ค้นหาข่าว  
  หน้าแรกข่าว > เศรษฐกิจ
  ''วิคเตอร์ ฟุง'' ซีอีโอมือโปร สร้างระบบบริหารซัพพลายเชนระดับโลก
โดย ฐานเศรษฐกิจ วัน ศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 04:52 น.
ธุรกิจหนึ่งที่ภาคอุตสาหกรรมทุกประเภททั่วโลก หรือตั้งแต่ภาคการผลิตรถยนต์ เครื่องบิน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึง ร้านค้าปลีกเสื้อผ้า แฟชั่น ของเล่นเด็ก ฯลฯ กำลังให้ความสำคัญกับอย่างมากที่สุด คือ ระบบบริหารซัพพลายเชน (Supply Chain Management System) เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงทั้งหลาย เชื่อว่า เป็นกลยุทธ์สำคัญในการบริหารธุรกิจ หากได้มีโอกาสใช้เวลา และบุคคลากรที่มีอยู่มุ่งเน้นทำแต่กิจกรรมหลักของบริษัท ส่วนกิจกรรมอื่นๆก็ใช้วิธี ให้คนอื่นมารับช่วงไปดำเนินการต่อ หรือ เอ้าซอร์สซิ่ง ซึ่งเห็นเกิดขึ้นมาบ้างแล้วในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ที่ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจหันมามาสร้างพันธมิตรซัพพลายเออร์ ในการร่วมมือกันปรับปรุงต้นทุนการผลิต และคุณภาพสินค้า เพื่อให้แข่งขันในตลาดได้

เพียงแต่ถึงยุคนี้ได้มีความก้าวหน้าไปอีกขั้น หรือการริเริ่มขยายความร่วมมือไปถึง การพัฒนา นวัตกรรมใหม่ๆของสินค้า รวมถึงความคล่องตัวและความรวดเร็วในการผลิต ส่งมอบ เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในยุคโลกาภิวัฒน์

โดยหนึ่งในผู้ที่ริเริ่ม และบุกเบิกแนวคิดการบริหารระบบซัพพลายเชนแนวใหม่ นี้ คือ ดร. วิคเตอร์ ฟุง(Dr. Victor Fung)บิ๊กบอสแห่งค่าย ลี แอนด์ ฟุง( Li & Fung) บริษัทผู้ค้า และ ผู้ส่งออกระดับแถวหน้าของโลก ที่น่าสนใจเขาเป็นผู้พัฒนาระบบบริหารซัพพลายเชน ที่ครบวงจร มาใช้กับลูกค้า ที่เป็นรีเทลเลอร์รายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป รับผลิตสินค้าตั้งแต่เสื้อผ้า สินค้าอุปโภคบริโภค เช่นของเล่นเด็ก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับแฟชั่น สินค้ากีฬา เครื่องตกแต่งบ้าน ไปจนถึงกระเป๋าเดินทาง เช่น แบรนด์ไนกี้ ยิมบอรี่ มีเครือข่าย 72 แห่งใน 41 ประเทศทั่วโลก มีรายได้ปีละกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 266,000 ล้านบาท และคาดหมายว่า จะทำยอดขายได้พุ่งถึง 10,000 ล้านภายในปี 2550 นี้ จากคอมมิสชั่นที่ได้จากการเป็น ซัพพลาย ฮับให้กับลูกค้าแบรนด์เนมทั้งหลายทั่วโลกนี้

ดร. วิคเตอร์ เผยว่า ลี แอนด์ ฟุง นับเป็นหนึ่งในรายต้นๆที่พัฒนาระบบซัพพลายเชน มาใช้ โดย จะให้บริการลูกค้า เสมือนเป็น วันสต็อปช้อป ทั้งที่ไม่มีโรงงานผลิตของตัวเอง และไม่มีสถานที่จำหน่ายสินค้าที่ผลิตออกมาด้วย โดยลูกค้าสามารถใช้บริการ Total Value-Added Package หรือ ตั้งแต่การออกแบบพัฒนาสินค้า เลือกวัตถุดิบจากแหล่งผลิต วางแผนผลิต และบริหารจัดการ ตรวจสอบคุณภาพ และส่งออกไปยังแหล่งจำหน่ายโดยตรงได้

เขาอธิบาย วิธีการทำงานของ ลี แอนด์ ฟุง ว่า หลังจากได้รับออเดอร์ให้ผลิตเสื้อผ้า เช่น 10,000 ตัว เริ่มแรกจะแยกกระบวนการผลิตเพื่อแบ่งงานให้กับซัพพลายเออร์ที่มีอยู่ทั่วโลก เช่นสั่งซิปจากโรงงานในญี่ปุ่น ผ้าทอจากเกาหลี สีย้อมผ้าจากไต้หวัน และสุดท้ายนำมาผลิตที่โรงงานเช่นในไทย โดยสำรองกำลังการผลิตไว้รองรับในเวลาที่กำหนดไว้ ขณะเดียวกันก็ประสานและบริหารการขนส่ง ลอจิสติกส์ที่เกี่ยวโยงกับซัพพลายเชน หรือให้ทันนำสินค้าไปวางจำหน่ายในชั้นจำหน่ายสินค้า ในขณะเดียวกัน ลี แอนด์ ฟุง ก็จะให้ความช่วยเหลือแก่ซัพพลายเออร์ ในเรื่องค้ำประกันสินเชื่อ และสนับสนุนการเงินให้กับโรงงานผลิตในเรื่องาการเพิ่มโควตา และการพัฒนาการผลิตตามระบบวัดมาตรฐานของลีแอนด์ ฟุง

ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จอยู่ที่ เน็ตเวิร์ค ซึ่งในบรรดาซัพพลายเออร์กว่า 7,500 ราย ลี แอนด์ ฟุง ตั้งเป้าใช้ขีดความสามารถในการผลิต 30-70% ทำให้สามารถดูแลการทำงานและการผลิตของโรงงานได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ยังสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า ด้วยการเข้าไปตรวจดูกระบวนการผลิตอย่างสม่ำเสมอ ครั้งแรกจะไปตรวจวัตถุดิบก่อนซื้อ หลังจากนั้นก็จะไปตรวจดูการผลิตยกแรกในเรื่องคุณภาพก่อนจะผลิตเต็มกำลัง ครั้งที่สาม ตรวจสอบคุณภาพก่อนแพคสินค้า หากสินค้าไม่ผ่านมาตรฐานการตรวจสอบ ซัพพลายเออร์สามารถแก้ไขได้ หรือถ้าลูกค้ายอมรับสินค้าที่ต่ำกว่าคุณภาพนี้ ซัพพลายเออร์ก็จะต้องยอมลดราคาลงมา

วิคเตอร์ ให้ความสำคัญในการตรวจโรงงานว่า ถือเป็นการฝึกซัพพลายเออร์ในการพัฒนาความรู้และความเชี่ยวชาญให้ได้ตามข้อกำหนดของบริษัทด้วย ซึ่งถือเป็นการช่วยยกระดับ ขณะเดียวกันซัพพลายเออร์ก็จะรู้สึกไว้วางใจ ลีแอนด์ ฟุง ที่จะหางานมาป้อนให้ ส่วนลูกค้าเองก็เชื่อใจว่าจะได้รับสินค้าตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้

ปัจจุบันการทำงานของลี แอนด์ ฟุง ยังคงมีชื่อเสียงได้รับความนิยมในการนำเข้าเสื้อผ้าสู่ตลาดอเมริกันเฉลี่ย 3.7% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,700 ล้านดอลลาร์ โดยแหล่งผลิตใหญ่มาจากจีน ขณะเดียวกันก็มองหาแหล่งผลิตใหม่ๆด้วย เช่น ตุรกีซึ่งเป็นผู้ส่งออกเสื้อผ้ารายใหญ่ รวมทั้งเวียดนาม ซึ่งเสื้อผ้า 1 ใน 4 ของเวียดนามที่ส่งออกก็ผ่านทาง ลี แอนด์ ฟุง

หากจะเปรียบเทียบ ลี แอนด์ ฟุง กับบริษัทผู้ค้าที่เกิดขึ้นในช่วงเดียวกันแล้ว ถือว่า เป็นบริษัทเก่าแก่และธุรกิจครอบครัวเพียงไม่กี่แห่งที่อยู่รอดมาได้ หลังจากก่อตั้งขึ้นโดย Li to-ming และ Fung Pak-liu เมื่อปี 2449 หรือเมื่อ 100 ปีก่อน ที่เมือง กวางตุ้ง ซึ่งเป็นรุ่นปู่ของสองพี่น้อง วิคเตอร์ และวิลเลี่ยม ฟุง เริ่มต้นจากธุรกิจส่งออกเครื่องลายคราม ของเก่า และเครื่องหัตถกรรม เพราะปู่ของเขาพูดภาษาอังกฤษได้ แม้ธุรกิจจะเจอกับมรสุมและต้องหยุดชะงักหลายครั้ง โดย ครั้งแรกช่วงญี่ปุ่นยึดกวางตุ้ง ครั้งที่สองญี่ปุ่นยึดฮ่องกง และสุดท้ายเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ลี เพื่อนของปู่จึงตัดสินใจขายกิจการให้ปู่ของเขาทั้งหมดในปี 2489

ช่วงคอมมิวนิสต์ปกครองจีนในปี 2492 ครอบครัวฟุงสูญเสียทรัพย์สินในจีนรวมทั้งบริษัท ต่อมาพ่อของเขา คือ Fung Hon-chu สูญเสียการทำธุรกิจระหว่างตะวันตกกับจีน แต่ภายหลังมาก่อตั้งบริษัทขึ้นใหม่ที่ฮ่องกง ส่วนวิคเตอร์ และวิลเลี่ยม ถูกส่งไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา โดยวิคเตอร์ เรียนจบปริญญาตรี และปริญญาโทด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจาก สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาซูเซ็ต(เอ็มไอ)และปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ส่วนวิลเลี่ยม จบด้านวิศวกรรม จาก มหาวิทยาลัยพริ้นตัน และเอ็มบีเอ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หลังเรียนจบทั้งสองยังคงทำงานในสหรัฐ จนถึงปี 2515 แม่โทรศัพท์บอกให้ใครคนใดคนหนึ่งกลับไปช่วยงาน วิคเตอร์บอกให้วิลเลี่ยมกลับไปฮ่องกงเพื่อพิสูจน์ทฤษฏีที่เรียนเอ็มบีเอมา ส่วนตัวเขายังคงสอนหนังสือที่ฮาร์วาร์ดก่อนตามกลับมาในปี 2516

ทั้งวิคเตอร์และวิลเลี่ยม บริหารกิจการของพ่อ ซึ่งเป็นธุรกิจแบบครอบครัว มีญาติทำงานอยู่ด้วยประมาณ 35 คน โดยยกเป็นเหมือนกรณีศึกษาในฮาร์วาร์ด วิคเตอร์นำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ระดมทุนมาขยายกิจการ จนถึงปี 2535 ทั้งสองถอนบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์ในฮ่องกง และแก้ปัญหาธุรกิจด้วยการขายธุรกิจที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้จำนวนมาก รวมถึงบริษัท อินช์เคป เทรดดิ้งเฟิร์มสัญชาติอังกฤษ และกิจการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักออกไป ซึ่งมีทั้งธุรกิจประกัน อสังหาริมทรัพย์ แม้กระทั่งเรือเช่าเหมาลำ ขายทิ้งออกไปหมด เป้าหมายของทั้งสองพี่น้อง คือ กลับไปทำธุรกิจเทรดดิ้งเหมือนในอดีตรุ่นปู่ที่เคยทำมา

โดยวิคเตอร์ โฟกัสด้านยุทธศาสตร์ และวิลเลี่ยมดูแลการบริหารงาน จนถึงปัจจุบัน แม้จะประสบความสำเร็จจนเป็นผู้นำระบบบริหารซัพพลายเชน แต่ วิคเตอร์ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง สิบปีก่อนเราเป็นคนรับออเดอร์ สินค้ามาผลิต แต่ตอนนี้รีเทลเลอร์หันมาใช้แบรนด์ของตัวเองมากขึ้น เราจึงได้โอกาสเข้าไปช่วยรีเทลเลอร์เหล่านี้เลือกผลิตสินค้าในราคาที่ไม่แพงและนำเข้าให้ด้วย แต่ที่จะพัฒนาก้าวหน้าไปอีกขั้น คือ เราจะเป็นทั้งผู้คิด ออกแบบ และพัฒนาสินค้าไปถึงผู้จัดซื้อให้ลูกค้าด้วย

หรือเปลี่ยนจากคนกลาง มาเป็นผู้ผลิตสินค้า ภายใต้แบรนด์เนม เช่น ลีวาย สเตร้าส์ ซิกเนเจอร์, ลีวาย เรด แท็ป, แคนนอน, รอยัล เวลเว็ต(ผ้าเช็ดตัว) และของเล่นเด็ก ดิสนีย์ โดยทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ออกแบบ ผลิต และส่งมอบสินค้าให้กับร้านค้าของลูกค้า เป็นไอเดียที่ ดร. วิคเตอร์ กล่าวว่า ลี แอนด์ ฟุงจะเป็นผู้ผลิตแบรนด์เนมเหล่านี้ภายใต้ใบอนุญาตของลูกค้า และจำหน่ายโดยตรงให้กับร้านค้าขนาดใหญ่ เช่น วอล-มาร์ท ทาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ

วิคเตอร์ มองโอกาส จากการทำงานที่ผ่านมา เราจับมือเป็นพันธมิตรรายหนึ่ง ผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ ทอมมี่ ฮิลฟิงเกอร์ คอร์ป ซึ่งคาดว่าจะทำยอดขายได้ประมาณ 1,700 ล้านดอลลาร์ โดยทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกให้ด้วย แต่ตอนนี้เรากำลังหันมาทำธุรกิจผู้นำเข้าอีกทางหนึ่งด้วย

พร้อมๆกับการ ฉลองครบรอบการก่อตั้งครบ 100 ปี ลี แอนด์ ฟุง ซึ่งสามารถเปลี่ยนจากเทรดดิ้งเฟิร์มที่เป็นธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กๆ ก้าวไปสู่กลุ่มบริษัทข้ามชาติระดับโลก และเป็นผู้นำในธุรกิจบริหารซัพพลายเชน มีธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม คือ ผู้ส่งออก รีเทลลิ่ง เช่น ทอยอาร์อัส เซอร์เคิลเค และเบอร์นาร์ด ไลฟ์สไตล์ และบริหารซัพพลายเชน ความสำเร็จในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่การสร้างคน และเราจะยังคงมุ่งสร้างต่อไปในอีก 100 ปีข้างหน้า

 
อ่านข่าวทั้งหมดของ ฐานเศรษฐกิจ ได้ที่นี่
 
 
ทำธุรกิจจากฝันด้วยความมุ่งมั่นแล้วมันจะกลายเป็นจริง
สรายุทธ์ ชาติบัญชาการฝ่า 3 มรสุมธุรกิจร้อยเอ็ดพลาซ่า
''บุช'' ผู้โดดเดี่ยว
เป็นหมาก็มีหัวใจ ธุรกิจนัดบอดสุนัขได้ช่องทำกำไร
อาเจบิ๊กโคล่าท้ารบมาร์เก็ตแชร์น้ำดำ 5%
ธุรกิจไครสเลอร์วิกฤติหวั่นเดมเลอร์ทิ้ง
กวาดนักช็อป5หมื่นคนต่อวัน+จังซีลอนภูเก็ต ทุ่ม 20 ล้าน เนรมิตโซนไทย ดูดนักท่องเที่ยวเข้าศูนย์
''หลานนายสา'' เต้นท์รถมือ2เฮงเขยฝรั่ง/ชาวชาอุดรแห่ชื้อเพียบ
รถเชฟฯไม่หวั่นบารมีโตโยต้าทุ่มผุดศูนย์ระนองกินแชร์30%
การกำกับฯบริษัทที่มีประสิทธิผล (2)(Effective Corporate Governance)
ชื่อ/email/QQ :
รายละเอียด :
กรอกรหัสการโพส : Security Image ทำไมต้องกรอก คลิก