|
|
| |
'ทักษิณ'ต่อสาย'จิ๋ว'เคลียร์เปรม! ล็อก3พรรคเล็กตั้งรัฐบาล |
|
|
 |
| โดย ไทยโพสต์ วัน อังคาร ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2550 06:45 น. |
|
'รัฐบาลซอมบี้นอมินี' ตั้งได้แล้ว 'หมัก'ตีปีกเก้าอี้นายกฯ แค่เอื้อม เปิดสูตรรัฐบาล 253 เสียง พลังประชาชนจับ 3พรรคเล็ก 'มัชฌิมาฯ-รวมใจไทยฯ-ประชาราช' เป็นตัวประกัน ล่อเพื่อแผ่นดินเสียบเพิ่มอีก 25 เสียง เพิ่มความแข็งเกร่ง ลอยแพชาติไทยเป็นฝ่ายค้านร่วมกับประชาธิปัตย์ แต่บ้านวัฒนายังคึกคัก 'บรรหาร-สุวิทย์' นำทีมแกนนำชาติไทย-เพื่อแผ่นดิน จับกลุ่มหารือเครียดหลังอำนาจต่อรองหล่นวูบ แฉเสียงแตก คาดอาจมีวิกฤติ 'งูเห่า' ภาค 2 หึ่ง! 'ทักษิณ' ต่อสายตรง 'จิ๋ว' ช่วยรับบทโซ่ข้อกลางเจรจา 'ป๋าเปรม' สัญญาสมานฉันท์ ยกเก้าอี้ รมว.กลาโหมให้ คมช.
ตลอดทั้งวันที่ 24 ธันวาคม 2550 มีความเคลื่อนไหวเพื่อจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลกันอย่างคึกคัก แม้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ได้คะแนนเสียงมาเป็นลำดับที่ 1 จะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านพักซอยนวมินทร์ 81 ก็ตาม
หัวหน้าพรรคพลังประชาชนสร้างความประหลาดใจให้กับพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วยการให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ยอมรับว่าข่าวที่สำนักข่าวเอพีรายงานว่าพรรคพลังประชาชนได้ทาบทามพรรคการเมือง 2 พรรคเข้าร่วมรัฐบาลเป็นความจริง
นายสมัครไม่บอกกับซีเอ็นเอ็นว่าเป็นพรรคไหน แต่ยืนยันว่ามีคะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่งแล้ว และจะเจรจาติดต่อพรรคการเมืองเข้าร่วมรัฐบาลอีก 2 พรรค เพื่อให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น และจะประกาศพร้อมกัน
หัวหน้าพรรคพลังประชาชนยืนยันกับซีเอ็นเอ็นด้วยว่า พรรคพลังประชาชนจะจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน ซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่มีเสียงข้างมากเป็นอันดับ 1 และตอนนี้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว
ซีเอ็นเอ็นได้ถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะตั้งรัฐบาลหากพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ หัวหน้าพรรคพลังประชาชนตอบว่า เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ ก็แล้วแต่จะคิด แต่ถ้าใครอยากรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังให้ไปคิดดู
อีกคนที่ยืนยันว่าพรรคพลังประชาชนสามารถตั้งรัฐบาลได้แล้วคือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค โดยเปิดแถลงข่าวที่ทำการพรรคว่า หลังนายสมัครประกาศเชิญชวนทุกพรรคการเมืองมาร่วมตั้งรัฐบาล ขณะนี้มีพรรคการเมืองตอบรับแล้ว และคะแนนเสียง ส.ส.อย่างไม่เป็นทางการก็เกินกึ่งหนึ่ง
"หากไม่ขัดข้องพรรคพลังประชาชนจะจัดตั้งรัฐบาลแน่ รอเพียง กกต.รับรองผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 มกราคม เมื่อ กกต.รับรองก็ประกาศตั้งรัฐบาล" นพ.สุรพงษ์กล่าว และว่านายสมัครจะเป็นนายกฯ แน่นอน
เลขาธิการพรรคพลังประชาชนไม่บอกจำนวนพรรค แต่ยืนยันว่าจำนวน ส.ส.เกินกึ่งหนึ่ง และทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ ซึ่งประมาณ 280-300 เสียง ส่วนข่าวลือที่มีการบอกว่าพรรคพลังประชาชนอาจโดนใบเหลืองใบแดงนั้น พรรคพลังประชาชนเชื่อมั่นว่า กกต.จะทำหน้าที่อย่างเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมา กกต.พยายามจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์และเป็นธรรม ต้องปล่อยให้ กกต.ทำให้จบกระบวนการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคชาติไทยมีโอกาสที่จะมาร่วมกับพรรคพลังประชาชนหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ตอบว่า เราพร้อมจับมือกับทุกพรรคโดยไม่คำนึงถึงท่าทีที่มีต่อกันในอดีต แต่ถ้าเห็นว่ามีปัญหาก็ต้องร่วมฝ่าวิกฤติแล้วมองไปที่อนาคต
ซักว่าพรรคเคยเสนอหากเป็นรัฐบาลจะนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน และยุบ คตส. นพ.สุรพงษ์ปฏิเสธว่า ไม่ใช่นโยบายสำคัญของพรรค เรื่องนี้รอกันได้ อีกทั้ง คตส.กำลังหมดวาระในเดือนมิถุนายน 2551 ส่วนปัญหานิรโทษกรรมไม่ใช่ปัญหาหลักของประเทศ ณ วันนี้
ถามว่าเสถียรภาพของรัฐบาลร่วมจะยืนระยะยาวได้ขนาดไหน เลขาธิการพรรคพลังประชาชนกล่าวว่า ในอนาคตนอกจากจำนวน ส.ส.ที่มีความเหมาะสม ต้องดูผลงานในช่วงสั้นๆ ของรัฐบาลด้วย เพราะในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ช่วงที่เรียกว่า Honeymoon Period (ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์) ก็ไม่นานนัก ผลงาน 3 เดือนต้องเห็นผล
นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ระหว่างนี้พรรคจะยังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรเป็นพิเศษ แต่เบื้องต้นจะพูดคุยถึงแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลใน 3 ประเด็นหลัก 1.การนำความปรองดองมาสู่ประเทศชาติ 2.นำความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ประเทศ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยรวมทั้งฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3.วางแผนพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะให้แกนนำพรรคมาร่วมหารือก่อนที่จะมีการตั้ง ครม.ชุดใหม่
ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจคือ 1.โรดโชว์ โดยเชิญผู้กำกับนโยบายทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมทำงานเพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับคืน 2.ยกเลิกมาตรการกันเงินสำรองระหว่างประเทศ 30% เพื่อให้ค่าเงินบาทเป็นไปตามกลไกเศรษฐกิจไทยและของโลก 3.อัดฉีดเงินให้กลุ่มรากหญ้าและเอสเอ็มอี 4.การกระตุ้นการท่องเที่ยว 5.ปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนและธุรกิจ 6.ปรับเงินเดือนข้าราชการให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ
ยังปักใจถูกโกงใน กทม.
อย่างไรก็ตาม นพ.สุรพงษ์เชื่อว่าถูกโกงเลือกตั้งในพื้นที่ กทม. โดยอ้างว่าพบความผิดปกติในวันเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 15-16 ธันวาคม ที่สวนทางกับการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคมอย่างชัดเจน ซึ่งพรรคกำลังรวบรวมข้อมูลต่างๆ อยู่ คำถามของเราคือ วันนี้คน กทม.คิดอย่างไรกับเราในทางที่เป็นจริง และจากผลที่ปรากฏในวันเลือกตั้งจริง พรรคพลังประชาชนมีคะแนนสูงกว่าในวันเลือกตั้งล่วงหน้าอย่างมาก ทางพรรคจึงตั้งข้อสังเกตในการปิดหีบบัตร
ซักว่าเมื่อคืนวันอาทิตย์ นายจักรภพ เพ็ญแข ประธานคณะทำงานด้านต่างประเทศพรรคพลังประชาชน ใช้เวทีแถลงข่าวของพรรคกล่าวหา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พรรคจะดำเนินการสอบสวนอย่างไรหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ตอบว่า เราก็ต้องแก้ปัญหาบนเวทีแถลงข่าว หากจะขึ้นมาแถลงบนเวทีของพรรคก็จะต้องเห็นชอบ
จากกรณีที่นายจักรภพออกมาระบุว่า มีการเรียกนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เข้าไปในบ้านสี่เสาเทเวศร์นั้น แหล่งข่าวใกล้ชิด พล.อ.เปรมเปิดเผยว่า ช่วงนั้น พล.อ.เปรมได้ดูการสัมภาษณ์ของนายจักรภพพอดี ซึ่ง พล.อ.เปรมไม่พอใจเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม คืนดังกล่าวนายบรรหาร พร้อมด้วย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้เดินทางไปหารือร่วมกับแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่บ้านพักย่านพัฒนาการ 20 ของนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มีบรรดาแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินหารืออยู่ก่อนแล้ว อาทิ นายสุวิทย์, นายพินิจ จารุสมบัติ, นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ, นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ, พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ก่อนที่นายบรรหารจะเปิดแถลงข่าวจับขั้วกันระหว่างพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน
แหล่งข่าวพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาเปิดเผยว่า ช่วงเวลาเดียวกัน พล.ต.สนั่นได้โทรศัพท์ติดต่อมายังนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยฯ ให้ไปร่วมหารือและรับประทานอาหารร่วมกันระหว่างพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน แต่ปรากฏว่าเมื่อนายประดิษฐ์เดินทางไปถึงพบว่ามีสื่อมวลชนจำนวนมากมารอทำข่าว ทำให้นายประดิษฐ์ตัดสินใจเดินทางกลับไม่เข้าไปร่วมหารือด้วย
ทั้งนี้ พล.ต.สนั่นต้องการให้นายประดิษฐ์มาร่วมแถลงข่าวจับมือร่วมกัน 3 พรรค ซึ่งการจับมือกันครั้งนี้ เพื่อต่อรองในการร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองร่วมกับพรรคพลังประชาชน หรือร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า พรรคชาติไทยต่อรองพรรคประชาธิปัตย์ขอดูแลกระทรวงเกรดเอ คือ กระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรฯ ขณะที่พรรคเพื่อแผ่นดินขอดูแลกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ตลอดทั้งวันนายประดิษฐ์เดินทางเข้า-ออกพรรคหลายรอบมาก อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวใกล้ชิดนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้เดินทางออกจากบ้านพักย่านคลองตันตั้งแต่เวลา 10.00 น.
หึ่ง! "แม้ว" ให้ "จิ๋ว" เคลียร์ "ป๋า"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันยังมีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์ถึง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ขอให้ประสานงานไปยัง พล.อ.เปรม เพื่อเจรจาและหาข้อยุติในการเปิดทางให้พรรคพลังประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล และแสดงเจตนารมณ์สมานฉันท์
แหล่งข่าวระบุว่า มีเพียงคนใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้นที่ได้โทรศัพท์มาหา พล.อ.ชวลิต และบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะโทรศัพท์ติดต่อมาในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ โดยไม่ได้ระบุว่าจะโทรศัพท์มาหาในเรื่องใด
มีกระแสข่าวด้วยว่า มีความพยายามในการเสนอเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมให้กับ คมช.เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะไม่แตะกองทัพ โดยมีชื่อ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม อยู่ในชื่อดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวใน คมช.ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง และเชื่อว่าข่าวดังกล่าวต้องการให้เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะเจรจากับพรรคเพื่อแผ่นดินให้เข้าร่วมรัฐบาลด้วย เพื่อให้เสียงของรัฐบาลมากพอในการทำงานสภาโดยไม่เสี่ยงมากเกินไป คาดว่าวันอังคารนี้จะมีความชัดเจนในระดับหนึ่ง
แหล่งข่าวในพรรคพลังประชาชนอ้างว่า มีการตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลจากพรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคประชาราช และพรรคมัชฌิมาธิปไตยแล้ว
ทั้งนี้ มีรายงานว่าเมื่อคืนวันอาทิตย์ 3 พรรคเล็กนี้ได้หารือกัน โดยมีแกนนำพรรคพลังประชาชน และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ประสานมาทางนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมาธิปไตย เพื่อให้มาหารือร่วมกับนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ส่วนทาง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ได้ประสานนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราชอีกครั้ง ในการมาร่วมกลุ่มของพรรคเล็ก โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า กลุ่ม 21 เพื่อร่วมมือกันดำเนินกิจการทางการเมืองต่อไป
จนล่าสุดเช้าวันจันทร์ ทางพรรคเล็กคุยกันเรียบร้อยแล้วว่าประกาศจับมือกันเพื่อไปร่วมกับพรรคพลังประชาชน จะทำให้เป็นพรรคที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ด้วยคะแนนเสียง 253 เสียง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่รวมกันจะมีเสียงแค่ 227 เสียง ซึ่งยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทางพรรคพลังประชาชนจะเจรจากับนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มีเสียงอีก 25 เสียง ให้มาร่วมกลุ่มกันในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ จะเป็นการโดดเดี่ยวพรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทย
ข่าวดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนัดรวมตัวหารือกันที่ที่ทำการพรรค นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ไม่เชื่อ เพราะเชื่อว่าแต่ละพรรควันนี้ถ้าจะตัดสินใจอะไรก็ต้องอยู่ที่คะแนนสุดท้ายคือวันที่ กกต.ประกาศรับรองหรือไม่รับรอง ส.ส. ซึ่งคิดว่าคงอีกหลายวัน
นายสุเทพบอกว่า จะเห็นชัดเจนได้ก็ต่อเมื่อหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคมานั่งแถลงข่าวร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ตนคงไม่ไปสอบถามยังพรรคการเมืองเหล่านั้น เพราะยังไม่มีหน้าที่ต้องทำอะไร แต่รอดูจนวันที่พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาล แล้วค่อยมาพูดคุยกับพรรคการเมืองอื่นๆ
ปชป.เพ้อ "มันไม่จริง"
เมื่อถามว่าทำไมมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะตั้งรัฐบาลได้ นายสุเทพกล่าวว่า จนถึงวันนี้ ขณะนี้ ตนยังเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องจริง ลองสมมติตัวเองว่าถ้าเป็นผู้บริหารพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ขณะที่ยังไม่แน่ใจว่าคะแนนทั้งหมดจะได้เท่าไหร่ เพราะ กกต.ยังไม่รับรอง ตนก็คงไม่รีบผลีผลาม เพราะวันนี้มี 2 ทาง คือ พรรคพลังประชาชนเป็นฝ่ายค้าน หรือไม่ก็พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว
"ถ้าเราตื่นเต้นวิ่งไปตามคะแนนพวกนี้คงกลุ้มใจตายกว่าจะถึงเวลา ก็รอดูคะแนนสุดท้ายก็แล้วกัน เพราะถึงอย่างไร กกต.ก็ต้องประกาศคะแนนสุดท้ายออกมาว่าได้ผ่านการตรวจสอบแล้วรับรองหรือไม่รับรองการเลือกตั้งของจังหวัดนี้จังหวัดนั้น เมื่อนั้นถึงจะรู้ บางทีพลังประชาชนที่มี 230 เสียงอาจจะเหลือ 195 ก็ได้ หรือพรรคประชาธิปัตย์อาจจะเพิ่มขึ้นหรืออาจจะลดลงก็ได้"
นายสุเทพยืนยันว่า ถ้าวันไหนเห็นชัดเจนว่านายสมัครไม่สามารถรวมเสียงเป็นเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลได้ พวกตนก็จะประกาศว่าต่อไปนี้พรรคประชาธิปัตย์จะทำงานแล้วนะ ตนไม่ทราบว่านายสมัครปล่อยข่าวมีเป้าหมายอะไร บางทีอาจจะคล้ายๆ แสดงให้เห็นว่าชัดเจนแล้วแน่นอนแล้ว ถ้าใครมาช้าเดี๋ยวตกรถ ตนไม่ทราบจริงๆ เดาใจไม่ได้
ถามว่าคุยกับนายบรรหารบ้างหรือไม่ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เปรียบเทียบให้ฟังว่า เราเห็นหญิงสาวคนหนึ่งอยู่มาตั้งนานแล้ว เคยรักชอบกันมา อยู่ๆ มีชายหนุ่มเขายกขันหมากมาสู่ขอ อยู่ๆ เราจะไปขวางขันหมากเขาได้อย่างไร เอาไว้ให้เขาปฏิเสธขันหมากก่อนเราค่อยยกขันหมากเราไป เราต้องมีมารยาทบ้าง
เช้าวันเดียวกันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคยังไม่ได้ติดต่อกับใคร เพราะฟังจากการแถลงของนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย น่าจะเป็นในลักษณะที่ว่าเขาคงจะไปปรึกษาหารือกันก่อนกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งต้องรอให้ทางพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ใช่พรรคพลังประชาชนแถลงอย่างเป็นทางการก่อน พรรคประชาธิปัตย์ถึงจะเคลื่อนไหว เพราะตนพูดชัดเจนแล้วว่า ทางหัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้ประกาศเชิญชวนพรรคการเมืองต่างๆ เราก็ต้องรอดูว่ามีการตอบรับหรือไม่
"ถ้า 3 พรรคออกมาแถลงว่าไม่ร่วมกับพรรคพลังประชาชนแน่นอน ผมเข้าใจว่าพรรคพลังประชาชนจะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะตัวเลขไม่ถึง หากเป็นอย่างนั้นทางพรรคประชาธิปัตย์ก็จะมีการพูดคุยกัน"
นายอภิสิทธิ์ยังยืนยันว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะเข้าไปดูแลกระทรวงศึกษาธิการ เพราะถือว่าสิ่งที่ได้บอกกับประชาชน และถือว่าคำพูดกับประชาชนนั้นสำคัญ แต่ขณะนี้เร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องดังกล่าว เพราะยังไม่ทราบท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ
การออกมายืนยันของแกนนำพรรคพลังประชาชนว่าจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กถูกจับตามองมากที่สุด ที่พรรคชาติไทย นายบรรหารเห็นกลุ่มผู้สื่อข่าวจำนวนมากดักรอที่ที่ทำการพรรค ก็ขอความเห็นใจทันที โดยบอกว่า ยังไม่มีข้อมูลอะไร เพราะเมื่อคืนนอนตี 2 ตี 3 เพิ่งตื่นมาเมื่อ 10.00 น. ข้อมูลจึงยังไม่มี และไม่มีอะไรคืบหน้าไปกว่านั้น เพราะการประสานงานไม่ใช่ง่ายๆ ไม่ใช่ว่าใครต่อใครจะตอบตกลงได้ มันต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบ ดังนั้นการจัดตั้งรัฐบาลมันจึงไม่ง่าย บางทีเกือบ 15 วันจึงจะเสร็จในการรวบรวมพรรค
นายบรรหารปฏิเสธว่า ไม่ทราบนายสมัครติดต่อมาหรือไม่ และยังไม่มีพรรคพลังประชาชนมาเชิญ น้องๆ คงต้องมาลงการเมืองกับตนแล้วไปด้วยกัน จะได้รู้ว่าอะไรหนักหรือไม่หนัก มันตอบยาก ไม่ง่าย
ซักว่ามีกระแสข่าวพรรคพลังประชาชนจะไม่เชิญพรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน นายบรรหารตอบว่า ก็ไม่เป็นไร ก็ไปชวนใครซิ นี่เป็นการตั้งคำถามของสื่อมวลชนเองนะ อย่างนี้มีการตั้งคำถามให้ชนกัน ซึ่งตนไม่มีความเห็น
"บรรหาร" นึกย้อนสัตยาบัน
ถามว่าทำงานร่วมกับนายสมัครได้หรือไม่ หัวหน้าพรรคชาติไทยตอบว่า เอ๊ะ..ไม่ทราบนะ คืออยากให้ย้อนนึกไปถึงตอนที่เราจะทำสัญญาสัตยาบันรวมกัน 4 พรรค และเชิญทางโน้นมา โดยเชิญให้เราไปที่รัฐสภา เราก็ไม่ลงนาม ซึ่งคราวนี้ก็มาในรูปแบบเดียวกัน เอาแค่นี้พอ การตัดสินใจอะไรต้องคำนึงถึงบ้านเมืองเป็นหลัก และความถูกต้องก็ถือเป็นสำคัญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้นนายบรรหารเดินทางไปที่โรงพยาบาลพร้อมมิตร ย่านสุขุมวิท เพื่อตรวจเช็กร่างกาย ซึ่งทราบภายหลังเป็นการตรวจเช็กในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยก่อนหน้านี้ นายบรรหารเคยเปรยไว้ว่า หลังเลือกตั้งจะไปตรวจเช็กร่างกาย เนื่องจากในช่วงที่หาเสียงที่ผ่านมาได้ตกน้ำครำที่เขตดอนเมือง
สำหรับพรรคอันดับ 4 คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน มีความเห็นแตกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งที่นำโดยนายสุวิทย์ คุณกิตติ นายพินิจ จารุสมบัติ และนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ เห็นว่าพรรคควรตัดสินใจทางการเมืองเพื่อไปรวมกับพรรคพลังประชาชน ในทิศทางที่คนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการ และเห็นควรให้เร่งแสดงท่าทีตอบรับการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน เพราะไม่ไว้วางใจในท่าทีของพรรคชาติไทย ที่นายบรรหารเดินเกมต่อรองชั้นเชิงเหนือกว่า
ขณะที่อีกฝ่ายนำโดยนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย และนายวัฒนา อัศวเหม คัดค้านว่ายังไม่ควรตัดสินใจเข้าร่วมกับพลังประชาชนจนกว่าจะทราบผลใบแดงใบเหลือง ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงตัวเลข ส.ส.หลายสิบที่นั่ง และเห็นว่าพรรคควรจับมือกับพรรคชาติไทยเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมือง เพราะมองถึงความเป็นไปได้ที่จะจับขั้วกับพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาลได้เช่นกัน
ในช่วงเที่ยงของวันจันทร์ มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มหนึ่งที่เป็นกรรมการบริหารพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ร้านอาหารอิตาเลียน หลังสวน ถ.เพลินจิต โดยนายสุรเกียรติ์ได้นัดรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับ นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ นายวชิระมณฑ์ คุณะเกษมธนาวัฒน์ และนายภัทรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ รวมทั้งปรึกษาหารือในเรื่องดังกล่าวด้วย โดยเบื้องต้นเห็นว่าทางกลุ่มไม่สามารถเข้าร่วมทำงานกับพรรคพลังประชาชนได้ เนื่องจากแนวทางการทำงานของพรรคพลังประชาชนไม่สอดคล้องกับนโยบายพรรคคือความสมานฉันท์
มีรายงานว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคซึ่งสอบตกเตรียมแถลงข่าวในวันอังคารถึงท่าทีในการเข้าร่วมรัฐบาลด้วย
นายวัชระ พรรณเชษฐ์ เลขาธิการพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า เวลานี้ยังไม่มีข้อยุติใดๆ คาดว่าในวันที่ 25 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันนัดประชุมกรรมการบริหารพรรคและว่าที่ ส.ส.เพื่อหารือถึงทิศทางการเมืองและหาข้อสรุปร่วมกัน น่าจะมีความคืบหน้าอีกระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าขณะนี้สมการการเมืองเป็นไปได้ทั้งนั้น พรรคเองก็ตอบรับอย่างไม่เป็นทางการกับทุกพรรค เพราะทุกคนก็เพื่อนกันทั้งนั้น
ที่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรค และ ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค ร่วมกันแถลงท่าทีของพรรคในการจัดตั้งรัฐบาล โดยนายประดิษฐ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับพรรคใหญ่และพรรคขนาดกลางเจรจากันก่อน เราเป็นพรรคเล็กที่ไม่ได้อยู่ในสถานภาพที่จะต่อรองหรือเรียกร้องอะไรได้ ถ้าพรรคใหญ่เห็นว่าเราจะร่วมงานกันได้ก็คงประสานมา
"ไม่ว่าจะเลือกขั้วใดก็ตาม พรรครวมใจไทยฯ ก็จะไม่สร้างปัญหา แต่ต้องแก้ปัญหาให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ เพราะหลังการเลือกตั้งยิ่งเป็นที่จับตามองของประชาชนที่ไม่อยากให้บ้านเมืองติดขัดปัญหาที่เป็นมายาวนาน"
นายประดิษฐ์บอกว่า ถ้าเห็นว่าพรรคเรามีประโยชน์อยู่บ้าง เขาก็จะเรียกไปเอง ส่วนพรรคขนาดกลางอย่างชาติไทยและเพื่อแผ่นดินที่ประกาศจับมือกันไปแล้วนั้น ก็ต้องรอให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ ถ้าเปรียบแล้วก็เหมือนกับเรานั่งอยู่ในตู้กระจก รอว่าใครจะมาเลือกหรือไม่อย่างไร
ด้าน ร.ต.ประพาส กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ใหญ่ในพรรคกำลังติดตามอยู่ว่าตัวเลขผลคะแนนจะสรุปออกมาอย่างไร หลังจากนั้นจึงจะมอบหมายให้ตนกับเลขาธิการพรรคไปดำเนินการเจรจาต่อไป ถ้าจะมีพรรคใดมาขอ ก็อยากให้พรรครวมใจไทยฯ เป็นเจ้าสาวที่มีศักดิ์ศรีบ้าง
แกนนำ 2 พรรคหารือเครียด
อย่างไรก็ตาม ช่วงค่ำมีแกนนำพรรคชาติไทยประกอบด้วย นายบรรหาร พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน อาทิ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ หารือร่วมกันอย่างเคร่งเครียดที่บ้านพักนายวัฒนา เนื่องจากอำนาจต่อรองได้เปลี่ยนไปแล้ว หากทั้งสองพรรคไม่เลือกร่วมรัฐบาล โอกาสเป็นฝ่ายค้านสูง
จากนั้นเวลา 20.30 น. นายบรรหารและนายสุวิทย์ พร้อมนายวัฒนา พล.ต.สนั่น นายสมศักดิ์ และ พล.ต.อ.ประชา ร่วมแถลง โดยนายบรรหารกล่าวว่า ทั้งสองพรรคได้หารือวิเคราะห์เหตุการณ์การเมืองโดยเห็นตรงกันว่า ตัวเลข ส.ส.ยังไม่นิ่ง เพราะ กกต.จะรับรองวันที่ 25 ธ.ค. ขณะที่ตัวเลขของ ส.ส.ของพรรคชาติไทยและรวมใจไทยชาติพัฒนาลดลงอีกพรรคละ 2 คน ไปเพิ่มให้พรรคพลังประชาชน รวมถึงการที่ กกต.จะออกใบเหลืองใบแดงในสัปดาห์นี้จึงต้องรอดูต่อไป
นายบรรหารยืนยันว่าทั้งสองพรรคยังยืนยันอย่างมั่นคงว่า จะร่วมเดินไปด้วยกัน โดยยึดมั่นชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมถึงความปรองดองสมานฉันท์ของชาติเป็นหลัก โดยให้พาชาติไปได้ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะใช้เวลาอีกนานหรือไม่ นายบรรหารตอบว่า คงในไม่ช้า ใช้เวลาอีกราว 10 วัน คงไม่ช้าไป
ขณะที่นายสุวิทย์กล่าวเสริมว่า สิ่งสำคัญต้องการความเรียบร้อยสามัคคี เพื่อให้การเมืองเดินไปได้ หากการเมืองไม่นิ่ง ก็จะกระทบถึงปัญหาความเชื่อมั่น ถ้ารัฐบาลที่ตั้งขึ้นมั่นคงจะเดินไปได้ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน ซึ่งถ้าการเมืองยังไม่เรียบร้อยชัดเจนก็ต้องรอ
เมื่อถามต่อว่า พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินได้รับการเชื้อเชิญจากพรรคพลังประชาชนแล้วหรือ ติดขัดอยู่ที่นายสุรเกียรติ์ใช่หรือไม่ นายสุวิทย์ตอบว่า ไม่เกี่ยวกัน ท่านติดอยู่ใน 111 คน ไม่เกี่ยวกัน อีกทั้งกฎหมายพรรคการเมืองก็ห้ามไม่ให้มาเกี่ยวข้องกับการเมือง จึงอย่าหยิบยกเรื่องนี้มา เพราะจะเกิดปัญหาการตีความและกระทบต่อท่าน
ซักว่าที่นายบรรหารระบุว่าการพาชาติไปด้วยจะคิดถึงพรรคพลังประชาชนเป็นลำดับแรกใช่หรือไม่ เพราะถ้ารวมกับพรรคการเมืองอื่นเสียงจะปริ่มน้ำ การบริหารงานจะลำบาก นายสุวิทย์ยอมรับว่า สิ่งที่เราคิดถึงคือหลักการของระบอบประชาธิปไตย และอย่างที่นายบรรหารได้บอกไปแล้ว ว่าตัวเลข ส.ส.เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่เราจะพิจารณากัน เพราะถ้าการเมืองไม่มั่นคง ก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้ จึงต้องดูในเรื่องนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่นายสมัครเชิญทางทีวีถือว่าไม่เหมาะสม นายบรรหารตอบว่า ถ้าตนเองพูดไปก็จะหาว่าไปต่อว่าเขา การเชิญต้องมีรูปแบบของการเชิญ และต้องเชิญให้ถูกต้องด้วย ส่วนเชิญแล้วจะไปหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การตั้งรัฐบาลเขาเชิญใต้ดินกันก็ได้ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการเชิญ
เมื่อถามว่า ได้มีการเชิญพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาไปแล้ว ผลออกมาเป็นอย่างไร นายบรรหารกล่าวว่า ขณะนี้ตนยังไม่ทราบ ต้องไปถามพรรครวมใจไทยเอาเอง เพราะเราทาบทามไปแล้ว แต่ท่านยังไม่ตอบกลับมา
ซักว่าแล้วเหตุใดถึงยังไม่ได้ตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาล นายบรรหารย้อนผู้สื่อข่าวว่า แล้วอีกฝ่ายมั่นคงแล้วหรือ คุณรับรองได้หรือว่าจะไม่เกิดความวุ่นวายในชาติ
ถามว่า ความหวังที่พรรคประชาธิปัตย์จะตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชาชนยังมีอยู่หรือไม่ หัวหน้าพรรคชาติไทยตอบว่า ต้องขึ้นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์จะรวบรวมเสียงได้เท่าไหร่ เพราะเราบอกไปแล้วว่าพรรคที่ 1 ต้องรวบรวมเสียง ถ้าไม่ได้เกินกึ่งหนึ่งต้องให้พรรคที่ได้ที่ 2 รวบรวมเสียงต่อไป
รายงานข่าวจากพรรคเพื่อแผ่นดินแจ้งว่า บรรยากาศการหารือที่บ้านพักของนายวัฒนาเป็นไปอย่างเคร่งเครียด ซึ่งหัวข้อในการหารือครั้งนี้คือ จะยอมไปร่วมกับพรรคพลังประชาชนหรือไม่ ซึ่งในพรรคเพื่อแผ่นดินขณะนี้ได้เสียงแตกออกเป็น 2 ฝ่าย โดยนายสุวิทย์ นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ และนายสุชาติ ตันเจริญ ต้องการที่จะเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชน แต่นายสุรเกียรติ์และนายวัฒนาไม่ต้องการที่จะเข้าร่วม ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ผู้สมัคร ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่ม 7 พรรคประชาธิปัตย์ โทรศัพท์ติดต่อไปยังนายวัฒนา เนื่องจากนายวัฒนาเป็นทุนใหญ่ของพรรค
โดย พล.ต.มนูญกฤตได้รับปากว่าจะเคลียร์เรื่องคดีคลองด่านให้กับนายวัฒนา พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอโควตารัฐมนตรีในหลายกระทรวงให้กับพรรคเพื่อแผ่นดิน อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทรวงพาณิชย์ และ รมช.มหาดไทย ซึ่งก็ทำให้นายวัฒนาและแกนนำบางส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดินสนใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่ต่อมาเมื่อพรรคพลังประชาชนทราบข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ส่งบุคคลเข้ามาเจรจากับนายวัฒนาและแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินอีกรอบ โดยนายบรรหารให้ข้อมูลว่า พรรคพลังประชาชนยอมทุกอย่างแล้ว และให้โควตารัฐมนตรี 6 กระทรวง พร้อมทั้งจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจำนวนกว่า 1,000 ล้านบาทที่นายวัฒนาได้นำมาใช้เป็นทุนในการก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน พร้อมทั้งจะดูแลในเรื่องคดีให้เช่นกัน รวมถึงให้โควตาใน ครม. ในตำแหน่ง รมว.ทุกกระทรวง โดยให้พรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคอื่นๆ ร่วมกันจัดสรรกันเอง
ส่วนพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่ผิดหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้ที่สุด เพราะนอกจากได้เพียง 7 เสียงแล้ว หัวหน้าพรรคคือนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ยังสอบตกอีก จึงแทบไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ กับใคร มีรายงานว่าช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา นายประชัยเรียกกรรมการบริหารพรรคมาประชุมหารือเพื่อหาข้อสรุปแนวทางการดำเนินการทางการเมืองต่อไป
ทั้งนี้ นายประชัยจะต้องยอมจ่ายอดีต ส.ส.ที่สอบได้ทั้ง 7 คน เพื่อขอตำแหน่งรัฐมนตรีจำนวน 1 ตำแหน่ง เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมานายประชัยไม่ได้ให้การสนับสนุน ส.ส.ที่สอบได้ตามความเหมาะสม เพราะนายประชัยไปทุ่มเงินให้กับกลุ่มของพันธมิตรในเขต 6 เพราะทางกลุ่มพันธมิตรอ้างว่ามีคะแนนเสียงของประชาชนถึง 70% แต่กลับปรากฏว่ากลุ่มของพันธมิตรกลับสอบตกทั้งหมด
นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรค แถลงข่าวหลังประชุมกรรมการบริหารพรรคว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งตนและนายสุนทร วิลาวัลย์ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ เป็นผู้ประสานในการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองอื่นที่ทาบทามมายังพรรคมัชฌิมาฯ จากนั้นทั้งสามมาหารือว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยจะต้องผ่านความเห็นชอบจากนายประชัย
นางอนงค์วรรณยอมรับว่า นายสมศักดิ์ได้ประสานกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เพราะเป็นเพื่อนกันมานาน จึงมีการติดต่ออยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่คำสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ
ขณะที่นายประชัยกล่าวว่า ตนได้ให้อิสระแก่ ส.ส.ทั้ง 7 คนในพรรคไปร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่สุดท้ายก็ต้องมารายงานตนให้รับทราบ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองใดทาบทามให้ไปร่วมรัฐบาล
ขณะที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในบ้านพักย่านเมืองทองธานี
พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความเห็นส่วนตัวว่า ประชาธิปัตย์ที่ถือว่าเป็นผู้ชนะในการเลือก โดยเฉพาะใน กทม. ซึ่งมีประเพณีที่ว่าผลการเลือกตั้งใน กทม.เป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นนายกฯ อย่างไรก็ตาม เมื่อผลออกมาอย่างนี้ พรรคพลังประชาชนมีสิทธิ์จะตั้งรัฐบาลไปก่อน ถ้าตั้งไม่ได้ประชาธิปัตย์ก็มีสิทธิ์ที่จะจัดตั้งรัฐบาล ขณะนี้ต้องรอการจับขั้วการเมือง ซึ่งจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยมีความเชื่อลึกๆ ว่าประชาธิปัตย์จะจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะคนกรุงเลือกพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นนายกรัฐมนตรี
เมื่อถามว่า เงินจะเข้ามามีส่วนสำคัญในการจับขั้วจะมีปัญหาในอนาคตหรือไม่ รมว.กลาโหมตอบว่า ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ต้องมีการต่อรองเป็นเรื่องธรรมดา หากมีการต่อรองมากก็จะมีปัญหา แม้ไม่เกิดตอนนี้ก็เกิดตอนหลัง ซึ่งเป็นเรื่องการเมืองที่ต้องแก้กันด้วยการเมือง แต่ต่อไปคงจะมีการปรับกันไปเรื่อยๆ ซึ่งจะไม่มีผลเสีย.
|
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
อ่านข่าวทั้งหมดของ ไทยโพสต์ ได้ที่นี่
 |
| |
 |
|