ดีเอสไอบุกค้นปูแดงไคโตซานตั้งข้อหาแชร์ลูกโซ่

ดีเอสไอบุกค้นปูแดงไคโตซานตั้งข้อหาแชร์ลูกโซ่

ดีเอสไอบุกค้นปูแดงไคโตซานตั้งข้อหาแชร์ลูกโซ่
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ดีเอสไอนำกำลังบุกค้นบริษัทเบสท์ 59 ขายตรงปุ๋ยปูแดงไคโตซาน ยัดข้อหาขายตรงแชร์ลูกโซ่ หวิดปะทะ ด้านประธานกลุ่มพลังเครือข่ายผู้ขายตรงแห่งประเทศไทย แถลงโต้ทันควัน ถล่มดีเอสไอ-สคบ.สองมาตรฐาน อุ้มบริษัทข้ามชาติ ฆ่าตัดตอนบริษัทคนไทย วอน รมต.สาธิต-พีระพันธ์ สางเบื้องลึกกลุ่มทุนนอกลงขันสกัดธุรกิจคนไทย

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 19 มกราคม พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผบ.สำนักคดีอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบริษัท เบสท์ 95 จำกัด เพื่อหาหลักฐานการทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ขายผลิตภัณฑ์เกษตรยี่ห้อปูแดงไคโตซาน รวม 4 จุด ได้แก่ สำนักงานใหญ่เลขที่ 34/6 หมู่ 1 ถ.แจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จุดที่ 2 อาคารเลขที่ 55/88 หมู่บ้านอรุณสุนทรี อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จุดที่ 3 อาคารเลขที่ 106/5 หมู่ 4 อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และจุดสุดท้าย อาคารเลขที่ 49/149 อ.เมือง จ.นนทบุรี

คดีนี้มีผู้ต้องหาตามหมายจับ 4 ราย ได้แก่ นายสมปอง แซ่ตั้ง ประธานกรรมการบริษัท นายเนตินันท์ ประดิษฐ์ชัย นายธนาพันท์ กิจใบ และนายวิชาญ จำปาขาว ซึ่งถูกแจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ขณะนี้สามารถจับกุมได้เพียงนายเนตินันท์ ส่วนผู้ต้องหารายอื่นอ้างว่าเดินทางไปต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ย่านแจ้งวัฒนะ พนักงานบริษัทและตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยปูแดง พยายามขัดขวางเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าตรวจค้นเอกสาร โดยใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที ก็สามารถระดมเครือข่ายสมาชิกจากพื้นที่ใกล้เคียงให้มาขัดขวางการทำงานของดีเอสไอ พร้อมตะโกนด่าทอเจ้าหน้าที่ว่ากลั่นแกล้งเกษตรกร และนำภาพถ่ายเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จหลังใช้ผลิตภัณฑ์ปูแดง จนสามารถปลดหนี้ได้ รวมถึงภาพการรับมอบโล่รางวัลผลิตภัณฑ์ดีเด่นจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอไม่สามารถนำเอกสารใดๆ ออกมาตรวจสอบ และต้องถอนกำลังกลับหลังจากพยายามเจรจากับสมาชิกและพนักงานบริษัทนานเกือบ 1 ชั่วโมง

พ.อ.ปิยะวัฒก์ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ตรวจสอบพบว่า บริษัทเบสท์ดำเนินกิจการไม่ตรงตามใบอนุญาตที่แจ้งต่อ สคบ. โดยได้รับอนุญาตให้จำหน่ายสินค้าเพียง 2 รายการ แต่กลับขายตรงสินค้าถึง 45 รายการ นอกจากนี้แผนการตลาดเน้นการชักชวนให้ประชาชนร่วมลงทุนและขยายฐานสมาชิก โดยผู้สนใจต้องสมัครสมาชิก 300 บาท และซื้อสินค้าชุดแรกราคา 3,500 บาท ก็จะมีคะแนนสะสม 1,000 พีวี จากนั้นหากหาสมาชิกต่อได้อย่างน้อย 2 คน หรือ 1 คู่ จะได้ผลตอบแทน 10% หรือประมาณ 700 บาทต่อวัน ซึ่งกำหนดให้หาสมาชิกได้สูงสุด 12 คู่ เพื่อรับผลตอบแทน 33,600 บาทต่อวัน หรือ 1,008,000 บาทต่อเดือน

พ.อ.ปิยะวัฒก์ กล่าวว่า ดีเอสไอต้องการเข้ามาดูแลไม่ให้ประชาชน และเกษตรกรถูกหลอกลวง ในชั้นการตรวจสอบของ สคบ. นายสมปอง แซ่ตั้ง ประธานกรรมการบริษัท ได้เข้าให้การว่า หลังปรับแผนการตลาดในปี 2551 บริษัทมีรายได้เดือนละ 100-120 ล้านบาท มีสมาชิกร่วมเครือข่ายประมาณ 1 หมื่นราย แต่จากการตรวจสอบรหัสการสั่งซื้อสินค้า กลับพบว่ามีถึง 1.1 ล้านรหัส ดังนั้นจึงต้องเร่งตรวจสอบเปรียบเทียบว่า โรงงานมีกำลังผลิตเพียงพอกับสมาชิกและยอดสั่งซื้อหรือไม่ และได้จ่ายผลตอบแทนให้แก่สมาชิกตามเอกสารชี้ชวนให้ร่วมลงทุนหรือไม่ ขณะที่การตรวจสอบปุ๋ยไคโตซานปูแดง โดยกรมวิชาการเกษตรไม่พบคุณสมบัติเป็นปุ๋ย แต่กลับโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโต แต่ผงชูรสอินทรีย์ปูแดง มีองค์ประกอบของปุ๋ย แต่ไม่ได้จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย

สำหรับ บริษัท เบสท์ 59 จำหน่ายสินค้ากว่า 45 รายการ มีทั้งผลิตภัณฑ์การเกษตร และผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ครีมทาผิว ครีมทาหน้าขาว และเม็ดน้ำมันประหยัดพลังงาน

ดีเอสไอร่วมกรมวิชาการเกษตรตรวจค้นที่นครปฐมด้วย

ขณะเดียวกัน พ.ต.อภิชัย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กรมวิชาการเกษตร จำนวน 10 นำหมายศาลกรุงเทพ 31/53 เข้าตรวจค้น บริษัท ทีเอ็ม พีไคโตซาน จำกัด เลขที่ 106 / 5 ม.4 ต.งิ้วราย อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งเป็นโรงงานผลิตน้ำยาชีวภาพเร่งการเจริญเติบโตพืช มี นายวิชาญ จำปาขาว เป็นเจ้าของ ปรากฏว่านายวิชาญ ไม่อยู่ในบริษัท มีเพียงนางเรวดี จำปาขาว ภรรยา ซึ่งเป็นผู้นำเข้าตรวจค้นบริษัทและโรงงานซึ่งอยู่บริเวณเดียวกัน

ผลการตรวจค้น พบสารตั้งต้น(สารเคมี) อยู่ภายในโรงงานเป็นจำนวนมากจึงเก็บตัวอย่างจำนวนหนึ่งเพื่อตรวจสอบพร้อมทำการตรวจยึดเอกสารรวมทั้งทรัพย์สินอาทิ สมุดบัญชีรายชื่อ สมุดฝากเงินกับธนาคาร เงินสดและทองรูปพรรณการนำหมายเข้าตรวจค้นบริษัททีเอ็ม พีไคโตซาน จำกัด ครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้พบการกระทำผิดในลักษณะแชร์ลูกโซ่ที่บริษัทปูแดงและทำการสอบสวนขยายผลกระทั่งทราบว่าบริษัท ทีเอ็ม พีไคโตซาน จำกัดซึ่งมีนายวิชาญเป็นเจ้าของมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทปูแดงซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สั่งปิดไปก่อนหน้านี้

สำหรับการตรวจค้นในวันนี้เจ้าหน้าที่ได้แบ่งกำลังเข้าตรวจค้นพร้อมกันเป็น 4 จุดประกอบด้วยที่ เมืองทอง แคราย กรุงเทพ และ จ.นครปฐม ส่วนนายวิชาญเจ้าของโรงงานแห่งนี้ซึ่งคาดว่าได้หลบหนีไปแล้วเจ้าหน้ายังไม่ได้ดำเนินการออกหมายจับแต่อย่างใด

ทางด้าน นายกาย ไพรินทร์ ประธานกลุ่มพลังเครือข่ายผู้ขายตรงแห่งประเทศไทย แถลงข่าวตอบโต้การบุกตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่โรงแรมดิเอ็มเมอร์รัลว่า ขณะนี้บริษัทขายตรงซึ่งเป็นของคนไทยถูกคุกคามอย่างหนัก โดยสำนักงานคณะกรรมการคุมครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอสุมตรวจค้นบริษัทขายตรง และตั้งข้อหาระดมคน หรือแชร์ลูกโซ่ ส่งผลให้กิจการขายตรงจำต้องปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม

นายกาย ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เหตุใดเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะสคบ.จึงจ้องจับผิดแต่บริษัทขายตรงที่มีคนไทยเป็นเจ้าของกิจการ แต่กลับไปโอบอุ้มบริษัทยักษใหญ่ของต่างชาติ ทำให้เคลือบแคลงใจต่อท่าทีของสคบ.ที่มีสายสัมพันธ์กับบริษัทขายตรงข้ามชาติเป็นอย่างมาก เนื่องจากทราบมาว่านายนิโรจน์ เจริญประกอบ เลขาธิการ สคบ. ไปดูงานต่างประเทศกับบริษัทข้ามชาติเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มอบรางวัลให้กับบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ตนไม่แน่ใจว่ามีความสัมพันธ์ใดลึกซึ่งเพียงใด เพราะเท่าที่ทราบว่าการไปต่างประเทศแต่ละครั้งบริษัทเหล่านี้จะเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี นอนโรงแรมหรูราคาแพง

"ปัจจุบันธุรกิจขายตรงของคนไทยสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่ก็ต้องถูกสคบ.ฆ่าตัดตอน ด้วยการนำเอาข้อกฎหมายมากล่าวหา หรือบุกตรวจค้นเป็นการทำลายเครดิตความน่าเชื่อถือของบริษัท แม้จะไม่พบหลักฐานการกระทำความผิดใดก็ตาม นี่คือพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่จ้องแต่จะทำลายอุตสาหกรรมขายตรงของคนไทย ซึ่งหากสคบ.มีความจริงใจก็ควรจะชี้แนะหรือตักเตือน ไม่ใช่อาศัยแต่กฎหมายเป็นเครื่องมือเข่นฆ่าธุรกิจคนไทย ตรงข้ามกลับปล่อยให้บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติดำเนินธุรกิจอย่างสบาย ทั้งที่มีพฤติกรรมและวิธีการไม่แตกจากจากบริษัทของคนไทย จึงทำให้เกิดคำถามวง่า สคบ.มีสองมาตรฐานในการดูแลคนไทยกับชาวต่างชาติ เรื่องนี้ คุณสาธต วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ตลอดจนคุณพีรพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม น่าจะลงมาดูในรายละเอียด เพื่อปกป้องธุรกิจของคนไทย โดยเฉพาะการขายตรงที่สามารถสร้างงานสร้างเงินให้กับคนยากคนจนได้ลืมตาอ้าปาก ไม่ใช่ปล่อยให้กลไกของรัฐทำร้ายประชาติ โดยวิธีการสองมาตรการเช่นนี้"

นายกาย กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันบริษัทขายตรงของไทยสามารถแย่งส่วนแบ่งจากบริษัทข้ามชาติได้เป็นจำนวนมาก ตนไม่แน่ใจว่าเบื้องลึกเบื้องหลังจากมีการลงขันเพื่อล้มบริษัทคนไทยหรือไม่ เพราะบริษัทขายตรงของไทยมีกลยุทธทางการตลาดที่ไม่สลับซับซ้อนเหมือนบริษัทต่างขาติ ไม่ว่าจะเป็นการาจ่ายเงินค่าคอมมิชชั่นที่สามารถจ่ายได้ภายใน 7-15 วัน ในขณะที่บริษัทข้ามชาติจะต้องรอรอบจ่ายเป็นรายเดือน อีกทั้งต้องทำยอดหรือรักษายอดการขายตามที่บริษัทแม่กำหนด ในขณะที่บริษัทคนไทยไม่มีเงื่อนไขผูกมัดเหล่านี้ จึงทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติเสีย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook