รัฐที่ทางผู้ว่าจ้างจะหักแล้ว ที่เหลือจะนำไปชำระค่าสถานเลี้ยงเด็กของลูกของเรา และเงินกู้ซึ่งเธอได้กู้มาจำนวน 5 หมื่นเหรียญนั้น ได้ถูกโอนไปให้ติ๊คแล้ว ก่อนที่เราจะมีลูก และก่อนที่ผมกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน รายได้ของเธอนั้นได้นำไปชำระค่าเช่าบ้านและค่าทนายที่ดำเนินเรื่องในเรื่องกรมตรวจคนเข้าเมือง ในช่วงเวลา 3 ปี เธอไม่ได้มีรายได้เลย และไม่มีทรัพย์สินด้วย และผมเป็นผู้ที่ดูแลอุปการะเธอในช่วงนั้น ซึ่งก็ทำให้ทรัพย์สินของผมก็ลดลงด้วย

รายได้ของผมหลังจากหักภาษีรายได้ หักค่าประกันสุขภาพ (รัฐบาลบังคับให้ทุกคนซื้อประกันสุขภาพ ซึ่งหมายถึงต้องชำระภาษีเพิ่ม) ทำให้รายได้ผมลดลง 1,100 เหรียญ และรายได้ที่เหลือผมก็ต้องทำไปจ่ายค่าผ่อนบ้านของเรา ซึ่งเป็นบ้านที่ผมซื้อโดยที่พอร์ชไม่ได้ร่วมชำระค่าเงินดาว์นบ้าน การที่ผมซื้อก็เพื่อที่ว่าผม ภรรยาและลูกจะได้อยู่ในเมืองเดียวกัน การกู้เงินในการผ่อนบ้านนั้น ธนาคารได้อนุมัติโดยดูจากรายได้ของผม รายได้จากการขายคอนโด และรายได้ของพอร์ช (ซึ่งเมื่อก่อนจะใช้ในการชำระเป็นค่าเช่าบ้าน ซึ่งตอนนั้นเรานึกว่าจะสามารถนำเงินส่วนนี้มาชำระผ่อนบ้านแทน และหลักจากมีลูกแล้วเงินส่วนนี้ก็นำไปชำระค่าสถานเลี้ยงเด็กแทน เพื่อที่เธอจะได้ไปทำงานได้ – ถ้าไม่จ่ายค่าสถานเลี้ยงเด็ก ก็ไม่สามารถทำงานมีรายได้ …. ถ้าไม่ทำงาน ก็ไม่สามารถชำระค่าผ่อนบ้าน หรือขอเงินกู้เพิ่มได้) หลังจากที่ทางเราได้อธิบายไปหลายครั้งแล้วว่า เราได้ทำทุกวิถีทางในการหาเงินกู้ชำระให้กับผู้ค้ำประกันพอร์ช แต่ทางเราก็ได้รับการปฏิเสธการกู้ เพราะรายได้ของพอร์ชเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะเหลือแค่ศูนย์ และของผมก็ติดลบ

ผมได้ชี้แจ้งแล้วว่า หลังจากขายคอนโดของผมแล้ว ( ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้องกับพอร์ช และเธอก็ไม่มีชื่อเป็นเจ้าของ ฉะนั้นก็จะไม่นับเป็นทรัพย์สินที่ทางผู้ค้ำประกันจะหวังว่าจะฟ้องร้องได้ ) และผมได้เซ็นสัญญากับธนาคารว่ารายได้จากการขายคอนโดจะใช้ค้ำเงินกู้ในการซื้อบ้านใหม่ ผมคิดว่าหลังขายคอนโดนแล้วคงจะเหลือประมาณ 5 หมื่นเหรียญหลังจากหักค่าใช้จ่ายซ่อมแซมเครื่องทำความร้อนและระบบแอร์ที่เก่า 17 ปี และหักค่าใช้จ่ายซ่อมแซมคอนโดชั้นล่างที่เสียหายจากน้ำรั่วจากยูนิตเรา และค่าซ่อมแซมอื่นๆที่จะทำให้คอนโดดูดีขึ้นเพื่อง่ายในการขาย และรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการขนย้ายสิ่งของของผมด้วย ถ้าผมรีบขายโดยการลดราคา เงินคงเหลือที่กล่าวไว้ข้างต้นก็จะลดลงยิ่งขึ้น ซึ่งหมายถึงว่าจะสามารถชำระคืนผู้ค้ำประกันน้อยยิ่งขึ้น

จากการคำนวณคร่าวๆ ถ้าผมให้เงินเหลือที่ได้จากการขายคอนโด 5 หมื่นเหรียญ และยังเหลืออีก 150,000 เหรียญที่ต้องชำระภายใน 2.5 ปี (30 เดือน) ตามที่เรียกร้องนั้น ก็คือ 150,000 หาร 30 เดือน ก็เท่ากับ 5 พันเหรียญต่อเดือน ถ้าจำนวนเงิน 5 พันเหรียญหลักหักภาษีรายได้แล้ว ก็หมายถึงรายได้ต่อปี 6 หมื่นเหรียญหลังหักภาษี ซึ่งก็สูงกว่ารายได้เฉลี่ยอเมริกันของ 2 คนที่ทำงานเต็มเวลา คุณไม่สามารถเถียงผมได้จากตัวเลขเหล่านี้ เพราะฉะนั้นผมและภรรยาไม่สามารถชำระเงินได้จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น

นอกเหนือจากนั้น ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายคร่าวๆรายเดือนของผม

ค่าส่วนกลางคอนโด 727.09

ภาษีที่ดินคอนโด 400 (4800 ต่อปี)

ค่าไฟ 180

ค่าน้ำ/ค่าบำบัดน้ำทิ้ง 300 (3600 ต่อปี)

ค่าแก๊สโพรเพน ( เพื่อทำอาหารและเพื่อทำน้ำอุ่น) 300 (ช่วงหน้าหนาวจะมาก ช่วงหน้าร้อนจะน้อย 3600 ต่อปี)

ค่าซ่อมแซมรถและค่าน้ำมัน 400 ( จริงๆแล้วผมต้องจ่าย 5 พัน- 6 พันเหรียญอาทิตย์นี้ เพราะได้ทำการเปลี่ยนเครื่องยนต์รถที่เก่า 18 ปีของผม เพราะสายพานรถยนต์เสีย ทำให้เครื่องยนต์เสียตาม ซึ่งเป็นรถยนต์คันเดียวของเรา ขอย้ำอีกครั้งว่ารถคันนี้ผมซื้อก่อนที่จะรู้จักกับพอร์ช ซึ่งรถนี้ไม่มีชื่อเธอเป็นเจ้าของร่วม)

ค่าอาหาร 600

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ (ค่าผ้าอ้อม ค่าดูแลบ้าน ฯลฯ) 500

ค่าประกันอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งธนาคารเรียกร้องให้ซื้อ 1500 ต่อ

ค่าประกันรถยนต์ 1100 ต่อปี

ถูกต้อง หลังจากขายคอนโดแล้ว ค่าส่วนกลางคอนโดและภาษีที่ดินคอนโดก็ไม่ต้องชำระต่อไป แต่เชื่อผมเถอะ ผมก็อยากจะขายคอนโดโดยเร็วที่สุดอยู่แล้ว เพราะรำคาญที่ยังต้องชำระค่าใช้จ่ายต่างๆเหล่านี้ ปัญหาก็คือผมไม่สามารถจะลางานได้หนึ่งเดือนและเงินเดือนหายหนึ่งเดือนจากการลา และยังต้องจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆอีก ถ้าผมไม่มีงาน สุดท้ายก็ไม่สามารถชำระเงินคืนผู้ค้ำประกันได้

ถ้าผู้ค้ำประกันจะดำเนินการตามกฎหมายก็จะไม่ได้อะไรเลยจนกว่าคดีจะสิ้นสุด ซึ่งทางเราก็จะต้องวางมัดจำค่าทนายล่วงหน้า ซึ่งก็จะทำให้เงินของเราลดลง ซึ่งทางเราก็คงจำเป็นต้องยื้อคดีให้นานที่สุด เพราะทนายของเราก็อยากจะได้รับการชำระค่าใช้จ่ายเช่นกัน) และถึงกระนั้นคุณจะได้รับเงินก็ต่อเมื่อคุณชนะคดีเท่านั้น ผู้ค้ำอาจจะต้องวางมัดจำค่าทนายล่วงหน้า และผมก็เชื่อว่าทางทนายคงจะเรียกร้องไม่ต่ำกว่า 33% ของมูลค่าคดี 

สุดท้าย ถึงผู้ค้ำประกันชนะคดี ก็จะสามารถเรียกร้องได้แค่จำนวนเงินที่เหลือจากรายได้เราหลังหักค่าใช้จ่ายซึ่งผมได้แจกแจงข้างต้นแล้ว ทอมกับติ๊คคงจะไม่พอใจกับความจริงข้อนี้ แต่ความจริงก็คือความจริง และพวกเขามีทางเลือกแค่ทางเดียว พวกเขาจะทำการตกลงกับเรา หรือพวกเขาจะดำเนินคดีซึ่งอาจจะใช้เวลา 3-5 ปี และถึงกระนั้นก็จะเริ่มได้รับการชำระหนี้หลังจากคดีสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น ระยะเวลาชำระหนี้ก็แล้วแค่ทางศาลพิจารณาอย่างเหมาะสม ซึ่งก็เป็นระยะเวลาที่เท่ากับทางผมพยายามจะเสนอคุณ เรื่องคดีจะไม่มีผลต่อผม เพราะสุดท้ายผมก็สามารถให้ได้แค่เท่าที่ผมมีเหลือ (ไม่ว่าพวกเขาจะยอมรับข้อเสนอของผมตอนนี้โดยเร็ว หรือจะดำเนินคดีโดยการหักเงินเดือนของเราในอนาคต ข้อแตกต่างก็คือพวกเขาอยากได้เงินคืนเร็วเท่าไหร่ และพวกเขาอยากได้เต็มจำนวน หรือว่าอยากได้หลังจากดำเนินฟ้องร้องชนะคดีแล้วและยังต้องหักค่าทนาย หรือว่าไม่ได้รับอะไรเลยถ้าไม่ชนะคดี) และระยะเวลาในการได้รับชำระ ซึ่งถ้าดำเนินคดีก็อาจจะนานยิ่งขึ้น

ทอมและติ๊คอาจจะรู้สึกอยากแก้แค้น แต่คนที่พวกเขาทำร้ายคือตัวพวกเขาเอง ถ้าวิเคราะห์ตามเหตุผลก็จะออกมาในรูปแบบเดียวกัน อันนี้เป็นที่แปลมาจากmailที่สามีดลฤดีส่งมา ต้องขอโทษด้วยครับที่ต้องลบโพสเดิม เพราะเป็นรูปเดิมที่ยังไม่ได้แก้ไขมา เลยต้องลงใหม่เพื่อความถูกต้องของข้อมูลด้วยครับ รบกวนเผื่อพี่น้องสื่อมวลชนจะนำไปทำข่าวขอให้ใช้ข้อมูลที่แปลล่าสุดนี้นะครับ ขอบคุณครับ

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊กเผด็จ พูลวิทยกิจ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook