|
|
| |
ม.เที่ยงคืน ชี้หลัง23 ธ.ค.ยังไม่เป็นปชต.เสนอแก้รธน.ทั้งฉบับ |
 |
|
 |
| โดย คม ชัด ลึก วัน จันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2550 00:00 น. |
|
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเสนอแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เสนอตั้งกรรมการตรวจสอบกฎหมายที่ผ่าน สนช. เชื่อหลังเลือกตั้งยังไม่เป็นประชาธิปไตย เตือนชนชั้นกลางระวังถูกหักหลัง
 (10 ธ.ค.) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเลี่ยงคืน จัดงาน 10 ธันวาวันทวงคือรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยการจัดราชดำเนินเสวนาในหัวข้อ รัฐธรรมนูญไทยภายหลงการเลือกตั้งไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โดยมีวิทยากรระกอบด้วย นายอรรถจักร สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายประภาส ปิ่นตบแต่ง อารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลับ นายสมชาย ปรีชาศิลปะกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นายอรรถจักร กล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหาคือการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่สอคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมซึ่งมาจากหลายเหตุผลเช่นไม่รู้หรือรู้ไม่ทันการเปลี่ยนแปลง และการหวงอำนาจไว้กับกลุ่มตนเองและคิดว่าจะยับยั้งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้
นายอรรถจักร กล่าวต่อว่า ช่วงที่ผ่านมาเกิดภาคการผลิตไม่เป็นทางการขึ้นมากมาย แต่ภาคนี้มีรายได้น้อยและมีความสัมพันธ์กับภาคบริการระดับล่างร่วมกับแรงงานนอกระบบ กลุ่มคนเหล่านี้จำเป็นต้องพึ่งพิงทรัพยากรจากรัฐ นโยบายประชานิยมคือตัวเข้ามาหล่อเลี้ยงหรือซื้อใจกลุ่มนี้ แต่ก็เป็นการหว่านเม็ดเงิน ไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาว ถ้าหากเราจัดความสัมพันธ์ไม่ได้ปัญหาความขัดแย้งภาคการผลิตและชนชั้นจะสูงขึ้น
นายอรรถจักร ยังระบุว่า นอกจากนี้เรายังมีการเติบโตของชาวบ้านที่ต้องการพิทักษ์ทรัพยาการ ที่ต้องการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจ ขณะที่การเติบโตของผลประโยชน์ท้องถิ่นก็ขยายอำนาจ และไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเข้าไปทะลุทะลวงเช่นทุกวันนี้ และความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ก็กระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่เอื้อต่อการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจ และยังมีความพยายามเหนี่ยวรั้งให้คืนไปสู่แบบเดิม เช่นความพยายามที่ไม่ให้พรรคการเมืองตอบสนองหรือขยับทางปัญญาไปได้
นายอรรถจักร ยังระบุอีกว่า สิ่งที่ต้องทำคือแก้ปัญหาจากรากเหง้าคือต้องจัดความสัมพันธ์ทางสังคมอันใหม่และที่ทำได้คือต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น หากอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไปก็จะหนักหน่วง และอาจจะเกิดการกระกระทบกระทั่งถึงขนาดเกิดความรุนแรงทุกอณู เราต้องทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นเครื่องมือของประชาชน เพราะตอนนี้เราทำให้หีบเลือกตั้งเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำทางการเมืองเท่านั้น
ด้านนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล กล่าวว่า เราคาดหวังว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้เป็นทางออกของปัญหาที่เราเผชิญมา เราคาดหวังว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นจะทำให้ประเทศไทยเดินไปสู่ปลายอุโมงค์แล้วกลับไปสู่ความสว่าง แต่ถ้าเราคิดดีๆ จะพบว่าเราจะเผชิญอะไรหลายอย่างที่เป็นปัญหาถึง 3 เรื่องหลักใหญ่ๆ ด้วยกันคือ 1. ถ้าการเลือกตั้งเป็นอยู่เหมือนปัจจุบันหลังการเลือกตั้งเราจะมีรัฐบาลอยู่ 3 รูปแบบด้วยกันคือ 1.รัฐบาลคนบาปที่มาจากแรงส่งของคนรากหญ้า ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ฐานที่สำคัญมาจากคนจนเมืองและคนจนชนบท เป็นฐานสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลชุดนี้จัดตั้งขึ้นได้ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลคนบาปนี้เป็นทรรศนะของสังคมส่วนใหญ่ที่มองว่าเป็นการจัดตั้งขึ้นจากกลุ่มคนที่เคยทำความผิดเอาไว้และสามารถเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งรัฐบาลคนบาปนี้มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะเกิดขึ้นได้
2.รัฐบาลเทวดาของอำมาตย์ขุนนางและคนเมืองเพราะบรรดาขุนนางและชนชั้นกลางในเมืองอยากได้พรรคการเมืองบางพรรคเป็นรัฐบาล เราก็รู้ว่าตนหมายถึงพรรคไหน โอกาสที่รัฐบาลเทวดาจะได้เสียงข้างมากแบบสวิงโหวตก็มี ซึ่งแนวทางนี้ก็มีความเป็นไปได้แต่พรรคการเมืองพรรคนี้ก็ได้พิสูจน์ตัวเองว่าที่ผ่านมาไม่เคยทำอะไรมาก การเกิดขึ้นของรัฐบาลเทวดาคือพรรคการเมืองอื่น ๆเช่นพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็ก จะถูกกดดันไม่ให้ร่วมกับพรรคคนบาปซึ่งพรรคคนบาปจะได้คะแนนเสียงข้างมากแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยจะมีการใช้วิธีการทั้งใต้ดินและบนดินสกัดกั้นรัฐบาลคนบาปเพื่อให้มีรัฐบาลเทวดาเกิดขึ้น และ 3.รัฐบาลสมานฉันท์ จัดตั้งขึ้นเพื่อความปรองดองสามัคคีซึ่งข้อเสนอของรัฐบาลประเภทนี้ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ แต่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดรัฐบาลสมานฉันท์ขึ้นจะต้องเกิดเงื่อนไขพิเศษทางการเมืองอะไรบางอย่างที่เรียกร้องความปรองดองในชาติ แต่รัฐบาลคนบาปและรัฐบาลเทวดามีความเป็นไปได้มากที่สุดที่เราจะเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ซึ่งถ้าเราไม่เจอคนบาปก็เจอเทวดา
นายสมชาย กล่าวอีกว่า ปัญหาที่เราจะเผชิญหลังการเลือกตั้งมี 3 ปัจจัยหลักที่จะเกิดขึ้นคือ 1.การเมืองไทยจะมีความตึงเครียดสูงไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็จะพบกับกลุ่มคนที่มีความแตกต่างในฐานความคิด ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นฐานเสียงของแต่ละพรรคการเมืองเป็นจำนวนมากและให้การสนับสนุนพรรคการเมืองที่ต่างมีความตึงเครียดแบบนี้อยู่ ปัจจุบันนี้ถ้าเราออกไปท้องถนนเราจะเห็นรถแท็กซี่ติดป้ายพลังประชาชน พอหันไปอีกข้างก็จะเห็นประชาชนเชียร์พรรคการเมืองอีกลุ่มหนึ่ง การที่คนเห็นต่างกันอยู่แบบนี้ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าการรัฐประหารที่คณะรัฐประหารบอกว่าจะจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองให้หายไปได้ไม่สามารถทำได้อย่างสิ้นเชิงความขัดแย้งที่มีอยู่ท่ามกลางประชาชนก็ยังมีอยู่อย่างมากมาย สิ่งที่เราจะต้องคือทำอย่างไรที่จะให้คนที่มีความเห็นต่างได้เข้ามาสู่เวทีในการต่อรองทางการเมืองได้
นายสมชาย กล่าวว่า 2.รัฐบาลชุดใหม่จะเผชิญกับรัฐอำนาจนิยมที่ถูกสร้างขึ้นจากการรัฐประหารและเพิ่มระดับของการใช้อำนาจมากขึ้นเช่นมีการออกกฎหมายที่เพิ่มอำนาจให้กองทัพมากขึ้น เราจะสร้างระบอบรัฐอำนาจนิยมซึ่งซุกอยู่ภายใต้เสรีประชาธิปไตย รัฐอำนาจนิยมหรือรัฐที่ให้อำนาจกองทัพมากขึ้นจะเกิดปัญหากับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแน่นอนปัญหาอื่นๆ เช่นปัญหาภาคใต้ก็จะแก้ได้อย่างยากลำบาก และสิ่งที่สำคัญคือปัญหาที่ 3.เรื่องรัฐธรรรมนูญปี 2550 ดึงสังคมไทยกลับไปต้นทศวรรษ 2521 ซึ่งประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว รัฐธรรมนูญ 2550 ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ และสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ต้องหันไปพึ่งระบบราชการมากขึ้น ยุคของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระบบราชการจะเป็นตัวตอบปัญหาให้ประชาชนนักการเมืองไม่ต้องตอบ เมื่อระบบราชการเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจรัฐบาลจะไม่สามารถสร้างนโยบายใหม่ ได้
นายสมชายเชื่อว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเดินตามนโยบายเก่าๆ ที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำ ซึ่งปัญหา 3 เรื่องที่ตนได้กล่าวขึ้นนี้จะทำให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นทางแก้ปัญหาให้สังคมไทยมากขึ้นหลังเลือกตั้งสังคมไทยก็จะรู้ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างกระจ่างชัด การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งหลังรัฐประการ และหลังรัฐประหารจะทำให้เกิดโครงสร้างทางการเมืองแบบใหม่ นายกรัฐมนตรีที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีบ่มิไก๊ การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนถ่ายอำนาจทหารและพันธมิตรทหารเข้ามาสู่นักการเมืองและไม่ทำให้สังคมไทยกลับมาสู่ประชาธิปไตยได้ ถ้าจะเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบอบประชาธิปไตย เราต้องทำเรื่องการปรับโครงสร้างทางการเมืองใหม่ ต้องคิดถึงการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้โครงสร้างทางการเมืองเปลี่ยน และต้องจัดการกับรัฐนิยมถ้าต้องการดึงให้สังคมไทยกลับสู่ประชาธิปไตยที่จริงจัง และตราบใดที่เรายังคิดแก้ปัญหาแบบชั่วครู่ชั่วคคราวเท่านั้นเราก็จะหายจากความป่วยชั่วครู่ชั่วคราวแล้วผลสุดท้ายเราก็จะกลับมาป่วยอย่างถาวรจนไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้.
ขณะที่นายสุธาชัย กล่าวว่า วันนี้เป็นวันครบรอบ 75 ปีของการพระราชทานรัฐธรรมนูญ ฉบับถาวรครั้งแรก ซึ่งครั้งนั้นรัฐธรรมนูญมีความหมายมากกว่าประกอบด้วย 1.หมายถึงการมีกฎหมายเป็นหลักในการปกครอง คือมีนิติรัฐ มีสัญญาประชาคม 2.มีหลักประกันว่ารัฐบาลต้องบริกหารอย่างมีกฎเกณฑ์มีการประกาศนโยบาย 3.เป็นที่มาของการประกันสิทธิของราษฎร เมื่อมีทำให้ใครละเมิดไม่ได้ 4.เป็นหลักประกันว่ากษัตริย์ต้องถูกจำกัดอำนาจ รัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่บอกการถ่วงดุลอำนาจแต่ต้องบอกลักษณะการจัดองค์กรทั้งหมดถือเป็นเรื่องใหม่ 5.เป็นสัญลักษณ์ของระบบใหม่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ
นายสุธาชัย กล่าวอีกว่า แม้ในวันนี้ความหมายจะต่างไป แต่บางสิ่งก็ยังยั่งยืนดังจะเห็นว่าแม้ทหารฉีกรัฐธรรมนูญก็ต้องมีการร่างใหม่ เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไร ทหารก็ต้องอ้างการปกครองด้วยกฎหมาย แม้ว่าเขาปกครองด้วยปืน
นายสุธาชัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตามสุดท้ายรัฐธรรมนูญถูกฉีกแล้วร่างใหม่จนถึงวันนี้ เรามีใช้ถึง 18 ฉบับ เราเป็นสถิติใช้รัฐธรรมนูญมากที่สุดในโลก ที่น่าตกใจคือทั้ง 18 ฉบับ ที่ใช้ในพระปรมาภิไธยของรัชการลที่เก้า ถึง 15 ฉบับ สถิติจึงอาจจะบอกอะไรบางประการ ประเทศที่เทียบกับเราได้คือ พม่ากับปากีสถาน เท่านั้น
ปัญหาจาก รธน. 2550 ปัญหาคือที่มาแปดเปื้อนโสโครก เกิดจากการฉีกทำลาย รัฐธรรมนูญปี2540 หลายอย่างถอยหลังลงคลองเช่นการกลับไปสู่การเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งแบบสัดส่วนซึ่งไม่สามารถสะท้อนอะไรได้ ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่แก้ปัญหาอะไร สุดท้ายก็คงลงท้ายด้วยการตั้งรัฐบาลผสม หัวหน้าพรรคทั้งหลายที่เสนอตัวก็ไม่น่าเป็นความหวัง นโยบายที่เสนอก็ไม่ชัด การเลือกตั้งจึงไม่ใช่ทางออก นายสุธาชัย กล่าว
นายสุธาชัย กล่าวว่า แม้การเลือกตั้งจะไม่ใช่ทางออก แต่มันก็จำเป็นต้องมีเพราะประชาชนทั่วไปในขณะนี้มาถึงจุดที่ว่า ดีกว่าไม่มี ความชะงักงันในรอบหนึ่งปีถือว่าพอแล้ว ชาวบ้านก็รู้ว่าเลือกแล้วไม่แก้อะไร แต่อย่างไรก็จะต้องเลือกตั้งก่อน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การรัฐประหารไม่แก้ปัญหา ปัญหาทุกวันนี้เกิดใหม่สร้างใหม่หลังรัฐประหารทั้งสิ้น รัฐบาลพระราชทานไม่ใช่ทางออกของปัญหา รัฐบาลคนดีทำงานไม่เป็นทำงานไม่ได้ นักการเมืองแม้มีปัญหาด้านจริยธรรม แต่ก็มีฝีมือมากกว่าในการแก้ปํญหา เพราะฉะนั้นคนใกล้ชิดสถาบัน ไม่ใช่ความหวังหรือคนแก้ปัญหาบ้านเมือง
รัฐประหารแก้ปัญหาไม่ได้ ทุกวันนี้ทักษิณกลับมาเป็นฮีโร่กลับมาเป็นความหวัง ผมคิดว่าหลังการเลือกตั้งต้องยอมรับว่าความพยายามสกัดกั้นการรีเทิร์นของทักษิณคงจะลำบาก ฟากหนึ่งคือพลังประชาชน แต่อีกฟากไม่ใช่ประชาธิปัตย์ แต่เป็นมิสเตอร์เอ็กซ์ เทวดาสูงสุด เราต้องยอมรับว่าดัชนีวัดการเมืองให้ดูที่พระราชดำรัส สองปีก่อนพูดเรื่องความกตัญญู ปีที่แล้วพูดเรื่องคนดี ปีนี้ย้ำเรื่องความสามัคคี มันตีความได้บางอย่าง นายทุนทุกกลุ่มตอนนี้มีความเห็นร่วมว่าหากเป็นอย่างนี้จะพาไปสู่ความหายนะ ภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา แต่นายทุนเขาไม่สนว่าประชาชนจะอยู่อย่างไร แต่พวกเขาจะอยู่ได้ด้วยความสามัคคี ดังนั้นอย่าแปลกใจว่าจะมีการสามัคคีอุ้มคนบาป เมื่อถึงวันนั้นที่ต้องรอคนที่มีหน้าตักสูงสุดจะได้เปรียบ ชนชั้นกลางจะถูกหักหลังเช่นเคย นายสุธาชัย กล่าว
นายสุธาชัย เสนอว่า รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องกรรมการขึ้นมาสะสางกฎหมายที่ออกจากคมช. และสภาชุดนี้ สภาที่มาจากการแต่งตั้งต้องคำนึงถึงบทบาทตัวเองอะไรที่กระทบสิทธิไม่ควรทำ
ชอบมีคนถามว่า เลือกใครดี หรือจะโหวดโน ผมคิดว่าการเลือกตั้งจะเลือกใครเป็นเอกสิทธิแต่หากถามผมก็ไม่ได้ตั้งธงว่าจะเลือกใคร แต่ตั้งธงว่าจะไม่เลือกใคร โดยพรรคใดที่เสนอมาตรา 7 และสนับสนุนรัฐประหารเราเลือกไม่ได้ เพราะเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย เราไม่ชอบทักษิณ แต่ต้องเรียนรู้การแก้ปัญหาแบบประชาธิปไตย แต่ใครที่สนับสนุนรัฐประหารและยังหน้าด้านสมัครในระบอบประชาธิปไตยอย่าไปเลือกพรรคพรรค์นั้นเลย นายสุธาชัย กล่าว
ด้านนายสมเกียรติ ตั้งนะโม กล่าวว่า วิธีการที่ คมช.ใช้กำจัดฝ่ายตรงข้ามเป็นกี่ใช้วิธีทางการทหาร เช่นปิดกั้นสื่อ ปิดกั้นพื้นที่ สกัดเสบียง และการจำกัดอำนาจงบ หลัง 19 ก.ย. เกิดการจัดการงานนอกสั่งใช้กฎอัยการศึก วิธีการต่างๆได้ถูกนำมาใช้ในรัฐธรรมนูญอย่างเป็นกฎหมาย โดยผ่านทางรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.หลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.ไอซีที หลายมาตรา กระทรวงไอซีทีทำเองมีการจัดการงานนอกสั่ง ละเมิดคนอื่นล้วงความลับคนอื่นด้วยตัวเอง หรืออย่างพ.ร.บ.ความมั่นคง ที่นิยามเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ขยายอุ้งเล็บอำมหิตเข้าทำร้ายศัตรู พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงไม่ใช่ความมั่นคงแห่งชาติ แต่เป็นความมั่นคงของกลุ่มทหารบางกลุ่ม พ.ร.บนี้ทำให้ทหารการเมืองมีอำนาจต่อไปในอนาคต
นายสมเกียรติ กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เรียงร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อร่างรัฐธรมนูญใหม่ทั้งฉบับเพราะเราไม่สามารถไปแกะไปคุ้ยทั้งฉบับที่มีอะไรซ่อนเอาไว้ อีกทั้งรัฐธรรมนูญปี 2550 มีที่มาไม่ชอบธรรม ดังนั้นอย่าเสียเวลาแก้ รัฐบาลที่มาจากการการเลือกตั้งต้องช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยใช้กระบวนการเดียวกับปี 2540 เราเสนอหุ้นส่วนประชาธิปไตยคือ สังคมสวัสดิการซึ่งไม่มีพรรคไหนพูด เราพร้อมจะรับอนาคตที่ไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ดังนั้นต้องสร้างการประกันให้ทุกคนมีชีวิตอยู่ภายใต้ทุนนิยม
ภายหลังการเสวนา มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ออกแถลงการณ์โดยมีเนื้อความว่า หลังการเลือกตั้งจะไม่มีหลักประกันว่าจะมีประชาธิปไตยคืนมา หลังการเลือกตั้งจะมีรัฐบาลที่ปราศจากเสถียรภาพ รัฐบาลที่ปราศจากการสนับสนุนอย่างกว้างขวางและตกอยู่ใต้กำกับของระบอบอำมาตยาธิปไตย สถาปนาอำนาจนิยมของกองทัพ ผ่านการตรากฎหมาย การแก้ปัญหาก็มีแนวโน้มอยู่ใต้กองทัพ หลายปัญหายังคงดำเนินต่อไปจึงมีข้อเสนอดังนี้ 1.การไร้น้ำยาของระบบการเมืองหลังการเลือกตั้งเนื่องจาก รธน.ปี 2550 การปฏิรูปจึงทำได้โดยร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และใช้กลไกการมีส่วนร่วมเช่นเดียวกับการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 2.ทบทวนกฎหมายที่ให้อำนาจกองทัพ และ 3.สนับสนุนนโยบายสังคมสวัสดิการ เช่นการใช้ภาษีก้าวหน้า การเก็บภาษีที่ดิน ภาษีมรดก มิใช่เพียงใช้นโยบายประชานิยมเท่านั้น และเรียกร้องให้พรรคการเมืองแสดงท่าทีให้ชัดต่อข้อเรียกร้องทั้งสามข้อ
|
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
อ่านข่าวทั้งหมดของ คม ชัด ลึก ได้ที่นี่
 |
| |
 |
|