ค้นหาข่าว  
  หน้าแรกข่าว > การศึกษา
 
สังคม สว. (ผู้สูงวัย)
โดย มติชน วัน อาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2549 08:37 น.
โดย ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แนวโน้ม
ประเทศไทยประกาศนโยบายประชากรอย่างเป็นทางการ และบรรจุแผนประชากร ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515-2519) เป็นครั้งแรก และได้ดำเนินงานนโยบายดังกล่าวตามเป้าหมายในแผนพัฒนาฉบับต่อๆ มาทุกฉบับอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ผลของแผนพัฒนาดังกล่าวมีส่วนทำให้อัตราเจริญพันธุ์รวมยอดลดจาก 6.3 คน ในช่วงปี 2507-2508 เป็นประมาณ 1.82 คน ในช่วงปี 2543-2548 และประมาณ 1.8 คน ในปี 2549
การลดอัตราการเกิดลงได้อย่างมาก และรวดเร็วเช่นนี้ ทำให้สัดส่วนประชากรวัยแรงงานเพิ่มขึ้นช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นสัดส่วนของประชากรวัยแรงงานจะลดลง
ลักษณะการเพิ่มขึ้น และลดลงของสัดส่วนประชากรวัยแรงงานนั้น พิจารณาได้ว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของโอกาสการรับการปันผลทางประชากร อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรตามแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ประชากร ทั้งนี้ โอกาสดังกล่าวจะมีเพียงครั้งเดียว และเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานนัก
โอกาสการรับการปันผลทางประชากรดังกล่าวพิจารณาจากสัดส่วนของประชากรวัยแรงงานที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55.64 ในปี 2523 เป็นร้อยละ 61.68 และร้อยละ 65.92 ในปี 2533 และปี 2543 ตามลำดับ โดยสัดส่วนของประชากรวัยแรงงานจะเพิ่มสูงสุดเป็นร้อยละ 67.08 ในปี 2552 หลังจากนั้นสัดส่วนลดลงเรื่อยๆ และจะเหลือร้อยละ 62.05 ในปี 2568
นอกจากการเปลี่ยนแปลงด้านสัดส่วนประชากรวัยแรงงาน ไทยยังจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในด้านสัดส่วนของประชากรวัยสูงอายุซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
เป็นที่น่าสังเกตว่า โอกาสทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจจากการปันผลทางประชากรข้างต้น เป็นการพิจารณาเฉพาะสัดส่วนประชากรวัยแรงงาน ทั้งนี้ หากนำประเด็นด้านผลิตภาพ (Productivity) ของแรงงานมาพิจารณาร่วมด้วย ปัญหาการบั่นทอนโอกาสทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยจะทวีตัวขึ้น เมื่อประเทศต้องเผชิญกับการเพิ่มสัดส่วนของประชากรวัยสูงอายุจากร้อยละ 9.43 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 19.99 ในปี 2568
เมื่อพิจารณาอัตราส่วนการพึ่งพิง (หมายถึงจำนวนประชากรอายุต่ำกว่า 15 ปี บวกด้วยจำนวนประชากรอายุ 60 ปี และมากกว่า หารด้วยประชากรอายุ 15-59 ปี และคูณด้วย 100 (ในกรณีที่ต้องการเทียบต่อร้อยคน) หากอัตราส่วนดังกล่าวยิ่งต่ำก็หมายความว่า ประชากรวัยแรงงานมากกว่าประชากรวัยพึ่งพิง) พบว่าอัตราส่วนดังกล่าวลดลงจากร้อยละ 51.70 ในปี 2543 เหลือร้อยละ 49.07 ในปี 2552 หลังจากนั้นจึงเพิ่มขึ้นโดยลำดับ โดยเพิ่มเป็นร้อยละ 61.15 ในปี 2568 กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประชากรวัยแรงงานที่เคยมีประมาณ 1.93 คนต่อประชากรวัยพึ่งพิง 1 คน ในปี 2543 จะลดลงเหลือประมาณ 1.64 คนต่อประชากรวัยพึ่งพิง 1 คน ในปี 2568
อนึ่ง เมื่อพิจารณาอัตราส่วนเพศสำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี และมากกว่า พบว่าอัตราส่วนเพศลดลงจาก 82.73 (หมายถึงประชากรเพศชาย 82.73 ต่อประชากรเพศหญิง 100 คน หรือประชากรวัยสูงอายุ 60 ปี และมากกว่าทุกๆ 100 คน จะเป็นประชากรวัยสูงอายุเพศชาย 45.27 คน และเป็นประชากรวัยสูงอายุเพศหญิง 54.73 คน) ในปี 2543 เป็น 76.71 ในปี 2568
การเปลี่ยนแปลงทางประชากรดังกล่าว สื่อถึงความจำเป็นในการปรับตัวรองรับภาระทางสังคม และเศรษฐกิจที่สำคัญจากการที่ประชากรในวัยแรงงานจะต้องดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น
00ทำไมสัดส่วนผู้สูงอายุสูงเพิ่มสูงขึ้น
ภาวะเจริญพันธุ์ที่ระดับ 1.8 คน เป็นภาวะเจริญพันธุ์ที่ต่ำกว่าระดับทดแทน ทั้งนี้ ภาวะเจริญพันธุ์ระดับทดแทน พิจารณาจากอัตราเจริญพันธุ์รวม ที่มีค่าอยู่ที่ประมาณ 2.05 ถึงประมาณ 2.1
ภาวะเจริญพันธุ์ระดับทดแทนหมายถึง ภาวะเจริญพันธุ์ระดับที่สตรีตลอดวัยเจริญพันธุ์คนหนึ่งจะให้กำเนิดบุตรเพียงพอที่จะทดแทนตนเอง และคู่สมรส ทั้งนี้ เหตุที่มีค่าเกิน 2 เล็กน้อย เพื่อสำรองเผื่อไว้สำหรับการตายที่อาจจะเกิดขึ้นก่อนที่บุตรจะเป็นบิดามารดาในอนาคต
ผลต่างระหว่างภาวะเจริญพันธุ์ 2.1 กับ 1.8 มีนัยสำคัญค่อนข้างสูง กล่าวเพราะผลต่างดังกล่าวหมายถึงเด็กประมาณ 0.3 คนเกิดต่ำกว่าระดับทดแทน ทั้งนี้ หากค่าความต่างดังกล่าวยิ่งสูงมากเท่าไร สัดส่วนผู้สูงอายุโดยเปรียบเทียบกับกลุ่มอายุอื่นจะยิ่งสูงเร็วยิ่งขึ้น
00ภาวะเจริญพันธุ์ที่ลดลงข้างต้นมีปัจจัยที่เป็นสาเหตุหลายปัจจัยดังต่อไปนี้
ปัจจัยแรกคือ อายุแรกสมรสของคู่สมรสมีแนวโน้มสูงขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลการมีบุตรคนแรก ซึ่งปรากฏว่าสตรีไทยมีแนวโน้มที่จะมีบุตรคนแรกเมื่ออายุสูงขึ้น และจำนวนเดือนเฉลี่ยที่นับจากวันที่คลอดบุตรคนสุดท้องถึงวันที่สัมภาษณ์ หรือสำรวจก็มีแนวโน้มสูงขึ้นมากเช่นกัน เนื่องจากคู่สมรสในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะมีลูกน้อยลงนั่นเอง
แนวโน้มที่จะมีบุตรคนแรกเมื่ออายุสูงขึ้น เป็นผลจากทางเลือกระหว่างการมีบ้าน หรือมีรถ กับการมีบุตร โดยปัจจุบันมีแนวโน้มที่คู่สมรสจะเลือกมีบ้านมีรถมีของใช้ในบ้านให้เพียบพร้อมก่อนที่จะมีบุตร การมีครอบครัวขนาดเล็กย่อมทำให้สิ่งที่ตั้งความหวังไว้ง่าย และเร็วกว่าการรีบมีบุตร
ปัจจัยต่อมาคือสถานภาพสมรสของประชากร มีแนวโน้มที่ประชากรจะเป็นโสดเพิ่มมากขึ้น หากเปรียบเทียบข้อมูลสำมะโนประชากรปี 2513 ปี 2523 ปี 2533 และปี 2543 แนวโน้มดังกล่าวในกลุ่มประชากรหญิงจะชัดเจนมากกว่ากลุ่มประชากรชาย เนื่องจากสตรีไทยมีระดับการศึกษาสูงขึ้น รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะทำงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น
ในหลายประเทศที่มีการรณรงค์ที่จะลดปัญหาภาวะเจริญพันธุ์ที่ต่ำกว่าระดับทดแทนที่มีผลกระทบให้สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น มองหญิง และชายที่เป็นโสดเป็นกลุ่มกาฝาก (Parasite Single) โดยพิจารณาว่ายิ่งกลุ่มกาฝากเพิ่มขึ้นมากเท่าไร สัดส่วนผู้สูงอายุก็จะเพิ่มสูงเร็วขึ้นตามไปด้วย
นอกจากสองปัจจัยข้างต้น ปัจจัยการหย่าร้างก็มีผลต่อการลดลงของภาวะเจริญพันธุ์เช่นกัน หากเปรียบเทียบข้อมูลสำมะโนประชากรปี 2513 ปี 2523 ปี 2533 และปี 2543 ก็พบว่าอัตราส่วนการหย่าร้างต่อคู่สมรสร้อยคู่ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน
อนึ่ง เมื่อพิจารณากลไกสารสนเทศในปัจจุบันจากสื่อสารมวลชนที่ทันสมัย ทั้งจากโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี ฯลฯ ที่เปลี่ยนพฤติกรรมของประชากร จากการบริโภคสินค้าตามความจำเป็น เป็นการบริโภคสินค้าเกินความจำเป็น กลไกดังกล่าวทำให้สังคมเน้นเชิงวัตถุนิยม และมีส่วนเปลี่ยนพฤติกรรมให้เห็นว่ายิ่งมีรายได้มาก ยิ่งสามารถบริโภคสินค้าได้มากตามไปด้วย ทั้งนี้ การยืดเวลาการมีบุตรให้นานเท่าไร หรือการเป็นโสด ยิ่งทำให้มีเวลาที่จะหาเงินได้มากกว่าการรีบแต่งงาน และรีบมีบุตร กลไกสารสนเทศดังกล่าวยิ่งทำให้แนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์ลดลงเร็วยิ่งขึ้น และทำให้สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มสูง และเร็วขึ้นตามไปด้วย
00ผลกระทบจากการที่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น
ภาวะเจริญพันธุ์หรือ อัตราเจริญพันธุ์รวมของสตรีในกรุงเทพมหานคร ลดลงจาก 1.25 คน ในปี 2533 เหลือ 1.16 คน ในปี 2549 (ระดับประเทศอยู่ที่ 1.80 คน) จากข้อมูลดังกล่าว หากกรุงเทพฯไม่มีประชากรย้ายเข้า หรือย้ายออกในช่วงระยะเวลาหนึ่ง กรุงเทพฯจะเกิดวิกฤตคล้ายที่เกิดในจีน ที่ในปัจจุบันเป็นยุคที่ครอบครัวมีบุตรคนเดียว ทำให้เกิดเป็นสังคมที่มีสัดส่วนประชากรวัยเด็กลดน้อยลงมาก และส่งผลให้เกิดวิกฤตที่เรียกว่า วิกฤต 1 : 2 : 4 กล่าวคือ เป็นสังคมที่คนรุ่นหลาน 1 คนดูแลรุ่นพ่อแม่ 2 คน และดูแลรุ่นปู่ย่าตายาย 4 คน
ส่วนกรุงเทพฯจะเป็นวิกฤต 1.16 : 2 : 4 หรือเป็นสังคมที่หลานประมาณ 1.16 คนเมื่อเข้าสู่วัยแรงงาน ต้องดูแลรุ่นพ่อแม่ 2 คน และดูแลรุ่นปู่ย่าตายาย 4 คน แนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์ของกรุงเทพฯที่ลดต่ำลงมาก มีแนวโน้มสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสถานภาพสมรส ซึ่งมีแนวโน้มเป็นโสด และหย่าร้างเพิ่มขึ้น และคู่สมรสมีแนวโน้มที่มีอายุแรกสมรสเพิ่มขึ้นด้วย รวมทั้งเมื่อพิจารณาอายุการมีบุตรคนแรกก็พบว่าคู่สมรสมีแนวโน้มที่จะมีบุตรเมื่ออายุสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น อัตราส่วนการหย่าร้างต่อคู่สมรสร้อยคู่ของกรุงเทพฯ เพิ่มจากร้อยละ 23.8 ในปี 2536 เป็นประมาณร้อยละ 31.3 ในปี 2543
เมื่อพิจารณาร้อยละของประชากรที่เป็นโสดของประเทศไทย พบว่าร้อยละ 8 ของสตรีในกลุ่มอายุ 30-34 ในปี 2513 เป็นโสด และเพิ่มเป็นร้อยละ 15 ในปี 2543 ในขณะที่ร้อยละ 10.0 ของบุรุษในกลุ่มอายุ 30-34 ในปี 2513 เป็นโสด โดยเพิ่มเป็นร้อยละ 21 ในปี 2543 สำหรับกรุงเทพฯ พบว่าประมาณร้อยละ 12 ของสตรีในกลุ่มอายุ 30-34 ในปี 2513 เป็นโสด อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการเป็นโสดเพิ่มเป็นประมาณร้อยละ 33 ในปี 2543
การเปลี่ยนแปลงข้างต้น ส่งผลให้ขนาดของครอบครัวในอนาคตอันใกล้มีแนวโน้มเล็กลงเรื่อยๆ โดยเปรียบเทียบกับขนาดครอบครัวในปัจจุบัน และในอดีตที่ผ่านมา ประชากรวัยแรงงานรุ่นที่จะตามมาจะเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนเล็กลงโดยเปรียบเทียบกับประชากรแรงงานในปัจจุบัน และเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรวัยสูงอายุที่จะมีจำนวนมากขึ้น
จากวิกฤตดังกล่าว เด็กยุควิกฤต 1 : 2 : 4 อาจเป็นเด็กที่ไม่มีพี่น้อง รวมทั้งอาจไม่มีลุงป้าน้าอา จะมีแต่พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ปู่ทวด ย่าทวด ตาทวด ยายทวด
เด็กยุควิกฤต 1 : 2 : 4 เนื่องจากไม่มีพี่น้อง น่าจะเป็นเด็กที่เปราะบาง เนื่องจากไม่มีพี่น้องเล่นด้วยในวัยเด็ก ประกอบกับการเป็นหลานคนเดียวที่อาจถูกตามใจ อาจเป็นเหตุให้การเรียนรู้เรื่องการเข้าสังคม การแก้ปัญหา การรู้แพ้ รู้ชนะ ดีไม่เท่าเด็กที่มีพี่น้องหลายคนในครอบครัวขยายที่เคยเป็นอยู่ในอดีต
นอกจากวิกฤตข้างต้น ในอนาคตอาจเกิดปัญหาขาดแคลนเจ้าบ่าว หรือเจ้าสาว เช่น กรณีจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เริ่มเกิดปัญหาขาดแคลนเจ้าสาว เนื่องจากเป็นสังคมที่ต้องการบุตรชายมากกว่าบุตรสาว และเป็นสังคมที่ภาวะเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทนค่อนข้างมาก
อนึ่ง ผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้ภาคเกษตรที่ในปัจจุบันมีปัญหาแรงงานลดลง เนื่องจากย้ายไปทำงานภาคอุตสาหกรรมอื่น ยิ่งเพิ่มปัญหา เนื่องแรงงานภาคเกษตรนับวันจะเป็นแรงงานที่อายุมากขึ้น ทำให้แรงงานภาคเกษตรในอนาคตเป็นกลุ่มแรงงานสูงอายุ และมีแนวโน้มลดลงโดยเปรียบเทียบกับแรงงานภาคอุตสาหกรรมอื่น
ผลกระทบจากการที่สัดส่วนผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น มีส่วนทำให้เกิดภาพลวงตาที่เห็นว่าแรงงานยังเพิ่มอยู่ ซึ่งโดยความเป็นจริงจำนวนประชากรวัยแรงงานทุกกลุ่มอายุ (อายุ 15 ปีขึ้นไป) ที่ยังเพิ่มขึ้นเป็นการเพิ่มของประชากรอายุ 55 ปีขึ้นไป (เนื่องจากประชากรกลุ่มอายุนี้เป็นกลุ่มประชากรที่เกิดในช่วงที่ภาวะเจริญพันธุ์ของไทยยังอยู่ในระดับสูงอยู่) ในขณะที่ประชากรกลุ่มอายุ 25-49 ปี เริ่มมีแนวโน้มคงตัว และประชากรกลุ่มอายุน้อยกว่า 25 ปีมีแนวโน้มลดลง
การเตรียมการในเชิงนโยบายด้านสาธารณสุข นับว่าจำเป็นเร่งด่วน ความจำเป็นในการปรับตัวเชิงนโยบายดังกล่าวย่อมเด่นชัดขึ้น เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่ช่วงการปันผลทางประชากรที่มีโอกาสเกิดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากประเทศไทยไม่ปรับตัวเพื่อใช้ช่วงเวลาการปันผลทางประชากรให้ได้ประโยชน์มากที่สุด โอกาสดังกล่าวจะเปลี่ยนเป็นภาวะคุกคาม ซึ่งรวมถึงด้านงบประมาณของรัฐด้วย เมื่อสัดส่วนประชากรสูงอายุเริ่มเพิ่มมากขึ้น ขณะที่สัดส่วนประชากรวัยแรงงานเริ่มลดลง กล่าวคือ เมื่อประชากรวัยแรงงานลดลงโดยผลิตภาพต่อประชากรไม่ได้เพิ่มขึ้น ก็จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากงบประมาณที่จะดูแลประชากรสูงอายุจะสูงมาก ตัวอย่างปัญหาที่พบในประเทศญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรปหลายประเทศ น่าจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดี หากญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรป มีผลิตภาพของแรงงานเหมือนประเทศกำลังพัฒนาในปัจจุบัน ปัญหาด้านงบประมาณที่จะดูแลประชากรสูงอายุ ที่โดยทั่วไปมีแนวโน้มไม่ค่อยจะเพียงพออยู่แล้ว จะเป็นปัญหาเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
00สรุปและข้อเสนอแนะ
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของโอกาสสั้นๆ (ช่วงโอกาสในการรับการปันผลทางประชากร) ที่สัดส่วนของประชากรวัยแรงงานจะยังเพิ่มขึ้น กล่าวคือ สัดส่วนของประชากรวัยแรงงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55.64 ในปี 2523 เป็นร้อยละ 67.08 ในปี 2552 หลังจากนั้นลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่สัดส่วนของประชากรวัยสูงอายุในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10.56 จากสัดส่วนที่มีอยู่ร้อยละ 9.43 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 19.99 ในปี 2568 ซึ่งส่อนัยสำคัญต่อการที่ประเทศไทยจำเป็นต้องขยายช่วงโอกาสในการรับการปันผลทางประชากร ซึ่งอาจดำเนินการโดยการวางแนวทางลดหย่อนภาษีเงินได้ของผู้มีบุตรในอัตราก้าวหน้าตามจำนวนที่เพิ่มขึ้น
รวมทั้งการลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตร และลดหย่อนภาษีด้วยอัตราก้าวหน้าแก่ผู้เป็นมารดา ซึ่งต้องทำงานไปด้วย รวมทั้งเสนอให้มีมาตรการในการจัดสรรเงินสวัสดิการช่วยเหลือการมีบุตร โดยการนำระบบอัตราก้าวหน้ามาใช้ในการจัดสรรเงินสวัสดิการช่วยเหลือตามจำนวนบุตรที่เพิ่มขึ้น รวมทั้ง มาตรการลาก่อนและหลังคลอด เพื่อดูแลบุตร และมาตรการมารดาลาหยุดงานเพื่อดูแลบุตรที่เจ็บป่วย และมาตรการให้ผู้เป็นบิดาลาหยุดงานเพื่อเลี้ยงดูบุตรหลังคลอด การดำเนินการดังกล่าวจะมีส่วนเพิ่มสัดส่วนประชากรวัยเด็ก และวัยแรงงานให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น และช่วยลดสัดส่วนผู้สูงอายุลง
นอกจากการดำเนินการดังกล่าว คงต้องมีนโยบายเพื่อที่จะยกระดับคุณภาพ และผลิตภาพของประชากร ผ่านการยกระดับคุณภาพด้านการศึกษา เพื่อเร่งให้แรงงานของไทยมีการศึกษาให้สูงขึ้น รวมทั้งเน้นคุณภาพการศึกษาเพื่อผลิตแรงงานที่มีคุณภาพ เป็นแรงงานที่คล่องตัว เรียนรู้ตลอดเวลา การยกระดับคุณภาพของประชากรเพื่อเพิ่มสมรรถนะของแรงงานที่ต้องดูแลประชากรสูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในส่วนของนโยบายด้านสุขภาพนั้น เสนอให้มีการพัฒนาสุขภาพอนามัยของประชากรวัยก่อนสูงอายุ รวมทั้งเสนอแนะให้เตรียมการให้ผู้สูงอายุมีสถานะสุขภาพที่ดี ทั้งสุขภาพทางกาย ทางสมอง และทางจิตใจที่ดี โดยเตรียมการตั้งแต่ก่อนวัยสูงอายุ จัดให้มีระบบการออมเพื่อการชราภาพ และมีการศึกษาวิจัยเพื่อเตรียมการลดบทบาทของระบบสถาบันทางการ โดยให้ความสำคัญกับระบบชุมชนที่จะช่วยดูแลผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการเน้นระบบสถาบันจะค่อนข้างแพง ในขณะที่ถ้าเน้นระบบชุมชน ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าเนื่องจากมีระบบชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม คงต้องศึกษาเพิ่มเติมว่ากิจกรรมการดูแลสุขภาพระยะยาวกิจกรรมไหน จะอยู่ในระบบสถาบันทางการ และกิจกรรมไหนจะอยู่ในระบบชุมชน หรือกิจกรรมไหนจะอยู่ในทั้งสองระบบพร้อมๆ กัน

หน้า 7
 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 
 
จรัญ ค้านฟ้องร้องนร.ทุนกู้ยืม
สวนสุนันฯเตือนระวังไข้เลือดออกระบาด
จี้อ.ก.ค.ศ.เลิกเล่นพวกยึดธรรมาภิบาลดูแลคน
แนะตั้งวงเสวนาทำความเข้าใจใช้O-NETมาถ่วงGPA
ย้ำเงินกู้ต้องถึงเด็กเต็มจำนวนรร.หมดสิทธิซอยย่อย
วอน 24 มหา''ลัยรัฐบรรจุ อุสตาซ เป็น ขรก.
นศ.ปทุมวันยอมรับผลสอบรองอธิการบดี
ศธ.เสนอปรับสถานะครูอิสลาม จว.ชายแดนใต้เป็น ขรก.
สพฐ.ได้4ทางเลือกใช้โอเน็ตตัดสินการจบช่วงชั้น
ผลวิจัยชี้นร.-ผู้ปกครองข้องใจระบบแอดมิชชั่น