ค้นหาข่าว  
  หน้าแรกข่าว > เศรษฐกิจ
  ''บุคลากร คือ ผู้สนับสนุนให้ เรา ก้าวไปสู่ความสำเร็จ''กุมาร เบอร์ล่าร์ ซีอีโอ อาทิตยา เบอร์ล่าร์ กรุ
โดย ฐานเศรษฐกิจ วัน พฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 04:53 น.
ในบรรดานักธุรกิจชั้นนำและมีชื่อเสียงติดอันดับแถวหน้าของอินเดีย กุมาร แมนกาลัม เบอร์ล่าร์ ประธาน อาทิตยา เบอร์ล่าร์ กรุ๊ป (Aditya Birla Group) ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ ในฐานะทายาทรุ่นที่ 6 ของตระกูล เบอร์ล่าร์ ที่ เข้ามาสืบถอดมรดก ในการสานต่ออาณาจักรธุรกิจ ที่ปู่ทวดของเขาก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2381 จนปัจจุบัน กลายเป็นบริษัทข้ามชาติรายแรกของอินเดียที่ขยายอาณาจักรออกไปครอบคลุมกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ช่วยสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศอินเดีย และยังเป็นผู้ที่หลายคนยกย่องว่า เป็น Entrepreneur ที่ประสบความสำเร็จ มีประสพการณ์ควรค่าแก่การถ่ายทอดให้คนทั่วไปได้รับรู้

ปัจจุบัน อาณาจักรธุรกิจ ที่กุมาร นั่งบริหาร ได้กลายเป็น กลุ่มธุรกิจสัญชาติอินเดียรายใหญ่ และรายแรกที่ขยายกิจการออกไปต่างแดน จนกลายเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เป็นผู้ผลิตซีเมนต์ขาวรายใหญ่สุดของอินเดีย เป็นเจ้าของโรงกลั่นน้ำมันปาล์มรายใหญ่สุดของโลก เป็นผู้ผลิตคาร์บอนแบล็ค และฉนวนกันความร้อนอันดับสี่ของโลก ผู้ผลิตซีเมนต์อันดับ 11 ของโลก ฯลฯ มีรายได้ปีละ ประมาณ 358,900 ล้านบาท และมีมาร์เก็ตแคป 555,000 ล้านบาท กว่า 23% ของรายได้มาจากการดำเนินงานในต่างประเทศ

ส่วนตัว กุมาร ซึ่งตอนนี้อายุ 39 ปี(เกิดเมื่อ 14 มิถุนายน 2510) ก็กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในอินเดีย นิตยสารฟอร์บ จัดอันดับเขาเป็น 1 ใน 40 มหาเศรษฐีอินเดียที่ร่ำรวยที่สุดในปี 2549 อยู่ในลำดับที่ 7 มีสินทรัพย์ 6,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 251,600 ล้านบาท หลายคนกล่าวว่า ไม่ควรนับเขาเป็นมหาเศรษฐี เพราะทรัพย์สินที่เขาถือครองในวันนี้ล้วนมาจากมรดกที่พ่อของเขา คือ อาทิตยา สุกรม เบอร์ล่าร์ ทิ้งเอาไว้ให้

แม้สิ่งที่เขาเป็นเจ้าของในวันนี้ จะไม่ได้เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเขาโดยตรง แต่เขาก็สามารถสร้างอาณาจักรเติบโตมาได้ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงและภาวะแวดล้อมของธุรกิจที่แข่งขันสูง ตลอดระยะเวลา 11 ปี ที่เขาเข้ามาสืบถอดธุรกิจต่อจากพ่อ ที่เสียชีวิตลงอย่างกระทันหันด้วยโรคมะเร็ง ในปี 2538 ตอนนั้นกุมาร อายุเพียง 28 ปี บุคลิกขี้อาย พูดน้อย เพิ่งเรียนจบเอ็มบีเอ จาก ลอนดอน บิสซิเนส สกูล กับใบอนุญาตผู้สอบบัญชี มีประสพการณ์ทำงานเป็นผู้จัดการธุรกิจซีเมนต์แค่สองปี ก็ต้องขึ้นบริหารงาน ในตำแหน่งประธานบริษัท ภายใต้ความกังขาว่า เขาจะสามารถดูแลอาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่กำลังขยายการลงทุนออกไปหลากหลายกลุ่มได้อย่างไร โดยเฉพาะในช่วงที่หลายธุรกิจอยู่ในภาวะตกต่ำ และกำลังเปลี่ยนแปลง ซึ่งเขาก็พิสูจน์ข้อสงสัยเหล่านั้นได้

กุมาร เริ่มต้น ปฏิรูปโครงสร้างองค์กร อย่างถอนรากถอนโคน พร้อมๆไปกับ การปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจ ระบบบริหารภายใน และปรับพอร์ตธุรกิจจากการผลิตสินค้าคอมมูนิตี้ สู่การผลิตสินค้าคอนซูเมอร์ จ้างมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหารและดูแลการทำงานที่สำคัญๆ นำผู้บริหารที่เพิ่งจบใหม่ทั้งมหาวิทยาลัยในอินเดียและต่างประเทศเข้ามาเรียนรู้การทำงาน พร้อมกับชะลอการขยายธุรกิจในบางโครงการที่ประกาศไปแล้ว เช่น ธุรกิจน้ำตาล กระดาษ เหล็ก ใยแก้ว รวมทั้งเลิกธุรกิจที่ไม่มีอนาคต เช่น โรงกลั่นน้ำมัน

ตลอดระยะเวลาที่นั่งกุมบังเหียน กุมาร ไม่เพียงสร้าง ความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจที่ทำอยู่เดิม เช่น ธุรกิจ อลูมิเนียม ซีเมนต์ น้ำมันปาล์ม เช่น ซื้อกิจการบริษัทซีเมนต์ และอลูมิเนียม โดยเฉพาะในต่างประเทศ แต่ยังกล้าเข้าไปลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่มองว่ามีอนาคต เช่น โทรศัพท์มือถือ การบริหารสินทรัพย์ ประกัน และซอฟต์แวร์ เป็นต้น ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจ ให้กับธุรกิจของตระกูลเบอร์ล่าร์ ที่ยากจะอยู่รอดได้หากยังยึดอยู่กับธุรกิจเดิมเพียงอย่างเดียว

เห็นได้ชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์ธุรกิจของ กุมารกำลังก้าวไปด้วยดี และไม่เพียงได้รับการยอมรับในกลุ่มนักอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังสร้างรายได้ให้กับ อาทิตยา เบอร์ลาร์ กรุ๊ป ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า และยังเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น ปัจจุบัน เขาไม่เพียง บริหารเครือข่ายธุรกิจที่มีอยู่ทั่วโลก แต่ยังได้รับความไว้วางใจ จากองค์กรต่างๆ แต่งตั้งเข้าไปนั่งบริหารงานในตำแหน่งสำคัญๆ เช่น ประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงต่างๆของอินเดีย เป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาด้านการค้าและอุตสาหกรรมให้กับนายกรัฐมนตรีอินเดีย ฯลฯ และยังได้รับรางวัลความสำเร็จด้านบริหารธุรกิจจากองค์กรต่างๆอีกมากมาย

เขาเปิดเผยถึง ความสำเร็จในการปฏิรูปองค์กร และธุรกิจ ตลอดระยะกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ว่า เป็นการ เปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริง , เปลี่ยน ความพ่ายแพ้ ให้เป็น โอกาส การปฏิรูป สำหรับผม คือผล ที่เกิดจากกระบวนการผนึกพลังของกลุ่มคนที่ฉลาด มีจิตวิญญาณของความทรหดที่จะร่วมกันสร้างสิ่งใหม่ๆและมีมูลค่าให้เกิดขึ้น

และเป็นสิ่งที่เรียนรู้และซึมซับได้จากบทเรียนต่างๆที่เกิดขึ้นแล้ว ตลอดระยะ กว่า 10 ปีที่ตัวเขาได้บริหารธุรกิจมา และเชื่อว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่วางรากฐานทีแข็งแกร่งให้กับกลุ่ม จากการเรียนรู้ ทำความเข้าใจและเรียนรู้ใหม่ ซึ่งเราสรุปหลักๆไว้ 9 บทเรียน คือ หนึ่ง การบริหารเวลา และความสามารถอย่างมีประสิทธิภาพ สองการสร้างสัญญลักษณ์องค์กรที่สะท้อนให้เห็นถึงอนาคต ร่วมกัน สามเพิ่มการสื่อสารสร้างความเข้าใจในองค์กรโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เหมาะสม สี่การทำงานร่วมกันเป็นทีม

ห้า การผนึกความแตกต่างของบุคคลากรให้รวมกันเหนียวแน่นเป็นเนื้อเดียว หก วิเคราะห์ความล้มเหลวและให้รางวัลทีมที่ประสบความสำเร็จในทุกหน่วยงานขององค์กร เจ็ดปรับลดความแตกต่างด้านวัฒนธรรม ปรับเปลี่ยนทัศนคติให้พร้อมที่จะเรียนรู้ และยอมรับวัฒนธรรมที่แตกต่าง แปด ทำการสำรวจสุขภาพองค์กรเพื่อเป็นตัวชี้วัด ความสุขในการทำงาน และเก้า ทุกคนเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงในระดับที่ไม่เท่ากัน ระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลงจึงช้าบ้าง เร็วบ้าง จึงต้องสร้างองค์กรที่สนับสนุนและเอื้อเฟื้อกันเพื่อที่จะก้าวเดินไปสู่เป้าหมายการเปลี่ยนแปลงร่วมกันได้อย่างสำเร็จ

กุมาร ยังอ้างถึงคำกล่าวของ อิริค ฮอฟเฟอร์ ที่เคยกล่าวไว้ว่า ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงนั้น ความรู้ถือเป็นมรดกโลก และการเรียนรู้เป็นสิ่งประกอบที่งดงามบนโลกซึ่งจะไม่มีเกิดขึ้นในเห็นซ้ำอีก

 
อ่านข่าวทั้งหมดของ ฐานเศรษฐกิจ ได้ที่นี่
 
 
Edutainment
เจาะทะลุทางรุ่ง ทางรอด ค้าปลีกเมืองสองแคว
สร้างวัฒนธรรมบริการที่ ใช้ใจ และตรึงใจลูกค้า
ลูกค้ามะกันแห่ซื้อสินค้าลดราคาค้าปลีกปลื้มยอดขายต้นเทศกาลช็อปปิ้ง
ยามาฮ่า สกูตเตอร์ : เท่สองล้อแบบย้อนยุค
''โบ้เบ้''รับนโยบายรัฐปรับเกมสร้างแบรนด์รุกตลาดแฟชั่นดีไชน์
คอลัมน์ บริหารจัดการ ไมโครแบน เอเชีย ชูโนว์ฮาวด์ขายไลเซ้นส์เจาะลูกค้าหลากสไตล์
MBA Stage
ยูสตาร์ปรับแผนชู4ยุทธศาสตร์ดันยอดโต 35%
เรียลลิตี้โชว์กับเอสเอ็มเอส
รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิกเพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ
ชื่อ/email/QQ :
รายละเอียด :
กรอกรหัสการโพส : Security Image ทำไมต้องกรอก คลิก