หน้าแรกข่าว > เศรษฐกิจ > อสังหาริมทรัพย์ > 2บิ๊กแอร์ไลน์ไทย เปิดแนวรุกฝ่าวิกฤติ

2บิ๊กแอร์ไลน์ไทย เปิดแนวรุกฝ่าวิกฤติ

      • 21 ก.ย. 52 10.05 น.
      • อ่าน ครั้ง
    • เลือกขนาดตัวอักษร : font-dec font-inc
  • ฐานเศรษฐกิจ สนับสนุนเนื้อหา
การปรับเพิ่มคาดการณ์การขาดทุนของอุตสาหกรรมการบินโลกในปีนี้ ครั้งล่าสุดของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศหรือไออาตา ที่คาดว่าจะขาดทุนกว่า 11(....) พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มจากเดิมคาดว่าอยู่ที่ 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤติการบินยังคงอยู่ภายใต้ตัวแปรของผู้โดยสาร คาร์โก รายได้ ที่ยังคงลดลง และราคาน้ำมันที่เริ่มขยับสูงขึ้น ท่ามกลางวิกฤตินี้ สายการบินของไทยตั้งรับและฝ่าวิกฤตินี้อย่างไร อ่านได้จากสัมภาษณ์นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการบินบางกอก แอร์เวย์ส และนายอุดม ตันติประสงค์ชัย ประธานที่ปรึกษา วันทูโก โดยสายการบินโอเรียนท์ ไทย

++18 เดือนขาดทุนพันล้าน

นายพุฒิพงศ์ : เปิดใจ ในเรื่องนี้ว่าธุรกิจการบินในปีนี้ถือว่าวิกฤติสุดในรอบ 40 ปีของบางกอกแอร์เวย์ส เพราะตั้งแต่เปิดดำเนินธุรกิจมาสายการบินมีกำไรตลอด เพิ่งจะมาในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา(รอยต่อช่วงปีที่แล้วและปีนี้) บริษัทประสบปัญหาการขาดทุนไปแล้ว 1.05 พันล้านบาท รายได้ลดลงจากหมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา น่าจะเหลืออยู่ที่ 8,000 ล้านบาทในปีนี้

จุดหลักเกิดจากจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากเดิมที่ราคาน้ำมันจะอยู่ในสัดส่วน 15% ของต้นทุนในการทำการบิน ขยับมาเป็น 40-45% และรายได้จากการขายตั๋วที่ลดลงจากสภาพการตัดราคาของธุรกิจการบินทั้งระบบ อันเป็นผลจากดีมานด์มากกว่าซัพพลาย อย่างสมัยก่อนบินไปยุโรปไป-กลับจะอยู่ที่ 5-6 หมื่นบาท ปัจจุบันหลัก 2-2.5 หมื่นบาทก็บินได้แล้ว

ดังนั้นสิ่งที่บริษัทได้ให้ความสำคัญเร่งด่วน เฟสแรก คือ การลดค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เพื่อทำให้ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ได้เห็นถึงการแก้ปัญหาการขาดทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม และเฟสสอง คือการมองไปถึงการเพิ่มรายได้ เพื่อทำให้บริษัทกลับมามีกำไร

++ รีไวด์แผนธุรกิจ 3 ปี

มาตรการลดค่าใช้จ่าย(ไม่ลดคุณภาพด้านการบริการและด้านความปลอดภัย) แต่เน้นการปรับโครงการองค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจในปัจจุบัน โดยได้ทบทวนแผนธุรกิจ 3 ปีในเรื่องของฝูงบิน เส้นทางบินใหม่ ที่ต้องดาวน์ไซซ์ลง แต่ยังคงอยู่บนพื้นฐานว่าต้องรับมือได้หากเมื่อธุรกิจเริ่มฟื้นตัว ซึ่งการทบทวนแผนมีทั้งการลดจำนวนฝูงบินลง(คืนเครื่องบินที่เช่ามา 4 ลำ) จากที่มีอยู่ 21 ลำ ได้แก่โบอิ้ง 717 จำนวน 2 ลำ แอร์บัส 319 จำนวน 1 ลำและเอทีอาร์ 1 ลำ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทลดต้นทุนลงได้ 10-15%

รวมถึงการชะลอและยกเลิกการรับมอบเครื่องบินใหม่ตามแผนในปีนี้ โดยได้ยกเลิกการรับมอบเครื่องบินเอทีอาร์ 1 ลำ ขอเลื่อนการส่งมอบแอร์บัสเอ 319 ไปรับในช่วงต้นปี 2554 จากเดิมที่ต้องรับมอบในปีนี้ 1 ลำ

ทั้งยังยกเลิกเส้นทางบินที่ขาดทุนเพิ่มมากขึ้น โดยในช่วงเดือนตุลาคมนี้ บางกอกแอร์เวย์สก็จะหยุดบินใน 4 เส้นทาง คือ โฮจิมินห์ ซีอาน กุ้ยหลิน และฮิโรชิมา ซึ่งผู้โดยสารจะได้รับผลกระทบในส่วนนี้ไม่มาก เพราะสายการบินไม่ได้ทำการบินในเส้นทางบินเหล่านี้ทุกวัน และปัจจุบันเหลือเส้นทางบินในต่างประเทศอยู่ เช่น เสียมเรียบ หลวงพระบาง พนมเปญ มัลดีฟส์ และเที่ยวบินจากฮ่องกงและสิงคโปร์เข้าสมุย

ส่วนเส้นทางบินไหนที่ไปได้ดีก็จะเพิ่มความถี่ในการบินเข้าไป เช่นภูเก็ตจะเพิ่มเที่ยวบินขึ้นอีก 1 เที่ยวบินรวมเป็น 5 เที่ยวบินต่อวัน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่เข้ามาต่อเที่ยวบินในช่วงดึก การเพิ่มเที่ยวบินช่วงกลางวันในเส้นทางพนมเปญ รวมเป็น 3 เที่ยวบินต่อวัน

การหันไปขยายการทำโค้ดแชร์(ทำการบินรหัสร่วม)กับสายการบินต่างประเทศเพิ่มขึ้น เช่นหารือกับซิลค์แอร์ โค้ดแชร์ในเส้นทางภูเก็ต-สมุย เป็นต้น เพิ่มจากที่ทำอยู่แล้วกับเอธิฮัด แอร์ฟรานซ์ เคแอลเอ็มและแอร์เบอร์ลิน (แอลทียูเดิม) รวมทั้งการปรับเปลี่ยนเครื่องบินในเส้นทางสมุย จากเอทีอาร์เป็นแอร์บัส 319 เพื่อเพิ่มจำนวนที่นั่งขึ้นอีก 2 เท่าเพราะนับจากเดือนสิงหาคมมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดไว้ถึง 15% ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา อัตราการบรรทุกสูงถึง 80%

++เปิด 3 แพ็กเกจสมัครใจ

อีกทั้งยังชะลอแผนการลงทุนที่ยังไม่จำเป็นออกไปก่อน เช่นเดิมมีแผนจะร่วมมือกับทางสหรัฐอเมริกา เปิดโรงเรียนการบิน ที่ จ.สุโขทัย ลงทุนกว่า 600 ล้านบาท เพื่อสอนนักเรียนต่างชาติก็คงต้องชะลอไปก่อน รวมถึงแผนการเสนอตัวลงทุนระบบเช็กอินในสถานีแอร์พอร์ตเรียลลิงค์

นอกจากนี้สายการบินยังต้องมีการปรับโครงสร้างพนักงาน ตามแผนดาวน์ไซซ์องค์กร แต่บริษัทจะไม่เอาเปรียบพนักงาน ทุกอย่างจึงเป็นไปตามความสมัครใจของพนักงาน ซึ่งบริษัทมี 3 แพ็กเกจให้พนักงานที่สนใจเลือก เริ่มโครงการในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งบริษัทเตรียมงบที่ต้องจ่ายในส่วนนี้ไว้ 200 ล้านบาท

โดยแพ็กเกจแรก คือ แพ็กเกจร่วมใจจาก ในกรณีที่พนักงานสมัครใจลาออก บริษัทจะจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายกำหนดโดยขึ้นอยู่กับอายุงาน พร้อมเงินค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือนและเงินคำนวณพิเศษอีกตามอายุงาน ทั้งนี้ไม่เกิน 36 เดือน แพ็กเกจที่ 2 คือ แพ็กเกจพร้อมเมื่อใดกลับมาพบกัน เสนอให้พนักงานหยุดงานไม่เกิน 2 ปี โดยบริษัทจะยังจ่ายเงินเดือนในอัตราส่วนหนึ่งของเงินเดือนปกติ และจะให้อีกส่วนหนึ่ง เมื่อบริษัทเรียกให้กลับมาประจำการ และแพ็กเกจที่ 3 คือ แพ็กเกจสมัครใจลดค่าใช้จ่าย ให้พนักงานลดเงินเดือนลงในอัตราที่พนักงานสามารถเลือกได้20-50% และบริษัทจะจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย7% ในระยะเวลา 2 ปี

ทั้งนี้จากมาตรการการลดค่าใช้จ่ายในปีนี้ ประเมินว่าบริษัทจะลดต้นทุนได้ 20-25% และในปีนี้น่าจะทำให้บริษัทหยุดภาวะการขาดทุนได้ ก่อนจะเร่งเดินหน้าแผนสร้างกำไรเป็นอับดับต่อไป

++++++++++++++++++++++++++

++เป้า 100 ล.ลดรายจ่ายองค์กร

ขณะที่นายอุดม กล่าวว่าผมเชื่อว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่ฟื้นในเร็ววันนี้อย่างน้อยต้องใช้เวลาอีก 2 ปี เพราะนอกจากวิกฤตเศรษฐกิจ ความวุ่นวายทางการเมืองแล้ว การแข่งขันทางด้านราคาของสายการบินโลว์คอสต์ และการลงมาแข่งขันในตลาดเครื่องบินเช่าเหมาลำหรือชาร์ตเตอร์ไฟล์ทของสายการบินปกติ เช่น สิงคโปร์แอร์ไลน์ ก็ส่งผลให้สายการบินต่างๆ ต้องปรับตัวทุกด้านเช่นกัน เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดในยุควิกฤต

สำหรับวันทูโกหลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง เนื่องจากวิกฤตดังกล่าว ก็ได้ปรับลดเที่ยวบินในการบริการในเส้นทางจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ เชียงราย หาดใหญ่ ภูเก็ต และตรัง รวมเหลือเพียง 14 เที่ยวบินต่อวัน พร้อมทั้งได้หยุดบินชั่วคราวใน 2 เส้นทาง คือ กรุงเทพ-สุราษฏร์ธานี กรุงเทพ-นครศรีธรรมราช จากปกติ ในฤดูกาลท่องเที่ยวจะเปิดบริการมากกว่า 28 เที่ยวบินต่อวัน และหยุดบินในเส้นทางกรุงเทพ-พิษณุโลก เนื่องจากความต้องการของตลาดยังน้อยมาก แต่ก็คาดว่าในช่วงไฮซีซั่นเดือนตุลาคม2552-กุมภาพันธ์2553 หากสถานการณ์การท่องเที่ยวดีขึ้นจะมีการทบทวนเรื่องการเพิ่มเที่ยวบินและเปิดเส้นทางบินในจุดที่หยุดไป

ส่วนโอเรียนท์ ไทย ซึ่งให้บริการเครื่องบินเช่าเหมาลำหรือชาร์ตเตอร์ไฟล์ท ซึ่งเดิมขนส่งผู้โดยสารจากฮ่องกงเข้ากรุงเทพเฉลี่ยวันละ 400 คน ด้วยเครื่องบินขนาดใหญ่ สร้างรายได้ให้บริษัทไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท แต่หลังจากเกิดวิกฤตต่างๆ รวมถึงการแข่งขันกับสายการบินใหญ่ๆ เช่น สิงคโปร์แอร์ไลน์ ทำให้การเดินทางกับโอเรียนท์ไทยลดลง ส่งผลให้รายได้รวม 9 เดือนลดลงกว่า 50%

อีกทั้งบริษัทยังมีแผนลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ ทั้งการปรับลดจำนวนพนักงานจากเดิม 1,000 คน เหลือเพียง 600 คนในปัจจุบัน ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นอาจจะต้องมีการลดจำนวนอีก พร้อมกันนี้ยังได้มีการปรับชั่วโมงการทำงานของพนักงาน เพื่อแก้ปัญหาการเอาคนออก รวมถึงการลดเงินเดือนพนักงานของโอเรียนท์ไทยตามตำแหน่งสูงสุดไม่เกิน 25% โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะลดรายจ่ายภายในองค์กรให้ได้ 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่ง

++ ควบรวมวันทูโก-โอเรียนท์ไทย

ขณะที่การบริหารงานของบริษัทจากนี้จะเน้นการบริหารภายใต้โอเรียนท์ไทย แต่ยังคง แบรนด์วันทูโกไว้ โดยจะใช้ชื่อในการบริการว่า วันทูโก โดย สายการบินโอเรียนท์ไทย เนื่องจากสายการบินวันทูโกยังอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหามาตรฐานบริการ หลังกรมการขนส่งทางอากาศ(ขอ.)ชี้แจงผลการตรวจสอบมาตรฐานการบริการหลังเกิดเหตุเครื่องบินตกที่ภูเก็ต อีกทั้งยังติดระเบียบของอียูที่ออกกฎให้สายการบินที่ให้บริการจะต้องมีเครื่องของตัวเอง ซึ่งวันทูโกไม่มี เพราะที่ผ่านมาใช้การเช่าเครื่องบินของโอเรียนท์ไทยจำนวน 3 ลำให้บริการ จากที่มีอยู่ 11 ลำ

ส่วนแผนการเพิ่มรายได้ ก็มองถึงการเปิดเส้นทางบินใหม่ในปี 2553 เน้นเส้นทางบินระหว่างประเทศระยะใกล้ เช่น พนมเปญ ประเทศกัมพูชา ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ และจะเพิ่มการบริการชาร์ตเตอร์ไฟล์ทในเส้นทางแสวงบุญใหม่ๆ เช่น อิสราเอล

ส่วนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ก็ได้ออก บัตรสยามพาส (Siam Pass) ชุดบัตรโดยสารสำหรับลูกค้าที่เดินทางประจำ ซึ่งเป็นบัตรที่มอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า บินได้ไม่จำกัด หนึ่งบัตรใช้ร่วมได้สองคน สามารถเดินทางได้ไม่จำกัดเที่ยวบิน ทุกเส้นทางในประเทศที่วันทูโกบิน แบ่งเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ บัตรชุด 1 เดือน มูลค่า 1.5 หมื่นบาท 2 เดือน 2.8 หมื่นบาท และ 3 เดือน มูลค่า 3.9 หมื่นบาท เริ่มจำหน่ายวันนี้ถึง 15 ตุลาคมนี้ คาดว่าจะมียอดขายรวมกว่า 1,000 ใบ

อีกทั้งยังมีแผนจะเป็นพันธมิตรทางการบินกับสายการบินของไทย เช่น บางกอกแอร์เวยส์ ดำเนินงานร่วมกันในลักษณะโค้ดแชร์ การบริหารจัดการเครื่องบินโดยสารให้เกิดประโยชน์ การบริหารเส้นทางบินในประเทศร่วมกัน เป็นต้น ซึ่งในเร็วๆ นี้เตรียมจะเข้าไปเจรจาในรายละเอียดกับบางกอกแอร์เวยส์

แม้ปีนี้จะเป็นปีวิกฤติ ทำให้อัตราบรรทุกเฉลี่ยหรือโหลดเฟกเตอร์ในแต่ละเส้นทางลดลงมากเฉลี่ยอยู่ที่ 50% ยกเว้นเชียงใหม่ที่ยังมีโหลเฟกเตอร์ดีที่ 70% อย่างไรก็ดี ยังเชื่อมั่นว่าปลายปีซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน โหลดเฟกเตอร์จะสูงขึ้น และเกิดรายได้จากการบริการในเส้นทางบินในประเทศอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท และรายได้จากชาร์ตเตอร์ไฟล์ท 1,000 ล้านบาท รวมรายได้ทั้งปี 2,200 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าที่ตั้งเป้า แต่ก็พอใจแล้วในปีแห่งวิกฤต

ทั้งหมดล้วนเป็นการเปิดใจของ 2 บิ๊กสายการบินเอกชนไทย กับกลยุทธฝ่าวิกฤตที่เกิดขึ้น

Tags:
 

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้