ผอ.แจงอีกมุม ม.3 ถูกเผาในช่องเก็บของ อ้างเด็กเล่นกัน

ผอ.แจงอีกมุม ม.3 ถูกเผาในช่องเก็บของ อ้างเด็กเล่นกัน

ผอ.แจงอีกมุม ม.3 ถูกเผาในช่องเก็บของ อ้างเด็กเล่นกัน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

จากกรณีที่ทางนางสาวกชพรรณ (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี อาชีพ หมอนวดแพทย์แผนไทย ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.อุทัยธานี เข้าร้องทุกข์ต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 ต.ต. 2560 ที่ผ่านมา ด้วย กรณี น้องเอิร์ธ อายุ 14 ปี บุตรชาย ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ม.3 ถูกเพื่อนและรุ่นพี่โรงเรียนเดียวกันรวม 3 คน แกล้ง

โดยปิดประตูใส่กุญแจขังไว้ในช่องเก็บของอาคารเรือนนอน แล้วฉีดยาฆ่าแมลงเข้าไปจนไม่มีอากาศหายใจ จากนั้นได้จุดไฟแช็ก จนทำให้เกิดประกายไฟลุกท่วมภายในช่องเก็บของดังกล่าว ก่อนจะเผาไหม้ร่างกาย จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดเมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ม.3 ถูกรุ่นพี่แกล้งขังในห้อง ฉีดยาฆ่าแมลง-จุดไฟเผา)

ล่าสุด (4 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เดินทางไปยังโรงเรียนที่เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นเพื่อพบนายสมเกียรติ ผู้อำนวยการโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ โดย นายสมเกียรติ กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับแจ้งจากครูหอนอน ว่าเด็กเล่นกันจนเกิดอุบัติเหตุ

เด็กที่ได้รับความเสียหาย ได้เข้าไปอยู่ในตู้เสื้อผ้า มีเพื่อนคนหนึ่งเรียกให้ออกมา แต่ไม่ยอมออก เพื่อนอีกคนใช้ยาฉีดยุงที่เป็นสเปรย์ฉีดเข้าไป แล้วใช้ไฟจุด ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ลวกตัวเด็กที่อยู่ในตู้ จากนั้น เพื่อนๆและครูจึงช่วยกันนำตัวส่งโรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร 

จากนั้นตนได้ไปเยี่ยมเด็กที่โรงพยาบาล พร้อมให้กำลังใจเด็กว่า ไม่เป็นไรประเมินดูแล้วเดี๋ยวก็หาย แต่ผู้ปกครองเข้าใจผิดคลาดเคลื่อน หาว่า ผอ.ดูถูกเรื่องบาดแผล  ขณะที่ได้พบกับผู้ปกครองที่โรงพยาบาล ผู้ปกครองบอกว่า ผอ.อย่าดุว่าเด็กนะ ผู้ปกครองไม่ติดใจเอาเรื่องใดๆทั้งสิ้น ทำให้รู้สึกสบายใจ 

หลังจากนั้นกลับมาที่โรงเรียนเช้าขึ้นได้ข่าวว่า ผู้ปกครองเด็กที่ได้รับบาดเจ็บไปแจ้งความแล้ว ทำให้ทางโรงเรียนไม่สบายใจนัก จากนั้นได้ประสานกับผู้ปกครองโดยตลอด ขณะที่ผู้ปกครองบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเจรจา 2 วันต่อมาได้เข้ามาเจรจา พร้อมกันทั้งทั้งสองฝ่าย โดยคู่กรณียอมชดใช้ โดยในข้อตกลงคือจะจ่ายเป็นเงิน 10,000 บาท ทุก 15 วัน จนกว่าแผลจะหาย

ซึ่งในทางปฏิบัติ ผู้ปกครองที่มีเงินเขาก็นำเงินมาให้โรงเรียน และโรงเรียนก็นำไปให้ผู้ปกครองเด็กที่บาดเจ็บ เขาก็รับไว้ ส่วนรายที่ 2 แจ้งว่าหาเงินไม่ได้ต้องระสักระยะหนึ่ง เมื่อหาได้ก็นำมาให้  แต่เข้าไม่ยอมรับเงินแจ้งว่าเลยกำหนด และผู้ปกครองรายสุดท้ายไม่สามารถหาเงินมาให้ได้ในช่วงเวลานั้น จึงคุยกับผู้เสียหายว่าหมื่นหนึ่งมันมากเกินไปไหม สำหรับผู้ปกครองที่ไม่มี

โดยเจตนาแล้วจะพยายามไกล่เกลี่ย เพื่อให้เข้าใจกับผู้ปกครองอีกส่วนหนึ่ง เนื่องจากเด็กที่เข้ามาเรียนในโรงเรียนนี้ ส่วนใหญ่ยากจน มีปัญหาด้านเศรษฐกิจเงินทองทั้งนั้น ในฐานะผู้ปกครองเด็กที่ยากจนด้วยกันน่าจะเข้าใจมากขึ้น แต่ทางโรงเรียนก็ได้พยายามรวมรวมเงินก้อนนี้ให้ครบจากครู จากนักเรียน ส่วนหนึ่งเข้าไปชดเชยให้ครบ

โดยมีประเด็นหนึ่งที่ได้ยินมา ว่าผู้ปกครองนักเรียนที่บาดเจ็บได้ไปแจ้งข้อหาพยายามฆ่า แต่จริงๆ แล้วเด็กกลุ่มนี้มีความสนิทกันมาก เป็นเพื่อนรักกัน หลังเกิดเหตุกลับมาบอกว่าไม่รู้จักกัน ทั้งๆ ที่เขาอยู่หอนอนเดียวกัน เล่นด้วยกันตลอด

ตรงนี้เป็นข้อสังเกต ไม่เข้าใจว่าเจตนาจริงๆผู้ปกครองต้องการอะไร ขณะที่เด็กนอนโรงพยาบาล ทางโรงเรียนจะมีครูไปเยี่ยมทุกวัน ตนเองถ้าว่างก็จะเข้าไปเยี่ยมทันที ทางโรงเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจ สงสัยว่าทำไปผู้ปกครองไม่ยอมรับเงินตามข้อตกลง เขาได้ขู่ว่าเดี๋ยวเจอกันพูดแบบนี้ตลอด

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสคุยกับพยาบาล ทราบว่าเด็กค่อนข้างดื้อ ไม่ยอมปฏิบัติตามคำแนะนำของพยาบาล แผลใกล้หายแล้วเหลืออีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่พันแผลไว้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ  ซึ่งทุกวันที่ครูไปเยี่ยมก็ได้นำเงินที่รวบรวมได้พกติดตัวไปเพื่อมอบให้ผู้ปกครอง แต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับ ทำให้ไม่เป็นที่สบายใจของทางโรงเรียน 

ด้านขวัญกำลังใจของครูประจำเรือนนอนก็ถดถอยลงไป เนื่องจากเราได้ดูแลเด็กในโรงเรียนประจำตลอด ขณะที่พลาดช่วงหนึ่ง คือช่วงรอยต่อระหว่างโรงเรียนเลิก ซึ่งเด็กต้องกลับมาพัฒนาเรือนนอน แต่เด็กได้เล่นกันจนเกิดเหตุ

ทางโรงเรียนได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ถึงสาเหตุความเป็นมาเป็นไป รวมทั้งได้ติดต่อหารือกับผู้ใหญ่ในจังหวัดในท้องที่ ว่าเหตุการณ์เป็นแบบนี้จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ซึ่งเรื่องตรงนี้อาจต้องใช้เวลา ทุกอย่างขอให้เป็นไปตามความจริง เราได้รับคำตอบมาแบบนี้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook