ภัยพิบัติถล่มแหล่งอาหารโลก

ภัยพิบัติถล่มแหล่งอาหารโลก

วัดกึ๋นรัฐฉวยโอกาสทองค้าข้าว

ทอล์กออฟ เดอะ ทาวน์ กันครึกโครมทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ที่น่าแปลกใจ คือในเร็ว ๆ นี้ คนจำนวนไม่น้อยคาดกันว่า กระแสยุคคนตื่นข้าว จะเข้ามาแทนคนตื่นทอง เพราะ ข้าวกำลังจะแพงกว่าทองคำ

หากจำกันได้เมื่อต้นปีที่แล้ว ราคาข้าวเปลือกและข้าวสารในบ้านเรา เคยทะยานขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ แพงกว่าทองคำมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากเกิดวิกฤติขาดแคลนอาหารไปทั่วโลก พื้นที่เพาะปลูกข้าวในหลายประเทศโดยเฉพาะแหล่งปลูกข้าวรายใหญ่อย่างอินเดีย เวียดนาม อียิปต์ และพม่า ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ อุทกภัย และพายุพัดถล่ม จนทำให้ผลผลิตข้าวลดลง สวนทางกับจำนวนประชากร และความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น

ส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศในขณะนั้น เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น รวมถึงหลายประเทศในกาฬทวีป พากันแย่งซื้อข้าว นำไปสต๊อกเพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศตัวเอง ทำให้ราคาข้าวช่วงปลายปี 2550 ถึงต้นปี 2551 ขยับสูงขึ้นแบบพรวดพราดจากราคาตันละไม่กี่พันบาทเป็นหลายหมื่นบาท จนถึงขั้นที่แม่ทัพเศรษฐกิจ อย่างมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ต้องประกาศเตือนชาวนาอย่าเพิ่งรีบขายข้าว หวังไม่ให้หลงเหลี่ยมพ่อค้า เพราะราคาข้าวหอมมะลิจะทะลุเกวียนละ 30,000 บาท กลายเป็นข่าวสร้างความเกรียวกราวไปทั่ว

แต่ในไม่ช้าราคาข้าวก็พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้จริง ในช่วงเดือน เม.ย. ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิขณะนั้นตกตันละ 1,100-1,200 ดอลลาร์สหรัฐ ข้าวขาว 100% (ชั้น 2) ตันละ 900-1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ข้าวขาว 25% ตันละ 800-850 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ราคาข้าวในประเทศ ข้าวหอมมะลิ ตันละ 35,500 บาท, ข้าวขาว 100% (ชั้น 2) ตันละ 27,000 บาท และข้าวขาว 25% ตันละ 24,990 บาท

ต่อมาเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลัง 51 ราคาข้าวเริ่มปรับฐานและลดลง ตามความต้องการข้าวในตลาดที่ลดลง ประกอบกับมีผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่ออกสู่ตลาดมากขึ้นเป็นการยุติยุคทองของชาวนาลง

แต่ถึงอย่างไรแล้ววิกฤติการณ์ขาดแคลนอาหารเมื่อปี 51 ได้สร้างบรรทัดฐานราคาข้าวใหม่ให้กับไทย เพราะราคายังทรงตัวในระดับสูงกว่าอดีตค่อนข้างมาก โดยข้าวเปลือกเจ้าทรงตัวเฉลี่ยตันละ 8,000-12,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิเกินตันละ 15,000 บาท ช่วยพลิกฟื้นชีวิตอาชีพชาวนา กระดูกสันหลังของชาติ ให้ลืมตาอ้าปากได้

วกกลับมาเข้าสู่สถานการณ์ปัจจุบัน ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 ผลพวงจากการเกิดภาวะโลกร้อน ทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน สร้างความเสียหายลุกลามไปถึงพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ทำให้คาดว่าปริมาณผลผลิตข้าวทั่วโลกในฤดูกาล 2552/53 น่าจะลดลงจากปีที่แล้วอีกหลายล้านตัน สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติขาดแคลนอาหาร และทำให้โอกาสที่ราคาข้าวจะแพงกว่าทองเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เป็นคนแรกที่จุดกระแสว่า ข้าวไทยจะราคาขึ้น โดยยืนยันว่าจากนี้ไม่ต้องห่วงปัญหาข้าวราคาตก และอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าราคาข้าวจะเพิ่มขึ้นแน่ นอน เพราะจากการสำรวจสภาวะความต้องการข้าว และปริมาณผลผลิตทั่วโลกที่เสียหายจากภัยพิบัติ เชื่อว่าหลายประเทศจะมีความต้องการสั่งซื้อข้าวมากขึ้น ชาวนาจึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะขายข้าวไม่ได้

เช่นเดียวกับ วิจักร วิเศษน้อย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ให้ความเห็นว่าในปี 2553 ทั่วโลกจะเผชิญวิกฤติขาดแคลนอาหารอีกระลอก ทำให้ราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะสินค้าข้าวมีโอกาสแพงขึ้น เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกหลายประเทศ ได้ รับความเสียหาย อินเดียผลผลิตข้าวในประเทศเสียหาย 15-16 ล้านตันและห้าม ส่งออก ขณะที่อียิปต์ลดพื้นที่ปลูกข้าวเพราะน้ำใต้ดินมีปัญหา ออสเตรเลียที่เคยส่งออกข้าวได้หันกลับมานำเข้า รวมถึงฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เจอมรสุมแผ่นดินไหว ก็มีความต้องการซื้อข้าวมากขึ้น ส่วนเวียดนามก็เจอมรสุม ผลผลิตข้าวเสียหาย ซึ่งเห็นได้จากตอนนี้เริ่มที่จะเปิดประมูลซื้อข้าวเก็บสต๊อกแล้ว เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศตัวเอง

ไม่ใช่เพียงแค่ แวดวงวงการข้าวของคนไทยเท่านั้น กระแสคนตื่นข้าวในต่างประเทศก็รุนแรงไม่แพ้กัน ข่าวสารหลายทางฟังธงว่าข้าวกำลังจะสู่ช่วงขึ้น อย่างสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าราคาปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก ปัญหาภัยแล้งในอินเดีย อุกทกภัยในฟิลิปปินส์ และน่าจะปรับขึ้นสูงสุดช่วงเดือน มี.ค. ขณะที่โบรกเกอร์ค้าขาวรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา อย่าง ไรซ์ เทรดเดอร์ คาดว่าราคาข้าวมีแนวโน้มตึงตัวกว่าปี 2551 จากภาวะขาดแคลนอาหาร จนกลายเป็นชนวนให้เกิดการจลาจลไล่ตั้งแต่ เฮติ ถึง อียิปต์ ส่วนราคาข้าวไทยเชื่อว่าใน 3 เดือนข้างหน้า จะขึ้นไปอีก 20% และมีความเป็นไปได้ที่ราคาในตลาดโลกจะขยับทำลายสถิติสูงสุดที่ตันละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้

เหตุผลสำคัญมากจากอุปสงค์ อุปทานข้าวทั่วโลกปีนี้มีความขัดแย้งกัน และมีความคล้ายคลึงกับช่วงข้าวแพงในปี 2551 อย่างมาก โดยย้อนไปปี 2551 ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรของสหรัฐปีนี้ระบุว่า สต๊อกข้าวทั่วโลกปี 51 ลดต่ำสุดเห 72.1 ล้านตันขณะที่ผลผลิตข้าวทั้งโลกจะมี 420.6 ล้านตัน ต่ำกว่าความต้องการบริโภคข้าวในโลกที่มีประมาณ 423.7 ล้านตัน หรือต่ำกว่า 0.7% เปรียบเทียบกับประมาณการณ์ผลผลิตข้าวสารในฤดูกาล 52/53 ทั่วโลกจะมีปริมาณผลผลิต 433.6 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อน ประมาณ 2.70% ขณะที่ความต้องการบริโภคอยู่ที่ 438.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.72% ที่สำคัญปริมาณสต๊อกสำรองข้าวทั่วโลกยังลดเหลือ 85.9 ล้านตัน ลดลง 5.30%

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายก สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่าสมาคมได้ประเมินแนวโน้มราคาส่งออกข้าวพบว่ามีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่อง จาก 2 ปัจจัย ได้แก่ ราคาข้าวในประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และ อัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น และราคา ณ วันที่ 18 พ.ย. 52 ราคาส่งออกข้าวก็เพิ่มขึ้นทุกรายการโดยข้าวหอมมะลิชั้น 1 ตันละ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนตันละ 1,077 ดอลลาร์สหรัฐ ข้าวหอมปทุมธานีตันละ 770 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากตันละ 764 ดอลลาร์สหรัฐ ข้าวสาร 100% ชั้น 2 ตันละ 561 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากตันละ 542 ดอลลาร์สหรัฐ ข้าวสาร 5% ตันละ 529 ดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นจากตันละ 511 ดอลลาร์สหรัฐ ข้าวสาร 10% ตันละ 607 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากตันละ 557 ดอลลาร์สหรัฐ ข้าวนึ่ง 100% ตันละ 592 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากตันละ 588 ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนการค้าข้าวของโลกในปี 2552/ 53 มีการคาดว่า จะมีปริมาณการซื้อขาย 29.54 ล้านตัน เพิ่มจากปีที่แล้วมีปริมาณ 28.30 ล้านตัน ประมาณ 4.4% โดยประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อิรัก ซาอุดีอาระเบีย คิวบา แอฟริกาใต้ สหภาพยุโรป และบังกลาเทศ มีความต้องการนำเข้าข้าวเพิ่มจากปีก่อน ล่าสุด อินเดียซึ่งเคยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับสองของโลก ประกาศว่าปีนี้จะไม่ส่งออกข้าว เพราะสต๊อกข้าวลดลง 15 ล้านตัน และในเร็ว ๆ นี้ ต้องการนำเข้าข้าวเพิ่มอีก 2 ล้านตัน ขณะที่ฟิลิปปินส์ ก็เตรียมประกาศนำเข้าข้าวเพิ่มอีก 1.2 ล้านตัน ในเดือนธ.ค. นี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนด้านผู้ส่งออกกลับจะตอบสนองไม่ได้มากนักเพราะ อุรุกวัย อียิปต์ เวียดนาม จะส่งออกลดลง มีเพียงไทย จีน ปากีสถาน และอาร์เจนตินา เท่านั้นที่ส่งออกเพิ่มขึ้น จึงถือเป็นโอกาสที่ไทยจะได้ประโยชน์ในการส่งออก และกำหนดราคาข้าวได้ดีขึ้น เพราะผลผลิตข้าวไทยไม่ได้รับผลกระทบ แถมยังเพิ่มขึ้นอีก 3.09% หรือประมาณ 20 ล้านตันข้าวสาร จึงทำให้การส่งออกปีหน้าจะเพิ่มจากปีนี้ 8.5-9 ล้านตัน เป็น 9.5-10 ล้านตัน

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปริมาณการส่งออก และความต้องการข้าวที่เพิ่มขึ้นจากต่างประเทศ ส่งผลให้ราคาข้าวในประเทศปรับขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับการที่รัฐใช้มาตรการเข้าไปดูแลราคาข้าว ก็ทำให้ราคาข้าวเปลือก และข้าวในประเทศขยับขึ้นมาตันละไม่ต่ำกว่าพันบาท ส่งผลให้ชาวนาได้ประโยชน์อย่างมาก

ข้อมูลราคาข้าวในประเทศ จากกรม การค้าภายในวันที่ 20 พ.ย. 52 ระบุว่า ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาตันละ 13,500-14,500 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 5% ตันละ 9,000-9,400 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 9,500-10,300 บาท ข้าวเปลือกเหนียวชนิดคละ ตันละ 7,200-7,400 บาท และข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ตันละ 8,800-10,500 บาท โดยปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากต้นเดือนที่ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาตันละ 13,000-15,200 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 5% ตันละ 8,500-9,000 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 8,900-9,000 บาท และข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ตันละ 8,900-9,000 บาท

นายประสิทธิ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย เชื่อว่า หากราคาข้าวขึ้นจริงก็ถือเป็นเรื่องดี ที่ชาวนาจะมีโอกาสลืมตาอ้าปากอีกครั้ง เพราะเมื่อข้าวราคาดีก็มีรายได้เพิ่มขึ้นสามารถนำไปปลดหนี้ พัฒนาคุณภาพชีวิตขึ้นมา แต่สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือในช่วงที่ราคาข้าวแพง คือการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารราคาข้าวให้ชาวนารับทราบทันท่วงที ว่าราคาจะขึ้นลงอย่างไร เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อนายทุนเข้ามาหลอกซื้อ ปล่อยข่าวกดราคาข้าวจากชาวนาเหมือนอดีต

สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ขณะนี้ ที่มีข่าวว่าบรรดาโรงสีข้าว กลุ่มนายทุน ได้เริ่มเข้าไปกว้านซื้อข้าวจากชาวนาแล้ว โดย ผู้ประกอบการโรงสีในภาคกลางส่วนใหญ่แย่งรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในภาคอีสาน และภาคเหนือ เพื่อตุนไว้รอขายทำกำไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยขณะนี้แนวโน้มราคารับซื้อข้าว 5% ตกตันละ 9,000-9,500 บาท ส่วนข้าวหอมมะลิตันละ 14,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาอ้างอิงของรัฐบาล เพราะประเมินว่า ราคาข้าวในอนาคตมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีก โดยราคา ข้าวเปลือกเจ้าอาจขยับสูงถึง 12,000-14,000 บาท และราคาข้าวหอมมะลิ อาจสูงถึงตันละ 18,000 บาท

นอกจากนี้ สิ่งที่เหล่าชาวนาเป็นกังวลก็คือ ถ้าราคาข้าวขึ้นแต่ผลกำไรจะได้ไม่มากเท่าไร เพราะต้นทุนการผลิตอื่น ๆ อาจฉวยโอกาสขอขึ้นราคาตามน้ำได้อีก เหมือนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ที่ราคาปุ๋ยเคยปรับขึ้นไปกว่า 2 เท่าตัว จนทะลุกระสอบละ 1,000 บาท รวมถึงยาปราบศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์พืชก็กลายเป็นของหายาก และราคาแพงขึ้นมาทันตาเห็น และราคาเช่าที่ดินก็มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า แถมมีการเรียกเก็บเป็นรายฤดูนา ไม่ใช่รายปี เหมือนแต่ก่อน

ที่สำคัญในขณะที รัฐจำเป็นต้องวางแผนยุทธศาสตร์รับมือข้าวแพงชัดเจนทั้งด้านคุณภาพมาตรฐาน และแนวโน้มการตลาดในอนาคต เพราะกังวลในกระแสราคาข้าวแพง หากชาวนาหันมาเร่งลงทุนปลูกข้าวกันจำนวนมาก แต่ในอนาคตบังเอิญสถานการณ์วิกฤติข้าวคลี่คลาย และราคาลดลงสู่ภาวะปกติ จะเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำตามมา กลายเป็นเกิดความวุ่นวาย และภาระของรัฐบาลต้องหาทางและงบประมาณเข้าไปแทรกแซงราคาหลายหมื่นล้านบาทอีก

รวมทั้งหากมีการเพิ่มรอบในการเร่งปลูกข้าวกันมาก ก็กลัวกันว่าคุณภาพข้าวจะแย่ลง ซึ่งเป็นการทำลายเอกลักษณ์ของข้าวไทย จึงถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่รัฐบาลต้องวางยุทธศาสตร์และประชาสัมพันธ์สื่อสารกับเกษตรกรให้ดี ไม่ใช่ปล่อยให้เพาะปลูกกันไปตามกระแส ตามเรื่องราว จนเป็นต้นตอของปัญหาในอนาคต

อีกมุมหนึ่งคือผลกระทบด้านประชาชน ที่มีความกังวลว่าจะต้องเผชิญเคราะห์กรรม ต้องกินข้าวแพงขึ้นและข้าวขาดตลาดเหมือนในอดีตอีกหรือไม่ ที่ข้าวถุงตามร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่ และร้านค้าทั่วไป หายวับไม่มี ให้เลือกซื้อ หรือหากมีราคาก็พุ่งไปแพงมาก จนต้องไปต่อคิวเข้าซื้อโครงการข้าวถุงจากรัฐบาล ซึ่งถือเป็นปัญหาที่รัฐบาลห้าม มองข้าม เพราะข้าวเป็นอาหารหลักของไทย ที่มีปริมาณการบริโภคปีหนึ่งหลายล้านตันและเกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิตสินค้าอีกหลายชนิด

สุดท้ายกับนโยบายบริหารสต๊อกข้าว 5.9 ล้านตัน ที่ตั้งข้อสังเกตกันว่าจะเกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เหมือนเมื่อต้น ปี 51 ที่รัฐบาลตัดสินใจเก็บสต๊อกข้าวไว้ ไม่ยอมระบายข้าวในขณะที่ราคาสูง จนทำให้ เสียโอกาสทำกำไร และเป็นบ่อเกิดของการคอร์รัปชั่นให้ประเทศเสียหายในช่วงเวลาต่อมา

เห็นได้ชัดว่า แม้ทิศทางราคาข้าวสาร และข้าวเปลือกกลับจะเข้าสู่ยุครุ่งเรือง เข้าสู่ยุคทองของชาวนาอีกรอบ แต่หลายฝ่ายก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าประเทศไทยจะฉวยโอกาสจากสถานการณ์ข้าวแพงได้อย่างไร ชาวนากว่า 4 ล้านครัวเรือนได้รับประโยชน์เต็มที่แค่ไหน หรือผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือพ่อค้ากับนายทุนเหมือนเดิม ส่วนประชาชนต้องยอมรับสภาพซื้อข้าวแพงขึ้นอีกหรือไม่ เหล่านี้ล้วนเป็นการบ้านใหญ่ที่รัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องคอยติดตามจัดสรรปันส่วนผลประโยชน์ให้ลงตัว.

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับข้าวไทย

- ประเทศไทยเริ่มค้าข้าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2470 ในช่วง 50 ปีแรกมีปริมาณส่งออกไม่มากนัก ตั้งแต่ปี 2521 เป็นต้นมา การส่งออกข้าวมีปริมาณสูงขึ้น และทำสถิติส่งออกสูงสุด 10 ล้านตันเมื่อปี 2551

- ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกข้าว 60 ล้านไร่ มีชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน

- ทั่วโลกมีความต้องการข้าวความต้องการบริโภคของโลกประมาณ 430 ล้านตัน

- ข้าวส่งออก ที่สำคัญของไทย ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 100% ปลายข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ข้าว 5% ข้าว 25% ข้าวเหนียว และข้าวนึ่ง

- แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ผู้ปลูกข้าวมากที่สุด แต่ไทยคือผู้ส่งออกมากสุดในโลก มีส่วนแบ่งตลาด 36% สร้างรายได้เข้าประเทศปีละ 2 แสนล้านบาท ส่งออกเฉลี่ยปีละ 8-10 ล้านตัน รองลงมาเป็นเวียดนาม อินเดีย สหรัฐอเมริกา และปากีสถาน

- รูปแบบการส่งออกข้าวไทย เป็นลักษณะการค้าแบบเสรี ได้แก่ ผู้ส่งออกตกลงกับผู้ซื้อในต่างประเทศ และการส่งออกข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล

- ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวไปขายทั่วโลก 173 ประเทศ ตลาดหลักของข้าวไทยอยู่ในทวีปเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง อเมริกา ยุโรป และโอเชียเนีย

ทีมเศรษฐกิจ

'พล.อ.ปรีชา' รับลูกชายลาออกจากทหารแล้ว เพื่อความสบายใจ

'พล.อ.ปรีชา' รับลูกชายลาออกจากทหารแล้ว เพื่อความสบายใจ

วินธัยเผยผบ.ทบ.ตั้งกก.สอบปมพลทหารดับ

วินธัยเผยผบ.ทบ.ตั้งกก.สอบปมพลทหารดับ

นายกฯมอบเอกสารที่ดินชาวโคราชพร้อมฟังปัญหาปชช.

นายกฯมอบเอกสารที่ดินชาวโคราชพร้อมฟังปัญหาปชช.

นายกฯ ถึงโคราชนำคณะพบปชช.มอบที่ทำกินคุย 20 ผวจ.

นายกฯ ถึงโคราชนำคณะพบปชช.มอบที่ทำกินคุย 20 ผวจ.

“พรรคเพื่อไทย” จี้รัฐสอบระบายข้าวอาหารสัตว์ ส่อเอื้อเอกชน

“พรรคเพื่อไทย” จี้รัฐสอบระบายข้าวอาหารสัตว์ ส่อเอื้อเอกชน

"ประชาธิปัตย์" ย้ำ 25 ส.ค.ทุกฝ่ายต้องเคารพคำตัดสินศาลฎีกา

"ประชาธิปัตย์" ย้ำ 25 ส.ค.ทุกฝ่ายต้องเคารพคำตัดสินศาลฎีกา

กอ.รมน. เตือน ประชาชนเชียร์ "ยิ่งลักษณ์" อย่าทำผิด - ขอฟังศาล

กอ.รมน. เตือน ประชาชนเชียร์ "ยิ่งลักษณ์" อย่าทำผิด - ขอฟังศาล

ยิ่งลักษณ์ทำบุญขอพรพระ ประชาชนแห่ให้กำลังใจ

ยิ่งลักษณ์ทำบุญขอพรพระ ประชาชนแห่ให้กำลังใจ

นายกฯ เตรียมพบชาวโคราช มอบเอกสารทำกิน - ตามแก้น้ำท่วม

นายกฯ เตรียมพบชาวโคราช มอบเอกสารทำกิน - ตามแก้น้ำท่วม

อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ ร้องนายกฯ ปลดล็อคกระท่อมเป็นพืชสมุนไพร

อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ ร้องนายกฯ ปลดล็อคกระท่อมเป็นพืชสมุนไพร

รถตู้ขนคนเชียร์ "ยิ่งลักษณ์" พบ ตร.ทุ่งสองห้อง

รถตู้ขนคนเชียร์ "ยิ่งลักษณ์" พบ ตร.ทุ่งสองห้อง

กรธ.ยันหลักเกณฑ์เบอร์ผู้สมัครส.ส.เพื่อความเสมอภาค

กรธ.ยันหลักเกณฑ์เบอร์ผู้สมัครส.ส.เพื่อความเสมอภาค

ตร.เรียก 21 รถตู้ขนคนเชียร์ "ยิ่งลักษณ์" รับทราบข้อกล่าวหา 7 ส.ค.

ตร.เรียก 21 รถตู้ขนคนเชียร์ "ยิ่งลักษณ์" รับทราบข้อกล่าวหา 7 ส.ค.

ศาลฎีกายกฟ้อง 4 จำเลยคดีสลายม็อบพันธมิตรปี 51

ศาลฎีกายกฟ้อง 4 จำเลยคดีสลายม็อบพันธมิตรปี 51

ครม.เห็นชอบร่าง กม.7 ชั่วโคตรล้อมคอกขรก.ห้ามทุจริต

ครม.เห็นชอบร่าง กม.7 ชั่วโคตรล้อมคอกขรก.ห้ามทุจริต

เปิดกรุสมบัติ “ยิ่งลักษณ์” ยังห่างไกลตัวเลข “ค่าเสียหาย” ถูกฟ้องคดีจำนำข้าว

เปิดกรุสมบัติ “ยิ่งลักษณ์” ยังห่างไกลตัวเลข “ค่าเสียหาย” ถูกฟ้องคดีจำนำข้าว

"ยิ่งลักษณ์" เดินทางมาศาลฯฟังคำแถลงปิดคดีจำนำข้าว

"ยิ่งลักษณ์" เดินทางมาศาลฯฟังคำแถลงปิดคดีจำนำข้าว

ฝ่ายมั่นคง ไม่ยืนยัน "โกตี๋" ถูกอุ้มจากลาวเข้าไทย

ฝ่ายมั่นคง ไม่ยืนยัน "โกตี๋" ถูกอุ้มจากลาวเข้าไทย

“วิษณุ” รับถอนเงิน “ยิ่งลักษณ์” 5 บัญชีมีแค่หลักแสน

“วิษณุ” รับถอนเงิน “ยิ่งลักษณ์” 5 บัญชีมีแค่หลักแสน

ย้อนรอยเส้นทางการเมือง 6 ปีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

ย้อนรอยเส้นทางการเมือง 6 ปีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์