ข่าว การเมือง อาชญากรรม สลากกินแบ่งรัฐบาล สังคม ดารา บันเทิง
 
  ค้นหาข่าว  
 
ร้องทุกข์ ร้องเรียน เว็บบอร์ด
helper end
  หน้าแรกข่าว > การศึกษา > เด็ก LD ปัญหาใหญ่ของร.ร.สพฐ.
 

เด็ก LD ปัญหาใหญ่ของร.ร.สพฐ.

โดย มติชน วัน อังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 00:05 น.
หมายเหตุ - ในปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ กำลังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหากลุ่มเด็กนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (LD : Learning Disabilities) หรือที่เรียกว่า เด็กแอลดี ซึ่งมีการสำรวจเบื้องต้นพบมีจำนวนหลักแสนคนทั่วประเทศ มติชน จึงได้สัมภาษณ์พิเศษ ดร.สุจินดา ผ่องอักษร ที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส สพฐ. ถึงสถานการณ์กลุ่มเด็กแอลดีในประเทศไทย และแนวทางป้องกันและแก้ไข

สำหรับ สพฐ.แล้ว เราให้ความหมายเด็กแอลดีว่า เด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้ ซึ่งจริงๆ เด็กแอลดีก็มีลักษณะเหมือนกับเด็กปกติทั่วไป แต่มีปัญหาทางการเรียนในบางเรื่อง โดยที่ไม่ได้ตาบอด ไม่ได้หูหนวก ไม่ได้บกพร่องทางด้านสติปัญญา ไม่ได้ด้อยโอกาส ไม่ได้ถูกละทิ้ง ไม่ได้ขาดโอกาส หรือไม่มีปัญหาทางวัฒนธรรมที่มีการสอนภาษาท้องถิ่นก่อนแต่อย่างใด แต่การจะรู้ว่าเป็นเด็กแอลดีหรือไม่นั้น เราต้องสังเกตดูลักษณะอาการที่เป็นปัจจัยเสี่ยง หากสงสัยว่าจะเป็นเด็กแอลดี เราก็จะใช้แบบคัดกรอง ซึ่งในปีการศึกษา 2550 ที่ผ่านมา สพฐ.ได้มีการประเมินนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยแบบคัดกรองไปแล้วใน 2,700 โรงเรียนทั่วประเทศ จากโรงเรียนในสังกัดทั้งหมดประมาณ 30,000 โรงเรียน เราพบมีเด็กที่เป็น LD แล้วจำนวนกว่า 50,000 คน ซึ่งเดิมเคยมีการสำรวจแบบคร่าวกับครูผู้สอนทั่วประเทศประมาณการว่า จะมีเด็กที่เป็น LD อยู่ประมาณ 130,000 คน แต่เมื่อลงสำรวจด้วยแบบคัดกรองได้เพียง 2,700 โรงเรียน ก็พบมีมากกว่า 50,000 คนแล้ว จึงเป็นไปได้ว่าจะมีเด็กที่เป็น LD ทั่วประเทศจำนวนมากกว่า 130,000 คน

ในปีการศึกษา 2551 นี้ สพฐ.จะมีการประเมินนักเรียนโดยใช้แบบคัดกรองอีก 11,000 โรงเรียน จำแนกเป็นโรงเรียนแกนนำ 5,000 โรงเรียน และโรงเรียนเครือข่ายอีก 6,000 โรงเรียน และ สพฐ.มีแผนจะประเมินให้ครบทั้งกว่า 30,000 โรงเรียน ภายในปีการศึกษา 2552-2554

0ทุกวันนี้มีเด็กที่เป็น LD กระจายอยู่ทุกโรงเรียนทั่วประเทศหรือไม่ ?

ที่จริงแล้วมีเด็ก LD อยู่ทุกโรงเรียนทั่วประเทศ ยกเว้นโรงเรียนยอดนิยม อย่างโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาก็คงจะไม่มี โดยทั่วไปจะพบว่า เด็ก LD จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ซึ่งมักพบว่าไม่เพียงแต่วิชาภาษาไทยเท่านั้น แต่รวมถึงวิชาอื่นๆ ก็จะตกต่ำไปด้วย หากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด ซึ่งเด็ก LD จะมีปัญหาทางการรับรู้ การอ่านหนังสือ อาทิ เป็นเด็กที่ไม่สามารถแยกแยะภาพลึก กว้าง โดยการรับรู้ตัวหนังสือของเด็กกลุ่มนี้จะแตกต่างจากเด็กทั่วไป บางคนจะแยกแยะความแตกต่างระหว่างตัวอักษรที่เขียนใกล้เคียงกันไม่ได้ เช่น ก ข ค ก็ไม่สามารถแยกความแตกต่างได้ เวลาอ่านหรือเขียนจึงไม่สามารถอ่านออก เขียนได้ เด็กบางคนอาจจะอ่านข้ามบรรทัด ตกบรรทัด หรือรับรู้ที่แตกต่างไปจากคนทั่วไปเลย ดังนั้น เราจึงพบว่าหากเด็กเป็น LD แล้ว นอกจากจะมีปัญหาในวิชาภาษาไทยแล้ว ก็มักมีปัญหาในวิชาอื่นๆ ร่วมด้วย โดยเฉพาะวิชาที่ต้องอาศัยการอ่านในการทำความเข้าใจเพื่อตอบคำถาม เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เด็กกลุ่มนี้อาจไม่มีปัญหาเรื่องการบวกเลข และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหาวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อเนื้อหาเหล่านั้นต้องอาศัยการอ่านเพื่อทำความเข้าใจ เราจึงพบว่าเด็กกลุ่มนี้จะอ่านไม่ได้ และส่งผลให้วิชาเหล่านั้นมีคะแนนต่ำไปด้วย

การที่เราคัดกรองเด็ก LD ก็เพื่อที่จะจัดการศึกษาได้อย่างเหมาะสมกับเด็กแต่ละคน ซึ่งหากแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องตรงจุดแล้ว เด็กเหล่านี้ก็จะสามารถพัฒนาก้าวหน้าเหมือนอย่างเด็กปกติทั่วไป เช่น หากพบว่าเด็กมีปัญหาทางการอ่าน ครูที่ผ่านการอบรมก็จะจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับปัญหาของเด็กคนนั้น เช่น ทำภาพในหนังสือให้เด่นชัดขึ้น ทำตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้น เน้นสี เน้นอักษร ทำสีช่วย เพื่อฝึกการรับรู้และให้เด็กเห็นความแตกต่าง หรือหากเด็กมีปัญหาในการอ่านในวิชาคณิตศาสตร์ เราก็จะให้ครูอ่านโจทย์คณิตศาสตร์ให้เด็กฟัง หลายครั้งพบว่าเด็กสามารถทำคะแนนคณิตศาสตร์ได้ดี เมื่อมีคนอ่านให้ฟัง ซึ่งสะท้อนว่าเด็กเหล่านั้นมีปัญหาการอ่านเท่านั้น แต่ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณีพบว่าการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นไม่สามารถใช้ได้ผล จึงต้องมาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่าเด็กคนนั้นมีปัญหาอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น สมาธิสั้น เชาว์ปัญญา ซึ่งต้องมาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า เด็กเรียนรู้ช้าเพราะมีปัญหาเรื่องไอคิวต่ำหรือเปล่า หรือไอคิวคาบเส้นสติปัญญา หรือต่ำกว่าเส้นคาบเส้นหรือไม่ ซึ่งต้องวินิจฉัยด้วยแบบวัดเชาว์ปัญญาของกรมสุขภาพจิต หากผลออกมาว่าเด็กเรียนรู้ช้า เพราะปัญหาเรื่องสติปัญญา การจัดการเรียนการสอนของครูก็จะต้องปรับโดยเอางานมาวิเคราะห์จากง่ายไปหายากให้เด็กทำ เมื่อเด็กทำได้ระดับง่ายแล้วก็ค่อยๆ เพิ่มระดับความยากขึ้นมาเรื่อยๆ ดังนั้น แนวทางการจัดการเรียนการสอนจะต้องสอดคล้องกับสภาพปัญหาของเด็กแต่ละคน หรือกรณีที่เด็กมีปัญหาเรื่องการเรียนรู้ช้า ครูอาจารย์ก็อาจเพิ่มเวลาให้ และให้งานน้อยลง เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองสามารถทำอะไรประสบความสำเร็จได้

เด็กที่มีปัญหา LD นั้น เราจะพยายามให้ครูและผู้ปกครองดูแลเด็กให้รอบด้าน เพราะเรามักพบว่าเด็กกลุ่มนี้จะมีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น ก้าวร้าว วิตกกังวลสูง รู้สึกท้อว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ฉะนั้น ครูและผู้ปกครองต้องใจเย็น พยายามเข้าใจเด็ก และต้องทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองสามารถทำอะไรที่สำเร็จได้ ไม่เช่นนั้นเด็กจะเกิดความรู้สึกเป็นปมด้อย และความรู้สึกเหล่านั้นจะติดตัวไปเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และจะส่งผลก่อปัญหาต่างๆ ตามมา อาทิ ผลกระทบทางด้านอารมณ์ รู้สึกท้อแท้ไม่อยากทำอะไรใหม่ๆ เพราะรู้สึกว่าแค่เรื่องง่ายๆ ตัวเองก็ยังทำไม่ได้ และจะปลีกตัวออกจากเพื่อนฝูง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาทางด้านการเข้าสังคมตามมาอีก เป็นต้น แต่หากเราคัดกรองเด็กได้ก่อน ทำความเข้าใจเด็ก ตลอดจนสามารถแก้ไขปัญหาให้เด็กได้ตรงจุด ก็จะสามารถทำให้เด็กมีพัฒนาการก้าวหน้าไปเหมือนกับเด็กปกติทั่วไปได้

0จะมีทางป้องกันเด็กไม่ให้เป็น LD ได้หรือไม่ ?

เรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของเด็กแอลดี แต่ก็สันนิษฐานว่าเด็กมีความบกพร่องในสมอง ทำให้การรับรู้ต่างๆ บกพร่อง เช่น ทางสายตามองเห็นไม่ชัด มองไม่เห็นความลึกของตัวอักษร หรือมีความบกพร่องทางการแยกเสียง เปรียบเทียบเสียง เช่น เราพูดแล้วเด็กไม่รู้ว่ามีตัวสะกดอะไร เวลาเขียนก็เขียนผิดไปอีกเรื่อง เช่น ตัวอักษร น ม ซึ่งเสียงจะใกล้ๆ กัน เด็กไม่สามารถแยกได้ว่า เป็นอักษร น หรือ ม

ถ้าจะป้องกันได้ก็ในกรณีถ้าเราพบเห็นในเด็กที่อายุน้อยๆ ในระดับเด็กปฐมวัย ระดับอนุบาล ซึ่งเราอาจสามารถสังเกตจากการทดสอบพัฒนาการของเด็กวัยนี้ว่า มีความเสี่ยงจะเป็นเด็ก LD หรือไม่ แล้วค่อยๆ พัฒนา เช่น สังเกตดูการจับดินสอ การรับรู้ตัวหนังสือว่าสามารถเก็บได้ทุกตัวหรือไม่ กระบวนการรับรู้มีความบกพร่อง มองเห็นตกๆ หล่นๆ มองเห็นตัวหนังสือตกบรรทัดหรือไม่ ซึ่งเราสังเกตได้จากเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลว่า เสี่ยงจะเป็น LD หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีงานวิจัยที่เป็นประโยชน์กับการสังเกตเด็กว่าเสี่ยงจะเป็น LD หรือไม่ อย่างงานวิจัยของ ผศ.ดร.ดารณี ศักดิ์ศิริผล ภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ถือว่าเป็นงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ทำให้ได้มองเห็นความบกพร่องของเด็กก่อน ได้รู้จุดบกพร่อง จะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที ไม่เช่นนั้นเด็กกลุ่มเสี่ยงจะไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด และจะสั่งสมความบกพร่องจนกลายเป็นเด็ก LD และแก้ไขได้ยาก

หน้า 23

 


 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นๆ คลิปข่าวเด็ด S! TV
news พระจอมเกล้าธนบุรีรับตรงประจำปี2553
news แนะรับคนด้วยผลเรียนธรรมศึกษา
news สบศ.รับเด็ก5จังหวัดใต้เรียนฟรี
news มหา''ลัยนอกระบบค้านระเบียบจัดสรรงบฯ
news โวย ''เฉลียว'' โยกย้ายทิ้งทวน
news เด็กไทยเจ๋งคว้า19รางวัลคณิตฯ-วิทย์โอลิมปิก
tvASTV1
tvDMC
tvMVTV1
tvMVTV2
tvMVTV3
tvNation
tvสทท.11
tvMCOT
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งกระทู้ใหม่, ตั้งกระทู้โหวต, ดูกระทู้ทั้งหมด >>
เด็ก LD ปัญหาใหญ่ของร.ร.สพฐ.