จุดยืนปมไทย-เขมร ขุดจิตสำนึกไทย

จุดยืนปมไทย-เขมร ขุดจิตสำนึกไทย

ชาติมาก่อนกำไร หรือกำไรมาก่อนชาติ

ภาคการค้าขายถือเป็นอีกมุมหนึ่งที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทีมข่าวเศรษฐกิจเดลินิวส์ มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ประธานหอการค้าไทย ดุสิต นนทะนาคร ในฐานะตัวแทนของภาคธุรกิจเอกชน ที่แสดงความเห็นต่อผลกระทบ ทิศทางในอนาคตและจุดยืนของภาคธุรกิจเอกชน กับปมประเด็นร้อนที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

ถาม : ความเห็นต่อความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน

ตอบ : ความขัดแย้งครั้งนี้คงต้องเริ่มดูจากสาเหตุ เพราะที่จริงคนไทยกับกัมพูชามีความสัมพันธ์รักใคร่ปรองดองกันมาช้านาน มีชายแดนติดกัน ค้าขายกันมาตลอด จนกลายเป็นวัฒนธรรมแห่งการอะลุ้มอล่วยที่ดีต่อกัน แต่น่าเสียใจที่อยู่ดี ๆ กลับมีคนเพียงคนเดียวมาทำให้ความสัมพันธ์เหินห่าง กินแหนงแคลงใจ และกระทบต่อความผาสุกของประเทศ ทั้งที่จริงไม่ใช่เรื่องที่น่าเกิดขึ้น เป็นเรื่องบุคคลที่ทำให้กระทบความรู้สึกของคนทั้งสองชาติต้องหม่นหมอง

ถาม : ท่าทีไทยต่อกัมพูชามีความเหมาะสมเพียงใด

ตอบ : ผมคิดว่าคงมีความจำเป็น เพราะไทยเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยและเอกราชมาช้านาน เราต้องหวงแหน และเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่เมื่อมีสิ่งที่รู้สึกถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม คนไทยคงยอมไม่ได้ และถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของประเทศ ถ้าเราถูกดูแคลนและยังนิ่งดูดาย ก็แสดงว่าเราไม่ได้รักชาติอย่างแท้จริง ดังนั้นแนวทางที่รัฐบาลดำเนินการในขณะนี้ จึงเหมาะสมและควรกระทำ เพราะชาติเราหากขาดไว้ด้วยศักดิ์ศรี ก็คงอยู่ด้วยความเข้มแข็งไม่ได้ ดังนั้นการมีจุดยืนชัดเจนถือว่าสำคัญและเอกชนเข้าใจได้

ถาม : เริ่มมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจแล้วหรือยัง

ตอบ : เป็นธรรมดาที่การทำงานระหว่างภาคเอกชนกับรัฐบาล ต้องไปในทิศทางเดียวกันอยู่แล้ว รัฐมีหน้าที่บริหารประเทศให้เดินไปข้างหน้า ตามหลักทำนองคลองธรรม เอกชนก็ต้องปรับตัวเองให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งพวกเราก็กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าตอนนี้เป็นอย่างไร เพื่อหาแนวทางเดินไปด้วยกัน

ส่วนบรรยากาศการค้าไทย-กัมพูชาช่วงนี้ยังปกติ เมื่อสัปดาห์ก่อนไปเยี่ยมเยียนหอการค้าจังหวัดตามชายแดน เช่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ รวมถึงแหล่งการค้าใหญ่ นครราชสีมา ชัยภูมิ ก็ยังขายดีอยู่ ขณะที่ประธานที่ดูแลการค้าชายแดน ก็รายงานว่าภาพรวมการค้ายังไม่ตก เพราะคนไทยกับเขมรต้องพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าเรามีสินค้าตรงความต้องการ ก็ยังมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน

ถาม : ภาคเอกชนเริ่มมีการปรับตัวกันมากน้อยเพียงใด

ตอบ : ตอนนี้ยังเหมือนเดิม ทั้งการค้าชายแดน และการส่งออกยังเป็นปกติ จึงไม่ต้องปรับตัวอะไร ซึ่งบางทีคนเขมรอาจเข้าใจ และคิดเหมือนเราก็ได้ว่าคนคนเดียว ทำไมทำให้เกิดเรื่องยุ่งเหยิงแบบนี้

ถาม : การค้าไทย-กัมพูชาช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง และทิศทางต่อไปจะเป็นอย่างไร

ตอบ : ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์การค้ามาอย่างยาวนาน จนถึงปัจจุบันมีมูลค่าการค้าตกเฉลี่ยปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการค้าขายชายแดน 5 หมื่นล้านบาท และที่เหลือเป็นการค้าทั่วไป ผ่านการส่งออกนำเข้า ทางเรือ เครื่องบิน รถไฟ โดยเราเป็นฝ่ายที่ขายมากกว่าซื้อ ซึ่งสินค้าที่ไทยขายส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค จะมีนำเข้ามาบ้าง เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการซื้อขายที่เป็นแบบการแลกเปลี่ยนกัน ทำให้คนทั้งสองชาติก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน

ส่วนทิศทางอนาคต ผมเชื่อว่าหัวใจสำคัญของการค้า คือ ถ้าเกิดเราพัฒนาสินค้าให้ดีมีคุณภาพ ราคาเหมาะสม ตรงความต้องการของชาวกัมพูชา ก็จะทำให้เกิดการค้าระยะยาว และการค้า 6-7 หมื่นล้านบาทต่อปี ยังน่าจะมีได้ ขณะที่ความขัดแย้งทางก็อาจดำเนินไป แต่การค้าขายก็ต้องทำไปด้วย หยุดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะท้ายสุดคนเดือดร้อนก็คือประชาชน จึงอยากให้คนทั้งสองชาติเข้าใจกัน เพราะแม้เชื้อชาติจะแตกต่าง แต่เราก็ต้องพึ่งพากัน

ถาม : การยกเลิกกรอบเอ็มโอยู พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จะมีผลอย่างไรบ้าง

ตอบ : เรื่องนี้เห็นว่ามีการลงนามตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ถ้าเราจะทบทวนก็ต้องทบทวนให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดยหลักการทำธุรกิจดี คือจะให้เราหรือเขาได้ประโยชน์อย่างเดียวไม่ได้ จะไม่ยั่งยืน ควรทำให้เกิดสมดุลกันบนพื้นฐานทั้งสองฝ่าย เอกชนก็ทำอยู่บ่อย ๆ แผนงานไหนถ้าทำมา 5-7 ปี ก็ต้องทบทวน ไม่ใช่ไม่ดี แต่ถ้ามาปรับแล้วพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นก็น่าทำ ของบางอย่างอย่าไปคิดว่ามันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ โลกสมัยนี้เปลี่ยนตลอดเวลา เราก็ต้องปรับตามให้เหมาะสม ซึ่งแนวทางการปรับคงทำให้เหมาะสมทั้งคู่ การเป็นประเทศเพื่อนบ้านก็ต้องแบ่งปันกัน

ถาม : ปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา จะส่งผลต่อการรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) หรือไม่

ตอบ : จริง ๆ แล้วการรวมกลุ่มอาเซียนทำกันมาหลายสิบปี แต่ละประเทศก็ตั้งใจทำกันมา เพื่อสร้างประโยชน์ให้คนทั้งภูมิภาค ช่วยให้มีการต่อรองดีขึ้น ผู้ผลิตก็เกิดการพัฒนาในการลดต้นทุน และยังสามารถขยายตลาดออกไปได้ทั้งอาเซียน เพื่อท้ายที่สุดประชาชนอาเซียนจะได้ประโยชน์สูงสุด มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นภาพที่ดี และทุกชาติมองเห็นร่วมกันมาตลอด

แต่อยู่ ๆ คนคนเดียวมาสร้างปัญหา ให็นอันหนึ่งอันเดียวกันต้องมีรอยร้าว ถามว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องไหม ต้องมาทบ ทวนตัวเองมากกว่า เพราะทิศทางการรวมกลุ่มกันถูกต้องแล้ว และที่ผ่านมาหลายประเทศก็เริ่มดำเนินการและปรับตัวกันมาระยะหนึ่ง แต่หากจะมาขวางการเจริญเติบโตอาเซียน ก็ต้องดูว่าทำเพื่อประโยชน์ของใคร ของตัวเองหรือส่วนรวม ผู้นำที่ดีควรมองประโยชน์ส่วนรวมมาก กว่าส่วนตัว ถึงจะเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง และมีคนสรรเสริญ

ผลกระทบต่อความเป็นอาเซียนจะรุนแรงแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าคนนั้นคิดได้ไหมว่า สิ่งที่ทำไปแล้วต้องทำให้คนทุกประเทศที่รวมกันใน 5-6 ปีข้างหน้าต้องชะลอออกไป ใครเป็นคนได้ ภาคภูมิใจนักหรอที่เป็นอย่างงั้น ที่ผ่านมาเรามีวิวัฒนาการมาหลายสิบปีจนจะเกิดเป็นเออีซี ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก และจำเป็นต้องทำเพื่อแข่งขันในเวทีโลก เหมือนเขตการค้าเสรีนาฟตา สหภาพยุโรป รวมถึงอินเดีย จีน ก็มีความเข้มแข็ง เราควรจะมุ่งไปทางนั้น ไม่ควรให้สะดุด อาจมีคนมาขัดแข้งขัดขาบ้าง ถ้าเราทำแต่สิ่งดีเป็นประโยชน์ ท้ายสุดเขาน่าจะแพ้ภัยตัวเอง

ถาม : มีความกังวลแค่ไหน หากรัฐมีการยกระดับการตอบโต้จนถึงมาตรการทางเศรษฐกิจ

ตอบ : ตอนนี้เราต้องพูดถึงความมั่นคงระดับประเทศก่อน ถ้าความมั่นคงความปลอดภัยมีน้อยลง ชาติไทยจะอยู่ได้อย่างไร ต้องมองว่าอะไรเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าเราถูกท้าทายมา เราจะต้องยอมสยบ ยอมหงอ หรือต้องอยู่แบบกลัว ๆ เขาหรือ ผมคิดว่านี่ไม่ใช่นิสัยคนไทย และไม่ใช่นิสัยต้นตระกูลของเราที่ก่อร่างสร้างชาติขึ้นมา ถ้าอะไรเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อแสดงออกความเข้มแข็งของเรา ความมั่นคงของชาติ ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำ

เอกชนยังไงก็กระทบอยู่แล้ว แต่ก็ควรเข้าใจในการเสียสละ เราจะไม่ห่วงเฉพาะธุรกิจมากไป จนทำให้ความมั่นคงต้องเสื่อมถอยหลัง เรื่องนี้สำคัญที่สุด แม้กระทบต่อธุรกิจ แต่เพื่อประโยชน์โดยรวม เราก็ควรมุ่งหน้าไปต่อ เราก็เคยคุยกันในหอการค้า ในกรรมการก็เห็นว่า รัฐทำในสิ่งที่ถูกต้อง และเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคต

ถาม : แม้กระทบถึงภาคเอกชนและธุรกิจอย่างรุนแรง

ตอบ : อยากถามว่า ถ้าคุณเป็นคนรวย แล้วประเทศชาติเราถูกดูถูกดูแคลน เราจะภูมิใจในความร่ำรวยที่เรามีอยู่หรือไม่ แต่กลับกันถ้าเป็นประเทศที่ได้คำชื่นชมจากทั่วโลกว่า มีความเข้มแข็ง เป็นผู้นำที่ดี เป็นประเทศที่นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม แม้ไม่รวยจะน่าภูมิใจกว่าหรือไม่ หากคนไทยบอกว่ารักชาติจริง ต้องทำได้อย่างที่พูด แต่ถ้าทำได้ไม่เหมือนที่พูด ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ

ในส่วนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจสมัยใหม่มีการพูดถึงการทำงานอย่างโปร่งใส และระบบการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมอย่าง กว้างขวาง เช่น การไม่ทิ้งข้าวของเป็นภาระสังคม ซึ่งสิ่งนี้มีวิวัฒนาการเกิดมากขึ้นเป็นลำดับ ยิ่งในเรื่องความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นสังคมขนาดใหญ่ ภาคธุรกิจ ก็จะต้องยิ่งคำนึงถึงความผาสุก ความมั่นคง และการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงคิดว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็ควรเสียสละ ถ้าคนไทยทุกคนคิดถึงแต่ตัว ชาติจะอยู่ได้อย่างไร หากมองเพียงประโยชน์ตัวเองอย่างเดียว ชาติคงอยู่ไม่ได้

การเพิ่มมาตรการตอบโต้ถ้าจำเป็นก็ต้องทำ อย่าไปใช้ประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง เพื่อให้รัฐบาลตัดสินทำอะไร ผมก็คิดว่ารัฐบาลมีข้อมูลมากพอที่จะตัดสินใจทำอะไรเองได้ เพราะความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญ และเอกชนก็เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะดำเนินการไปด้วยดี และภาคธุรกิจก็พร้อมสนับสนุน

ถาม : พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี พูดว่าปัญหาจะยุติใน 1 ปีครึ่ง จะส่งผลกระทบยาวนานเกินไปหรือไม่

ตอบ : ปีครึ่งจะเร็วหรือไม่ คงตอบไม่ได้ แต่ความขัดแย้งไม่ควรยืดเยื้อ เปรียบเสมือนครอบครัวที่ทะเลาะมีความบาดหมางกัน หากไม่ยอมจบสักทีก็จะลากให้พี่น้องคนอื่นทะเลาะเบาะแว้งไปด้วย กลายเป็นบ้านช่องแตก ครอบครัวกับชาติก็เหมือนกันอยากให้จบเรียบร้อยโดยเร็ว เพราะที่จริงแล้วคนทั้งสองชาติมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

ถาม : ภาคธุรกิจอยากเห็นภาพการดำเนินนโยบายของภาครัฐต่อไปเป็นอย่างไร

ตอบ : คงไม่ทราบ แต่เรื่องความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน เพราะเมื่อประเทศเข้มแข็ง ธุรกิจก็เดินหน้าได้ เราอย่าไปยอมหรือสยบทำให้ความมั่นคงชาติหายไปโดยไม่จำเป็น มาตรการใดที่จำเป็นเพื่อสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้น นักธุรกิจก็ต้องมอง แต่ถึงอย่างไรอยากให้หาทางออกยุติโดยเร็ว แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคนต้นเหตุ ว่าจะทำอย่างไรให้จบ เพราะเรื่องนี้ไม่ควรให้เกิดขึ้นเลย น่าจะลองเสียสละกันบ้าง

ถาม : แนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้าของไทยจะเป็นเช่นไร และปัญหาการเมืองทั้งสองชาติจะกระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจด้วยหรือไม่

ตอบ : เศรษฐกิจปีหน้าจะดีแน่นอน เพราะทั่วโลกฟื้นแล้ว เราควรเตรียมความพร้อมในการใช้ประโยชน์จากการฟื้นของเศรษฐกิจโลก นำสินค้า บริการไปขายมากขึ้น ถ้าเรานำตลาดเหล่านั้นกลับมาได้ ก็ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศฟื้นตามด้วย แต่การเติบโตของเศรษฐกิจคงค่อย ๆ ดี ไม่โตแบบพรวดพราด โดยการค้าขายทั่วโลกเป็นภาพใหญ่เหลือเกิน แต่กัมพูชาก็เป็นปัญหาภายในที่สำคัญที่กระทบต่อความมั่นคง แต่หากสถานการณ์ย่ำแย่ จนการค้าขายกับกัมพูชาตกลงจริง ก็ไม่น่ากระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจเท่าใด เพราะขนาดการค้าโลกกับกัมพูชาต่างกันมาก แต่ก็ไม่อยากใหารชุมนุมของคนในประเทศ ต่อปัญหาไทย-กัมพูชา

ตอบ : การแบ่งแยกน่าจะถึงเวลากลับมาปรองดอง สามัคคีกัน ทำให้ชาติเรากลับมาเติบโตอีกครั้ง เอาไว้เจริญมาก ๆ ค่อยกลับมาทะเลาะกันใหม่ดีกว่า ตอนนี้เราลำบากอยู่ อย่าเพิ่งมาทะเลาะกันเลย น่าจะผนึกพลัง นำความคิด ความสามารถนำพาชาติไทยก้าวไปสู่การยอมรับการเมือง เศรษฐกิจระดับโลก ตอนนี้รวมหัวคิดก็ว่ายากแล้ว และนี่แยกกันคิดยิ่งยากกว่าอีก ควรใช้เวลาแสดงความรักชาติอย่างถูกต้อง กลับมาร่วมกันสร้างชาติดีกว่า

ในวันนี้แม้ปมปัญหาไทย-กัมพูชายังไม่มีทีท่าลดราวาศอกกัน แต่เชื่อว่าลึก ๆ แล้ว ถ้าคนไทยยังรักชาติไทย เหมือนที่เคยพูดไว้ การยุติความขัดแย้งคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นเกินไป เพราะเรื่องทั้งหมดมาจากการกระทำของคน และเมื่อการกระทำได้บ่งบอกว่า อะไรควร อะไรไม่ควร ยังไม่สายเกินไป หากทุกคนจะยอมเสียสละ กลับมาทำเพื่อชาติไทยของเรา อย่างที่มักพูดเอาไว้.

ตารางแสดงการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา

มูลค่าการค้า 951.6 1,270.2 1,404.1 2,130.0 26.47 33.48 10.55 51.70

การส่งออก 920.2 1,235.5 1,355.4 2,040.1 26.92 34.26 9.70 50.52

การนำเข้า 31.4 34.7 48.8 90.0 14.54 10.51 40.63 84.43

ดุลการค้า 888.8 1,200.8 1,306.6 1,950.1 27.41 35.10 8.81 49.25

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ไทย-กัมพูชา

การค้า การลงทุน ปัจจุบันมีคนไทยอาศัยอยู่ในกัมพูชาประมาณ 1,500 คน ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจส่วนตัว อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร และค้าขาย ประเทศไทยถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญและเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในกัมพูชา

สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบสินค้าเชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง เครื่องดื่มและเครื่องดื่มบำรุงกำลัง สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค พลาสติกและผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า

สินค้าที่นำเข้าจากกัมพูชา ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์จากไม้ สินค้ากสิกรรม สินค้าประมงและปศุสัตว์ สิ่งทอ ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องจักรไม่ใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์กระดาษ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร

ความร่วมมือภายใต้กรอบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กรอบความร่วมมือในกลุ่มอาเซียน กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ระหว่างกัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม (แอคเมคส์) มีการจัดทำความร่วมมือ คอนแทร็ค ฟาร์มิง การรับซื้อผลิตผลการเกษตร 10 ชนิด ในอัตราภาษีนำเข้า 0% การจัดอำนวยความสะดวกด้านพิธีศุลกากร

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ในสมัยรัฐบาลสมเด็จฮุนเซน

ปี 2546 เผาสถานทูตไทยในกัมพูชา มีการปลุกกระแสสร้างความบาดหมางไทยกับกัมพูชา ในสมัยรัฐบาลสมเด็จฮุนเซน เหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นเผาสถานทูตไทยและกิจการค้า ร้านค้าอาหารไทย ส่งผลให้ไทยตอบโต้ด้วยการเรียกทูตกลับจากพนมเปญ ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศเรียกทูตกัมพูชาในไทยมาประท้วงและส่งกลับ เพื่อลดระดับเหลืออุปทูต

ปี 2550 คดีเขาพระวิหาร รัฐบาลสมเด็จฮุนเซน รัฐบาลกัมพูชาเสนอให้องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่แผนที่ที่กัมพูชาแนบท้ายไปได้ขีดเส้นล้ำเข้ามาในดินแดนไทยและพื้นที่ทับซ้อน ทำให้ไทยประท้วง และยื่นคัดค้านการขอขึ้นทะเบียน ปัจจุบันเหตุการณ์ยังยืดเยื้อ และเพิ่มความรุนแรงถึงขั้นใช้กำลังทางทหารประจันหน้ากันรอบพื้นที่เขาพระวิหาร

ปี 2552 ปฏิเสธส่งตัวอดีตผู้นำไทยกลับไทย รัฐบาลสมเด็จฮุนเซน ปฏิเสธส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาดำเนินคดีทุจริตในไทยตามที่รัฐบาลไทยได้ร้องขอ โดยกัมพูชาอ้างว่าเป็นคดีทางการเมือง พร้อมทั้งได้แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชาด้วย ทำให้ทั้งสองประเทศทบทวนท่าทีความสัมพันธ์ และความขัดแย้งขยายวงกว้างถึงปัจจุบัน.

ทีมเศรษฐกิจ...รายงาน

รถตู้ขนคนเชียร์ "ยิ่งลักษณ์" พบ ตร.ทุ่งสองห้อง

รถตู้ขนคนเชียร์ "ยิ่งลักษณ์" พบ ตร.ทุ่งสองห้อง

กรธ.ยันหลักเกณฑ์เบอร์ผู้สมัครส.ส.เพื่อความเสมอภาค

กรธ.ยันหลักเกณฑ์เบอร์ผู้สมัครส.ส.เพื่อความเสมอภาค

ตร.เรียก 21 รถตู้ขนคนเชียร์ "ยิ่งลักษณ์" รับทราบข้อกล่าวหา 7 ส.ค.

ตร.เรียก 21 รถตู้ขนคนเชียร์ "ยิ่งลักษณ์" รับทราบข้อกล่าวหา 7 ส.ค.

ศาลฎีกายกฟ้อง 4 จำเลยคดีสลายม็อบพันธมิตรปี 51

ศาลฎีกายกฟ้อง 4 จำเลยคดีสลายม็อบพันธมิตรปี 51

ครม.เห็นชอบร่าง กม.7 ชั่วโคตรล้อมคอกขรก.ห้ามทุจริต

ครม.เห็นชอบร่าง กม.7 ชั่วโคตรล้อมคอกขรก.ห้ามทุจริต

เปิดกรุสมบัติ “ยิ่งลักษณ์” ยังห่างไกลตัวเลข “ค่าเสียหาย” ถูกฟ้องคดีจำนำข้าว

เปิดกรุสมบัติ “ยิ่งลักษณ์” ยังห่างไกลตัวเลข “ค่าเสียหาย” ถูกฟ้องคดีจำนำข้าว

"ยิ่งลักษณ์" เดินทางมาศาลฯฟังคำแถลงปิดคดีจำนำข้าว

"ยิ่งลักษณ์" เดินทางมาศาลฯฟังคำแถลงปิดคดีจำนำข้าว

ฝ่ายมั่นคง ไม่ยืนยัน "โกตี๋" ถูกอุ้มจากลาวเข้าไทย

ฝ่ายมั่นคง ไม่ยืนยัน "โกตี๋" ถูกอุ้มจากลาวเข้าไทย

“วิษณุ” รับถอนเงิน “ยิ่งลักษณ์” 5 บัญชีมีแค่หลักแสน

“วิษณุ” รับถอนเงิน “ยิ่งลักษณ์” 5 บัญชีมีแค่หลักแสน

ย้อนรอยเส้นทางการเมือง 6 ปีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

ย้อนรอยเส้นทางการเมือง 6 ปีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

"ประวิตร" ยันคดียิ่งลักษณ์ รอศาลตัดสิน ไม่ห่วงมวลชนเคลื่อนไหว

"ประวิตร" ยันคดียิ่งลักษณ์ รอศาลตัดสิน ไม่ห่วงมวลชนเคลื่อนไหว

นายกฯ ชี้ "ยิ่งลักษณ์" ยื่นทุเลาการยึดบัญชีได้

นายกฯ ชี้ "ยิ่งลักษณ์" ยื่นทุเลาการยึดบัญชีได้

นายกฯ โต้อายัด 12 บัญชี “ยิ่งลักษณ์” ไม่ใช่ชี้นำเป็นขั้นตอนปกติ

นายกฯ โต้อายัด 12 บัญชี “ยิ่งลักษณ์” ไม่ใช่ชี้นำเป็นขั้นตอนปกติ

‘ยิ่งลักษณ์’ โพสต์ทวิตเตอร์ ‘เงินในบัญชีถูกถอน-ยึดไปแล้ว’

‘ยิ่งลักษณ์’ โพสต์ทวิตเตอร์ ‘เงินในบัญชีถูกถอน-ยึดไปแล้ว’

ยิ่งลักษณ์ ยังเข้มแข็งสู้ ย้ำไม่ผิด แม้ถูกอายัดบัญชีธนาคาร

ยิ่งลักษณ์ ยังเข้มแข็งสู้ ย้ำไม่ผิด แม้ถูกอายัดบัญชีธนาคาร

ศาลอุทธรณ์แก้โทษ คุก 8 เดือน จำลองกับพวก นำพันธมิตรบุกทำเนียบ

ศาลอุทธรณ์แก้โทษ คุก 8 เดือน จำลองกับพวก นำพันธมิตรบุกทำเนียบ

ศาลฎีกานัด 25 ส.ค. ตัดสิน "ยิ่งลักษณ์" คดีข้าวแถลงปิดคดี 1 ส.ค.

ศาลฎีกานัด 25 ส.ค. ตัดสิน "ยิ่งลักษณ์" คดีข้าวแถลงปิดคดี 1 ส.ค.

ศาลฎีกานัด 25 ส.ค.ตัดสิน "ยิ่งลักษณ์" คดีข้าว แถลงปิดคดี1สค.

ศาลฎีกานัด 25 ส.ค.ตัดสิน "ยิ่งลักษณ์" คดีข้าว แถลงปิดคดี1สค.

ยิ่งลักษณ์ เดินทางถึงศาลมวลชนให้กำลังใจแน่น

ยิ่งลักษณ์ เดินทางถึงศาลมวลชนให้กำลังใจแน่น

ศาลฎีกาสั่งจำคุก “จตุพร” 1 ปี ไม่รอลงอาญา ปมหมิ่นอภิสิทธิ์

ศาลฎีกาสั่งจำคุก “จตุพร” 1 ปี ไม่รอลงอาญา ปมหมิ่นอภิสิทธิ์

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์