|
|
| |
เอกชนไม่เชื่อมือ"สมัคร-มิ่งขวัญ" แนะดึงคนนอกร่วมทีมเศรษฐกิจ |
 |
|
 |
| โดย คม ชัด ลึก วัน อังคาร ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2550 00:00 น. |
|
เอกชนยังไม่มั่นใจมือเศรษฐกิจพลังประชาชนมอง "สมัคร-มิ่งขวัญ" ไม่มีผลงานชัดเจน แนะหาคนนอกที่มีฝีมือนั่งกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ หวั่น พปช.มุ่งแก้ ก.ม.นิรโทษกรรม 111 คน เป็นชนวนความวุ่นวาย ชี้หาก ปชป.ได้ตั้งรัฐบาลไม่มีปัญหา เหตุมีมือเศรษฐกิจหลายคน ด้านนายแบงก์วอนสมานฉันท์
จากผลการเลือกตั้งที่ออกมาในขณะนี้มีแนวโน้มว่าพรรคพลังประชาชน(พปช.) ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค และมีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งในมุมมองของภาคเอกชนส่วนใหญ่แล้ว ทำใจให้ยอมรับได้ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำ แต่สิ่งที่ต้องการเห็นจากรัฐบาลชุดใหม่คือ ความสมานฉันท์ และการเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าการเล่นเกมทางการเมือง
นายพรศิลป์พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล และนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีจริง ภาคเอกชนก็ยังไม่แน่ใจว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาไม่มีประวัติการเป็นผู้บริหารด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจน และแม้พรรคพลังประชาชนมีนายมิ่งขวัญเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่โดดเด่นด้านการตลาด จึงไม่กล้าฟันธง
สอดคล้องกับนายสันติวิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ระบุว่ายังไม่ทราบว่านายมิ่งขวัญมีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจอย่างไร รู้เพียงว่าเป็นอดีตผู้บริหารของโตโยต้า และอดีตผู้อำนวยการบริษัท อสมท ซึ่งการทำงานในระดับดังกล่าวทำได้ดี แต่หากเข้ามาบริหารงานระดับประเทศยังไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร อาจจะเหมือนกับเมื่อครั้งที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครั้งแรก ก็เกิดคำถามว่าจะเป็นได้หรือไม่
"ขณะนี้เอกชนต้องการทราบว่าทีมเศรษฐกิจของแกนนำที่จะจัดตั้งรัฐบาลของแต่ละพรรคมีใครบ้าง ซึ่งหากพลังประชาชนมีเพียงนายมิ่งขวัญคนเดียวอาจไม่เพียงพอ อาจต้องดึงคนนอกมาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องมั่นใจว่าคนนอกที่เข้ามาบริหารเศรษฐกิจได้ดี" นายสันติ กล่าวและว่า หากประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลคงไม่มีปัญหา เพราะมีผู้มีความรู้ด้านเศรษฐกิจหลายคน แต่ถ้าเป็นแกนนำในการตั้งรัฐบาลก็อาจมีปัญหาเรื่องความสามัคคีในพรรคร่วมรัฐบาล และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจ
ด้านนายธนิตโสรัตน์ รองเลขาธิการสายงานเศรษฐกิจสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าเอกชนต้องทำใจรับสภาพกับความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ ที่อาจต้องมาจากการผสมของหลายพรรคการเมือง และมีเวลาบริหารประเทศได้ไม่นาน อย่างมากไม่เกิน 1 ปีเท่านั้น ดังนั้น ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลภาคเอกชนก็ยอมรับได้
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เอกชนต้องการคือ ให้รัฐบาลใหม่ตั้งทีมเศรษฐกิจ โดยการดึงบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ เข้าใจปัญหาเศรษฐกิจ และเป็นที่ยอมรับของนักลงทุนทั้งในและต่างชาติเข้ามาร่วมเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญๆ อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้สามารถบริหารงานและแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่บอบช้ำมาตลอด 2 ปี โดยเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน และดูแลเศรษฐกิจได้ดีกว่าคนที่มาจากการเลือกตั้ง
"เชื่อว่าการที่รัฐบาลผสมจะทำให้ผู้นำรัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการประสานประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าที่จะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หากปล่อยให้เป็นเช่นนั้นเศรษฐกิจประเทศจะยิ่งวิกฤติหนัก หลังจากอยู่ในช่วงตกต่ำสุดมาแล้ว" นายธนิต กล่าว
ทั้งนี้รัฐบาลใหม่ควรจะสานนโยบายของรัฐเดิมที่เห็นว่ามีประโยชน์กับประเทศ โดยเฉพาะการกระตุ้นการลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงานและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ในส่วนของการลงทุนควรจะให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 0.2-0.25% เป็น 5-6% และขอให้การดำเนินนโยบายประชานิยมที่ทุกพรรคการเมืองได้หาเสียงไว้ และต้องทำให้เร็ว เพราะภารกิจเร่งด่วนขณะนี้คือกระตุ้นการบริโภคในประเทศ อัดฉีดเม็ดเงินลงสู่รากหญ้า เศรษฐกิจของประเทศจึงจะฟื้นได้เร็วขึ้น
ขณะที่นายกงกฤชหิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศ (สทท.) ให้ความเห็นว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ พรรคพลังประชาชนไม่มีการกำหนดทิศทางการพัฒนาการเมืองไปสู่ความสมานฉันท์ ทั้งที่เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่เปราะบางมากที่สุดในขณะนี้ และจะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้ การประกาศของนายสมัครที่จะเสนอแก้กฎหมายเพื่อให้นิรโทษกรรมแก่นักการเมือง 111 คน อาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองได้อีกครั้ง เพราะกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยจะออกมาชุมนุมประท้วง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น เนื่องจากทุกคนเฝ้ารอรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ
ด้านนายชาติชายพยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในส่วนของภาคเอกชนต้องการเห็นรัฐบาลใหม่มีนโยบายในเรื่องการสร้างความสมานฉันท์เป็นอันดับแรก ทั้งระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาล หรือ คมช.และรัฐบาลเก่าซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์ประเทศดีขึ้น ช่วยฟื้นการลงทุนให้กลับมาได้ และยังไม่อยากเห็นการใช้นโยบายประชานิยมในขณะนี้ แต่ต้องเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมา โดยเฉพาะการสนับสนุนการลงทุนเอกชนหรือโครงการก่อสร้างระบบการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ เนื่องจากราคาน้ำมันเป็นต้นทุนที่สำคัญในขณะนี้
หากลงทุนหลายเส้นทางก็จะช่วยได้ในอนาคตส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการนิรโทษกรรมบ้านเลขที่ 111 ก็จะทำให้ยุ่ง ควรหันมามองมุมเศรษฐกิจที่ประชาชนต้องการ เริ่มได้ที่ความสมานฉันท์ หันหน้ามาจับมือกันหรือมีคนกลางมาคุยเพื่อปรับทัศนคติสร้างความสงบให้ประเทศ นายชาติชาย กล่าว
นายการุณเลาหรัชตนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพาณิชย์ลีสซิ่ง กล่าวว่า โดยความเห็นส่วนตัวอยากได้พรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาบริหารประเทศสักพักหนึ่ง แต่เนื่องจากพลังประชาชนแรงมากในต่างจังหวัด ทำให้ต้องรอให้พลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลก่อน และหากเป็นที่ยอมรับของประชาชนแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนในแง่ของภาคธุรกิจระยะสั้นจะต้องรอให้จัดตั้งรัฐบาลก่อน ขณะที่ระยะยาวต้องดูว่า ใครจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง เพราะในปี 2551 จะมีปัญหาต่อเนื่องจากปีนี้โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ยังปรับสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายภาคประชาชนเพิ่มขึ้น เช่น ค่าทางด่วน รวมทั้งปัญหาซับไพรม์ในสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่จบ
การที่พลังประชาชนได้เป็นแกนนำครั้งนี้โดยส่วนตัวหวั่นว่าจะมีการชุมนุมคัดค้านเกิดอีกครั้งหรือไม่ แต่ในแง่ผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ อาจจะทำให้ดัชนีซึมๆ เพราะจริงๆ แล้วไม่มีทีมเศรษฐกิจ หรือผู้ที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคลัง อุตสาหกรรม เกษตรฯ คมนาคม พาณิชย์ ดังนั้นการมาเป็นรัฐบาลของพลังประชาชนดูแล้วค่อนข้างเหนื่อย จำเป็นต้องเชิญคนภายนอกเข้ามาเป็นรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงการคลังที่มีความสำคัญมากในขณะนี้ นายการุณ ระบุ
ส่วนม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แม้รัฐบาลชุดใหม่จะเป็นรัฐบาลผสม ก็ไม่กังวลเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะขึ้นอยู่กับความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่รัฐบาลใหม่ต้องดูแลภาคเศรษฐกิจ โดยเร่งกระตุ้นการลงทุนในประเทศ ทั้งภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐ เนื่องจากตลอดเวลา 15 เดือนที่ผ่านมา ไม่ได้มีการลงทุนเพิ่มเติมเลย ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนก็มีความสำคัญ เพราะจะมาช่วยชดเชยการส่งออกที่คาดว่าปี 2551 จะขยายตัวลดลง
ทั้งนี้สิ่งสำคัญคือนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่ต้องกล้าตัดสินใจเร่งเดินหน้าโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และการลงทุนในโครงการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 11 โครงการ หากนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลใหม่กล้าตัดสินใจ เศรษฐกิจไทยในปี 2551 ก็มีโอกาสเติบโตใกล้เคียงกับปีนี้ที่ร้อยละ 4.5-5
นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องดูแลราคาพืชผลทางการเกษตร อย่าให้ราคาสินค้าเกษตรตก เพราะภาคการเกษตรมีความสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นเดียวกับภาคการส่งออกและการลงทุน ซึ่งทั้งหมดเป็นการบ้านที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องพิสูจน์ว่าจะขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจในอนาคตอย่างไร
|
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
อ่านข่าวทั้งหมดของ คม ชัด ลึก ได้ที่นี่
 |
| |
 |
|