ส.ว.เรืองไกรยื่น อสส.ส่งศาล รธน.สั่งยุบ ปชป.เจรจาเนวิน-เติ้งหนุนตั้งรบ.-ฮั้วเลือกตั้งซ่อมขัด รธน.

ส.ว.เรืองไกรยื่น อสส.ส่งศาล รธน.สั่งยุบ ปชป.เจรจาเนวิน-เติ้งหนุนตั้งรบ.-ฮั้วเลือกตั้งซ่อมขัด รธน.

ส.ว.เรืองไกร เริ่มปฏิบัติการล้มรัฐบาล ยื่นคำร้องอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจจริง-ส่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ ปชป.กรณี อภิสิทธิ์-สุเทพ เจรจากับนักที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้หนุนตั้งรัฐบาล- ฮั้วเลือกตั้งไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เข้าข่ายได้อำนาจการปกครองไม่เป็นไปตาม รธน. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภาระบบสรรหา เปิดเผย มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 4 มกราคมว่า ในวันที่ 5 มกราคม จะยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคประชาธิปัตย์ ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศมิได้เป็นไปตามวิถีทางในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 กรณีที่พรรคประชาะปัตย์ได้ร่วมกับนักการเมืองที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เช่น นายบรรหาร ศิลปอาชา นายเนวิน ชิดชอบ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและมิได้ส่งผู้สมัครลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.29 ตำแหน่งที่ว่างลงแข่งกับพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลซึ่งทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นดดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญ

หนังสือของนายเรืองไกรระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมด้วยพรรคประชาธิปัตย์ แสดงต่อสาธารณะทำให้เข้าใจว่า นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ได้กระทำการร่วมกับพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองอื่นเพื่อจัดตั้งรัฐบาลซึ่งเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง โดยการติดต่อกับส.ส.และกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่ ส.ส.ซึ่งบางคนเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเพื่อกระทำการดังกล่าว

ทั้งนี้ ปรากฏข่าวที่ชัดเจนว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ร่วมทำการที่สำคัญ โดยการแถลงข่าวให้สัมภาษณ์ว่า ได้ดำเนินการติดต่อกับพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลแทนพรรคพลังประชาชนมา เช่น นายบรรหาร ศิลปอาชา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายเนวิน ชิดชอบ เป็นต้น

โดยเฉพาะการที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ที่ได้เดินทางไปพบกับนายเนวิน ชิดชอบที่โรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อแสดงให้สาธารณชนเข้าใจว่า นายเนวิน เป็นผู้ทีมีผลต่อการตัดสินใจของ ส.ส.ที่ทราบทั่วไปว่าเป็นกลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งเคยเป็น ส.ส.ในพรรคพลังประชาชนเดิมซึ่งมีจำนวนหลายสิบคนเพียงพอที่จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาลและจะเป็นผลให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คือนายอภิสิทธิ์ ได้รับความเห็นชอบให้เป็นนายกรั />

หนังสือนายเรืองไกรระบุด้วยว่า การแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนและบทความให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพ ทำให้ทราบว่า การกระทำดังกล่าวพรรคประชาธิปัตย์ย่อมทราบถึงวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศอันอาจมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเข้าใจได้ว่ ามีการติดต่อระหว่างพรรค กรรมการบริหารพรรค กลุ่มบุคคลที่มิใช่ส.ส.เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารประเทศ ก่อนที่รัฐบาลชุดนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะสิ้นสุดลง อันไม่เป็นไปตามวิถีทางที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้

หนังสือระบุด้วยว่า นอกจากนั้นในการส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส. แทนตำแหน่งที่ว่างจำนวน 29 ตำแหน่งใน 22 จังหวัด 26 เขตเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครเพียง 9 คน ซึ่งต่างจากการส่งผู้สมัครในคราวการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่พรรคประชาธิปัตย์มีการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เกือบครบทั้ง 26 เขตเลือกตั้งที่จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ในวันที่11 มกราคม 2552

การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ในการส่งผู้สมัครเพียง 9 คน จึงน่าจะเป็นการกระทำที่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า จะมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเนื่องมาจากพรรคประชาธิปัตย์ได้ตกลงกับพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองให้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลโดยการให้ส.ส.ที่รวบรวมรายชื่อได้ออกเสียงเห็นชอบให้นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป จึงอาจถือได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

พรรคการเมืองถือเป็นสถาบันหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ย่อมต้องมีภาระหน้าที่ในการผดุงไว้ซึ่งหลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือการที่ประชาชนจะต้องเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศที่แสดงออกในการเลือกตั้ง แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับจะทำให้การเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 11 มกราคม 2552 เป็นเพียงแบบพิธีที่จะนำไปสู่การได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศเท่านั้น ทั้งที่การเลือกตั้งนั้น เป็นช่วงจังหวะเวลาและเป็นกระบวนการทางการเมืองที่มีความสำคัญยิ่งในระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสอย่างกว้างขวางแก่ประชาชนในเขตเลือกตั้งที่จะได้ร่วมกันใช้สิทธิแสดงเจตจำนงและตกลงใจที่จะกำหนดทิศทางทางการเมือง และคัดสรรผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร การไม่ส่งผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ในเขตเลือกตั้งที่มีการตกลงกันไว้กับพรรคการเมืองอื่นหรือกลุ่มการเมืองอื่น แสดงให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์มิได้ใรือเห็นคุณค่าของสิทธิเลือกตั้งของประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหนังสือนายเรืองไกรระบุ

หนังสือนายเรืองไกรระบุว่า การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์โดยการหลีกเลี่ยงไม่ส่งผู้สมัครในเขตเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อหลีกทางให้ผู้สมัครของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่มาสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลได้ ส.ส.นั้น ทำให้การเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นไปตามครรลองของกฎหมายตามปกติ โดยสมคบร่วมกันกระทำเป็นขบวนการกับพรรคการเมืองอื่นหรือกลุ่มการเมืองอื่น เพียงเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลโดยเร็วยิ่งขึ้น พฤติการณ์และการกระทำดังกล่าวอาจเพียงพอให้เชื่อได้ว่าถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงขอเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว และมีคำสั่งยุบพรรคดังกล่าว โดยมีประเด็นที่ขอให้ดำเนินการ ดังนี้

1.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อันขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่

2.มีเหตุสมควรให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่

3.หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำร้องของนายเรืองไกร ได้แนบเอกสารหลักฐาน ดังต่อไปนี้ 1. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2551 ที่มีคำพิพากษาให้ยุบพรรคพลังประชาชน 2. บทสัมภาษณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 11 ธันวาคม 2551 หน้า A6 และฉบับวันที่ 12 ธันวาคม 2551 หน้า A6 3. ข่าวหนังสือพิมพ์ ข่าววิทยุ ข่าวโทรทัศน์ ข่าวทางอินเตอร์เน็ท ที่เกี่ยวข้อง
โฆษกรบ.รับครม.อนุมัติซื้อเรือดำน้ำจีน1ลำจริง

โฆษกรบ.รับครม.อนุมัติซื้อเรือดำน้ำจีน1ลำจริง

ประวิตรเตรียมแถลงปมซื้อเรือดำน้ำพรุ่งนี้

ประวิตรเตรียมแถลงปมซื้อเรือดำน้ำพรุ่งนี้

กมธ.พ.ร.ป.พรรคฯเลือกสมเจตน์เป็นปธ.

กมธ.พ.ร.ป.พรรคฯเลือกสมเจตน์เป็นปธ.

ณัฐวุฒิเตรียมจัดงานระดมทุนช่วยนร.ขาดแคลน

ณัฐวุฒิเตรียมจัดงานระดมทุนช่วยนร.ขาดแคลน

ผบ.ทบ.กำชับกกล.รส.เข้มปราบผู้มีอิทธิพล

ผบ.ทบ.กำชับกกล.รส.เข้มปราบผู้มีอิทธิพล

ประวิตรต้อนรับผบ.สส.บรูไนกระชับสัมพันธ์

ประวิตรต้อนรับผบ.สส.บรูไนกระชับสัมพันธ์

มติสปท.ตักเตือนอนุสรทำร้ายเด็กเสิร์ฟชี้ผิดไม่แรง

มติสปท.ตักเตือนอนุสรทำร้ายเด็กเสิร์ฟชี้ผิดไม่แรง

มีชัยปัดเปิดทาง กรธ. นั่งตุลาการศาลรธน.

มีชัยปัดเปิดทาง กรธ. นั่งตุลาการศาลรธน.

นายกฯนำคณะบินบาห์เรนกระชับสัมพันธ์ลุยศก.

นายกฯนำคณะบินบาห์เรนกระชับสัมพันธ์ลุยศก.

ประวิตรย้ำสภากลาโหมความมั่นคงเชื่อมโยงทุกมิติ

ประวิตรย้ำสภากลาโหมความมั่นคงเชื่อมโยงทุกมิติ

วิษณุอุบกรธ.นั่งตุลาการรธน.-หนุนค่าสมาชิกพรรค

วิษณุอุบกรธ.นั่งตุลาการรธน.-หนุนค่าสมาชิกพรรค

กห.ย้ำปรองดองสำคัญที่สุดขอเปิดใจยึดประโยชน์ชาติ

กห.ย้ำปรองดองสำคัญที่สุดขอเปิดใจยึดประโยชน์ชาติ

ประวิตรยันจำเป็นต้องมีทหารดูยุทธศาสตร์ชาติ

ประวิตรยันจำเป็นต้องมีทหารดูยุทธศาสตร์ชาติ

เลขานายกแจงไล่ออกธาริตปมทุจริตผิดร้ายแรงยันสอบเป็นธรรม

เลขานายกแจงไล่ออกธาริตปมทุจริตผิดร้ายแรงยันสอบเป็นธรรม

ประวิตรโต้รบ.ขาลงเมินปรับครม.-ปมนั่งกระบะวิษณุดูอยู่

ประวิตรโต้รบ.ขาลงเมินปรับครม.-ปมนั่งกระบะวิษณุดูอยู่

สปท.เตรียมประชุมลับพิจารณาจริยธรรมอนุสร

สปท.เตรียมประชุมลับพิจารณาจริยธรรมอนุสร

กมธ.มั่นใจพิจารณพรป.กกต.ไร้ขัดแย้งแน่นอน

กมธ.มั่นใจพิจารณพรป.กกต.ไร้ขัดแย้งแน่นอน

นายกฯเตรียมเดินทางเยือนบาห์เรน24-26เมย.

นายกฯเตรียมเดินทางเยือนบาห์เรน24-26เมย.

ธาริตถูกไล่ออกราชการแล้วปปช.ชี้มูลร่ำรวยผิดปกติ

ธาริตถูกไล่ออกราชการแล้วปปช.ชี้มูลร่ำรวยผิดปกติ

เลขาเสนอสนช.แก้พรป.ยังต้องการกกต.จังหวัดทวงสิทธิ์สมาชิกครบเทอม

เลขาเสนอสนช.แก้พรป.ยังต้องการกกต.จังหวัดทวงสิทธิ์สมาชิกครบเทอม

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์