|
|
| |
2ขั้ววิ่งฝุ่นตลบ'พปช.'ทิ้งไพ่เด็ดโดดเดี่ยว'ปชป.-ชท.' |
 |
|
 |
| โดย คม ชัด ลึก วัน อังคาร ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2550 07:26 น. |
|
ตั้งรัฐบาลยังวุ่นฝุ่นตลบ สองขั้ว "ปชป.-พปช."เดินเกมเข้ม แย่งชิงพรรคกลาง-เล็กอุตลุด "หมัก" ฟุ้งจับขั้วพรรคร่วมตั้งรัฐบาลลงตัวแล้ว แฉทิ้งไพ่เด็ดเจรจาลับกับพรรคเพื่อแผ่นดินหวังดึงร่วมปึ้กอีก พร้อมประเคนเก้าอี้รมต.ให้ตามต้องการ แถมอัดท่อน้ำเลี้ยงเพิ่ม ส่อเค้าโดดเดี่ยวปชป.-ชาติไทย
สถานการณ์การเมืองไทยเริ่มถึงจุดเดือดขึ้นทุกขณะเมื่อสองพรรคใหญ่พลังประชาชนและประชาธิปัตย์กำลังเปิดศึกช่วงชิงเสียงส.ส. ในการจัดตั้งรัฐบาล ล่าสุดมีรายงานว่า หลังจากประชาธิปัตย์ประกาศขอจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชาชน พร้อมไม่ร่วมสังฆกรรมด้วยกันไม่ว่าเหตุผลใด ทำให้ขณะนี้ทั้งสองพรรคต่างวิ่งกันฝุ่นตลบในการจับขั้วกับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อยึดครองความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาล
จัดตั้งรัฐบาลพปช.วิงฝุ่นตลบ
เมื่อวันที่24 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์การจับขั้วการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขณะนี้การเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น แม้ว่าพรรคพลังประชาชนจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่ก็จำเป็นต้องเชิญพรรคเล็กเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งความเคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงดึกวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินประกาศจับขั้ว เพื่อต่อรองทางการเมืองกับพรรคพลังประชาชน และประชาธิปัตย์
ทั้งนี้จากการหารือร่วมกันระหว่างนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ แกนนำพรรค นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และนายวัฒนา อัศเหม แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เกิดการจับขั้วร่วมหารือของพรรคขั้วที่ 3 โดยเบื้องต้นนายบรรหารจะเป็นหัวหน้าทีมพรรคขั้วที่ 3 แต่ผลการหารือนั้นไม่สำเร็จเท่าที่ควรว่า พรรคขั้วที่ 3 จะจับขั้วกับฝ่ายใดระหว่างพรรคพลังประชาชนหรือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเหตุผลดังกล่าวเป็นเหตุให้นายประดิษฐ์ไม่ได้ร่วมแถลงข่าวกับนายบรรหาร และนายสุวิทย์ในช่วงกลางดึกวันที่ 23 ธันวาคมแต่อย่างใด
พปช.ประกาศจับขั้วพรรคเล็ก
อย่างไรก็ตามหลังจากพรรคพลังประชาชนสามารถยึดครองที่นั่ง ส.ส.ทั่วประเทศได้ 232 เสียง ทำให้ตลอดช่วงเช้าวันที่ 24 ธันวาคม บรรดาแกนนำพรรคพลังประชาชน อาทิ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ว่าที่ ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 และอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ประสานกับพรรคเล็กๆ อย่างพรรครวมใจไทยฯ ที่มี ส.ส. 9 คน พรรคมัชฌิมาธิปไตยที่มี ส.ส. 8 คน และพรรคประชาราชที่มี ส.ส. 5 คนแล้ว โดยเสนอโควตารัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ ให้พรรคเหล่านั้นไปพิจารณา เพราะตอนนี้พรรคพลังประชาชนอ่านออกว่า หาก 3 พรรคเล็กมาร่วมงานกับพรรคพลังประชาชนที่มี ส.ส. 232 คน ขั้วนี้ก็จะมีส.ส. 254 คน เพียงพอที่จะตั้งรัฐบาลผสมได้ อีกทั้งยังเป็นการบีบพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินที่อาจเปลี่ยนใจภายหลังจะมาร่วมงานกับพรรคพลังประชาชนไม่ให้มีอำนาจต่อรองมากนัก
ท่ามกลางกระแสการจับขั้วที่พลิกผันและอึมครึมดังกล่าววันเดียวกัน นายสมัคร ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น กรณีที่สำนักข่าวเอพีรายงานข่าวว่า พรรคพลังประชาชนทาบทาม 2 พรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยได้ยอมรับว่า เป็นความจริง แต่ไม่ต้องการที่จะเปิดเผยในตอนนี้ ซึ่งคะแนนเสียงจาก 2 พรรคถ้าได้มาก็ถือว่าเกินครึ่งหนึ่งแล้ว โดยขั้นต่อไปทางพรรคกำลังเจรจาอีก 2 พรรค เพื่อให้ได้เสียงที่มั่นคงยิ่งขึ้น
ยืนยัน3 ม.ค.รูปรัฐบาลชัดเจน
ด้านนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองตอบรับมาแล้ว และเสียงของ ส.ส.อย่างไม่เป็นทางการขณะนี้ก็เกินกึ่งหนึ่งแล้ว จึงไม่มีข้อขัดข้องอะไรในการที่พรรคพลังประชาชนจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ กระบวนการต่อไปจะรอการรับรองผลอย่างเป็นทางการจาก กกต.ก่อน ภายในวันที่ 3 มกราคม หลังจากนั้นจึงจะเชิญพรรคร่วมรัฐบาลมาหารือกันต่อไป เพื่อประกาศการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการต่อไป
รายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชนแจ้งว่าพรรคการเมืองที่ตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ได้แก่ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคประชาราช ส่วนกรณีของพรรคเพื่อแผ่นดินนั้น ขณะนี้กำลังประสานงานยังอยู่ เนื่องจากยังติดที่นายวัฒนา อัศวเหม และนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ไม่ต้องการที่จะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน
ยื่นเงื่อนไขรมต.-นิรโทษกรรม
ในส่วนของพรรคพลังประชาชนได้ยื่นเงื่อนไขให้พรรคการเมืองเล็กคือการนิรโทษกรรมอดีตกรรมการที่ถูกตัดสิทธิการเมือง และเก้าอี้รัฐมนตรีที่ทุกพรรคจะต้องได้ ซึ่งยังไม่ได้ลงรายละเอียดว่า จะเป็นกระทรวงใดบ้าง ซึ่งในการตั้งรัฐบาลเบื้องต้นพรรคพลังประชาชนได้ตั้งเป้าเพียงให้ได้ ส.ส.เกินครึ่งไปก่อน เพื่อแก้เกมการเมืองของพรรคชาติไทยที่พยายามรวมพรรคการเล็กเข้าด้วยกันเพื่อต่อรองทางการเมืองกับพลังประชาชน
รายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชนเปิดเผยว่าแม้จะมีความพยายามทาบทามพรรคเล็กๆ เช่น พรรครวมใจไทยฯ พรรคประชาราชและพรรคมัชฌิมาธิปไตยมาร่วมรัฐบาล แต่ขณะเดียวกันก็มีความขัดแย้งภายในพรรคมากพอควร เนื่องจากแกนนำพรรคแต่ละคนต่างอ้างว่าได้รับการสั่งการโดยตรงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ กันทั้งนั้น ทำให้แกนนำพรรคบางคน เช่น นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค กับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานภาค กทม.ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ เนื่องจากการทำงานในพรรคที่ต่างฝ่ายต่างทำแบบเอาหน้าโดยไม่หารือกัน และระยะหลัง นพ.สุรพงษ์ก็ไปจับมือกับสายของนายยงยุทธ ติยะไพรัช และนายเนวิน ชิดชอบ เพราะเห็นว่าการทำงานแบบสายเหยี่ยวทำให้คะแนนใน กทม.ตกต่ำมาก
ขณะเดียวกันแหล่งข่าวจากฝ่ายข่าวของหน่วยงานความมั่นคงเปิดเผยว่า ตอนนี้ผู้ใหญ่ของหน่วยงานประเมินแล้วว่าใบเหลืองใบแดงที่ กกต.แจกนั้นน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 25 ใบ โดยพรรคพลังประชาชนจะโดนใบแดงมากที่สุด เพื่อลดน้ำหนักและจำนวน ส.ส.ของพรรคให้ลดลงไป และเปิดช่องให้พรรคอื่นๆ ส่งผู้สมัคร ส.ส.ไปตัดคะแนนพรรคพลังประชาชน และหากเป็นเช่นนี้พรรคพลังประชาชนจะมี ส.ส.ประมาณ 200 คน น้ำหนักการตั้งรัฐบาลก็จะไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคชาติไทย
รวมใจไทยฯพร้อมจับขั้วพปช.
ขณะที่ท่าทีของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาก็สอดคล้องกับคำประกาศของพรรคพลังประชาชนที่ระบุว่าสามารถจัดตั้งรัฐฐาลได้แล้ว โดยนายเกษมสันต์ วีระกุล รองหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ออกมาระบุว่า พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาได้ประกาศจุดยืนทางการเมืองชัดเจนแล้วว่าจะจับขั้วร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ซึ่งมติของพรรคได้มอบหมายให้ ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรค เป็นผู้เจรจาตกลงว่าจับมือกับพรรคใดก็ได้
ด้านนายประดิษฐ์ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ออกมาแถลงแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า พรรครวมใจไทยฯ ยังยืนยันที่จะดำเนินการทางการเมืองต่อไป ส่วนท่าทีของพรรคของเป็นอย่างไรต้องขึ้นอยู่กับพรรคใหญ่และพรรคขนาดกลางเจรจากันก่อน เพราะเราเป็นพรรคเล็กที่ไม่ได้อยู่ในสถานภาพที่จะต่อรองหรือเรียกร้องอะไรได้ ถ้าพรรคใหญ่เห็นว่าพรรครวมใจไทยฯ จะร่วมงานกันได้ก็คงประสานมา
มฌ.ส่งเลขาฯเจรจาร่วมรัฐบาล
เลขาธิการพรรครวมใจไทยฯกล่าวยืนยันว่า ไม่ว่าจะเลือกขั้วใดก็ตาม พรรครวมใจไทยฯ ก็จะไม่สร้างปัญหา แต่ต้องแก้ปัญหาให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า จะอยู่กับพรรคใด ต้องรอให้พรรคใหญ่ดำเนินการไปก่อน ถ้าเห็นว่า พรรคมีประโยชน์อยู่บ้าง ก็จะเรียกไปเอง ส่วนพรรคขนาดกลางอย่างชาติไทย และเพื่อแผ่นดินที่ประกาศจับมือกันไปแล้วนั้น ต้องรอให้มีความชัดเจนมากกว่านี้
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของพรรคมัชฌิมาธิปไตยนั้นวันเดียวกันที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคมีมติแต่งตั้ง นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรค นายสุนทร วิลาวัณย์ รองหัวหน้าพรรค และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ปราจีนบุรี เขต 1 และ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ รองหัวหน้าพรรค เป็นคณะกรรมการประสานงานเจรจาพรรคการเมืองเพื่อจับขั้วตั้งรัฐบาล คาดว่ากลางสัปดาห์จะรู้ผลการรวมขั้วรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนหรือพรรคประชาธิปัตย์
ชท.-พผ.ประชุมบ้านวัฒนา
ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคชาติไทยหลังประกาศจับขั้วการเมืองกับพรรคเพื่อแผ่นดินพบว่า ตลอดทั้งวัน นายบรรหารพยายามนัดแกนนำพรรคเล็ก คือ พรรครวมใจไทยฯ พรรคมัชฌิมาธิปไตยและพรรคประชาราช เพื่อหารือในการจัดตั้งพรรคขั้วที่ 3 อีกครั้งด้วย เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. วันที่ 24 ธันวาคม บรรดาแกนนำได้ร่วมหารือกันที่บ้านพักของนายวัฒนา อัศวเหม โดยมีแกนนำของพรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคชาติไทยทยอยเดินทางมาสบทบ เช่น นายบรรหาร พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตประธานที่ปรึกษานโยบายและยุทธศาสตร์พรรคเพื่อแผ่นดิน โดยไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถาม
รายงานข่าวจากที่ประชุมสรุปว่าการจับขั้วที่ 3 ยังไม่ลงตัวเพราะการประสานกับพรรคเล็กนั้นยังไม่แล้วเสร็จ แม้ตอนนี้จะมีพรรคหลักคือพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินเป็นแกนนำหลักของขั้วที่ 3 แล้วก็ตาม ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งคือต้องรอคำตอบจากพรรคประชาธิปัตย์ในการไปร่วมจับขั้วว่า พรรคประชาธิปัตย์จะให้โควตาและตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ แก่พรรคขั้วที่ 3 หรือไม่
ยื่นขอ6 กระทรวงจากปชป.
รายงานข่าวแจ้งว่าการจับขั้วที่ 3 ของพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดินได้ยื่นข้อเสนอร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ผ่านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โดยพรรคชาติไทยขอโควตา รมว.คมนาคม รมว.เกษตรฯ รมว.การพัฒนาสังคมฯ และ รมว.การท่องเที่ยวฯ อีกทั้งยังขอ รมว.ศึกษาธิการ แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอม เพราะต้องการสานนโยบายเรียนฟรีจนถึง ม.6 จึงขอเก้าอี้นี้ไว้ดูแลเอง ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดิได้ขอโควตา รมว.พาณิชย์ และ รมว.อุตสาหกรรม ขณะที่พรรคเล็ก เช่น พรรครวมใจไทยฯ พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคประชาราช พรรคประชาธิปัตย์เสนอโควตารัฐมนตรีให้แต่ละพรรคเช่นกัน ซึ่งการหารือเป็นไปอย่างเคร่งเครียด เนื่องจากพรรคเพื่อแผ่นดินเสียงแตกออกเป็น 2 ฝ่าย โดยนายสุวิทย์ นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหะพงศ์ชนะ และนายสุชาติ ตันเจริญ ต้องการเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชน แต่นายสุรเกียรติ์ และนายวัฒนาไม่ต้องการเข้าร่วม พร้อมคัดค้านว่า ยังไม่ควรตัดสินใจ จนกว่าจะทราบผลใบแดง-ใบเหลืองที่อาจเปลี่ยนแปลงตัวเลข ส.ส.หลายสิบที่นั่ง และเห็นว่า พรรคควรจับมือกับพรรคชาติไทยเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมือง เพราะมองถึงความเป็นไปได้ที่จะจับขั้วกับพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาลเช่นกัน
พปช.ให้6 กระทรวง-เงินอีกพันล.
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบหมายให้ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ผู้สมัคร ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่ม 7 พรรคประชาธิปัตย์ โทรศัพท์ติดต่อไปยังนายวัฒนา โดย พล.ต.มนูญกฤตได้รับปากว่า จะเคลียร์เรื่องคดีคลองด่านให้นายวัฒนา พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอโควตารัฐมนตรีในหลายกระทรวงให้พรรคเพื่อแผ่นดิน อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทรวงพาณิชย์ และรมช.มหาดไทย ซึ่งทำให้นายวัฒนาและแกนนำบางส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดินสนใจเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามจากข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ต่อมาพรรคพลังประชาชนทราบเรื่องเช่นกันจึงส่งบุคคลเข้ามาเจรจากับนายวัฒนา และแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินอีกรอบ โดยนายบรรหาร ให้ข้อมูลว่า พรรคพลังประชาชนยอมทุกอย่าง พร้อมมอบโควตารัฐมนตรี 6 กระทรวง และจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจำนวน 1,000 กว่าล้านบาทที่นายวัฒนานำมาใช้เป็นทุนในการก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน อีกทั้งยังดูแลในเรื่องคดีให้เช่นกัน รวมถึงให้โควตาใน ครม. และในตำแหน่ง รมว. ทุกกระทรวง โดยกำหนดให้พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคอื่นร่วมจัดสรรกันเอง
ภายหลังการหารือนายบรรหาร พล.ต.สนั่น พล.ต.อ.ประชา และนายสุวิทย์ ได้ออกมาแถลงข่าวกลบเกลื่อนว่า จนถึงขณะนี้พรรคยังไม่ตัดสินใจจับขั้วกับพรรคพลังประชาชน หรือพรรคประชาธิปัตย์แต่อย่างใด โดยจะรอให้การเมืองนิ่งอีกสักระยะจึงจะมีความชัดเจน
เผยพปช.รวมพรรคกลาง -เล็กลงตัว
อย่างไรก็ตามล่าสุดมีรายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชนว่า ทางพรรคได้ติดต่อทาบทามพรรคเล็ก คือ มัชฌิมาฯ ประชาราช รวมใจไทยฯ รวมทั้งพรรคขนาดกลาง คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล และมีการตอบรับเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน แม้พรรคเพื่อแผนดินจะยังมีความขัดแย้งภายใน โดยเฉพาะสายของนายสุรเกียรติ์ที่ไม่ต้องการไปร่วมงานกับพลังประชาชน ขณะที่สายของนายพินิจ จารุสมบัติ เห็นต่างโดยต้องการร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน
รายงานข่าวแจ้งว่าโอกาสที่พรรคเพื่อแผ่นดินจะไปร่วมรัฐบาลกับพลังประชาชนนั้นมีสูง เนื่องจากผู้สมัครสายนายพินิจ ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็น ส.ส.กันมาก ขณะที่สายนายสุรเกียรติ์ซึ่งมีนายวัฒนา เป็นนายทุนใหญ่ที่ต่อท่อน้ำเลี้ยงให้ผู้สมัคร แต่ผู้สมัครในสายกลับได้รับการเลือกตั้งเข้ามาน้อย จึงทำให้นายพินิจมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า
พผ.แฮบปี้รับเงื่อนไขลงตัวแล้ว
รายงานข่าวระบุอีกว่า ขณะเดียวกันข้อเสนอของพรรคพลังประชาชนที่ยกเก้าอี้รัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญให้นั้น ไม่เพียงแต่จะทำให้นายพินิจค่อนข้างพอใจเท่านั้น แต่ยังมีการต่อท่อน้ำเลี้ยงไปยังพรรคเพื่อแผ่นดินในจำนวนที่สูงอีกด้วย เมื่อเงื่อนไขและปัจจัยการเมืองที่ดีขนาดนี้ จึงทำให้โอกาสที่พรรคเพื่อแผ่นดินจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนเป็นไปได้สูง
ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวจากพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาแจ้งว่าทันทีที่นายประดิษฐ์ เลขาธิการพรรคทราบข่าวการรวมตัวของพรรคต่างๆ ก็ได้ขอถอนตัวออกจากพรรครวมใจไทยฯแล้ว ส่วนนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้ต่อรองกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ว่าต้องการที่จะเข้าไปนั่งในกระทรวงคมนาคม
ส่วนกระแสข่าวระบุว่าผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนอาจจะได้ใบแดงถึง 20 ใบนั้น พรรคพลังประชาชนเห็นว่าไม่น่าเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามพรรคได้เตรียมแก้เกมในเรื่องดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว โดยความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่บางคนที่มีความสนิทสนมกับทางพรรค
"อภิสิทธิ์"รอดูท่าที3 พรรคก่อนทาบ
ขณะเดียวกันในฟากของประชาธิปัตย์ วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ประสานหรือหารือกับพรรคการเมืองใดถึงการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากพรรคต้องรอท่าทีที่ชัดเจนของพรรคต่างๆทั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคชาติไทย ก่อนว่าทั้ง 3 พรรครับคำเชิญเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนหรือไม่ ซึ่งหากปฏิเสธก็พร้อมพูดคุยทั้ง 3 พรรค
ขณะนี้ต้องรอดูท่าทีของพรรคต่างๆก่อน และถ้าเราตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้ ขอยืนยันว่าต้องเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและทำงานได้ เพราะการจัดตั้งรัฐบาลต้องพูดคุยให้ชัดเจนว่าเป้าหมายการตั้งรัฐบาลคืออะไร และหัวหน้ารัฐบาลต้องรับผิดชอบดูแลทุกเรื่อง นายอภิสิทธิ์กล่าว
ทั้งนี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่รู้สึกผิดหวังกับผลการเลือกตั้ง เพราะนักวิเคราะห์หรือสื่อมวลชนเคยบอกว่าเราจะได้ ส.ส.130 ที่นั่ง ขณะที่พรรคตั้งเป้าว่าจะได้เกิน 150-170 ที่นั่ง ดังนั้นการที่ได้ 166 ที่นั่ง ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย แต่พรรคก็ต้องปรับปรุงตลอดเวลาอยู่แล้ว
สุเทพยันเมื่อถึงเวลาต้องคุยกัน
ด้านนายสุเทพเทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้ทุกพรรคการเมืองมีความสำคัญหมด เพราะพรรคพลังประชาชนได้เสียงไม่มากพอ ทุกพรรคเลยมีความสำคัญ ตนพยายามรักษามารยาทและให้เกียรติพรรคที่ได้คะแนนอันดับ 1 ก่อน ซึ่งถ้าไม่มีพรรคใดจะไปร่วมรัฐบาล หรือเสียงของพรรคพลังประชาชนไม่พอ ถึงเวลานั้นก็ค่อยคุยกันอีกที เพื่อไม่ให้เกิดลักษณะที่เป็นการแย่งกันจัดตั้งรัฐบาล
เหมือนกับการจัดงานรอแล้วคุณสมัครก็ออกบัตรเชิญพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคแรกที่ตอบไม่รับเชิญ จากนี้เป็นภาระของพรรคอื่นๆ ที่ต้องคิดใคร่ครวญว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองแล้วเขาคงตอบคุณสมัครออกมา นายสุเทพกล่าว
ส่วนผลการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ตั้งเป้าได้ ส.ส.170 แต่พลาดไป 4 คน ก็ถือว่าได้ตามเป้ามากที่สุด ซึ่งต้องขอขอบคุณประชาชน แต่ที่สงสัยคือ พรรคชาติไทยเคยประเมินว่าจะได้ 40-50 ที่นั่งและพรรคเพื่อแผ่นดินก็ได้ ส.ส.ใกล้เคียงกัน
ชี้หลังฉลองปีใหม่ได้รัฐบาล
เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า หากพรรคพลังประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง แสดงว่าประชาชนต้องการให้เป็นรัฐบาล แต่ถ้าเสียงได้ไม่ถึงครึ่ง ก็แสดงว่าประชาชนไม่ต้องการให้พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่ามีคนคิดเช่นนี้เหมือนกับตน ทั้งนี้ มั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้จัดตั้งรัฐบาลและนายอภิสิทธิ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี และหากถึงเวลาจัดตั้งรัฐบาลจริงๆ จะไม่มีปัญหาเรื่องการต่อรองจากพรรคขนาดกลางและพรรคเล็กในเรื่องตำแหน่ง อย่างไรก็ตามกรอบเวลาที่จะคุยกับพรรคอื่นๆ นั้น ต้องรอคำตอบที่พรรคเหล่านั้นให้พรรคพลังประชาชนก่อน รวมทั้งรอการรับรองผลจาก กกต.น่าจะรู้ผลไม่เกิน 7 วัน ซึ่งมีผลมากจะทำให้คะแนนรวมเปลี่ยนไปอีก แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่เห็นว่าจังหวัดใดถูกร้อง ทั้งนี้เชื่อว่า กกต.ชุดปัจจุบันต้องทำอะไรที่รัดกุม ดูพยานหลักฐานให้ดี และต้องใช้เวลา ซึ่งคิดว่าหลังปีใหม่จะเกิดความชัดเจน ให้ประชาชนไปฉลองปีใหม่ให้เสร็จกลับมาสบายใจ ได้รัฐบาลใหม่แน่นอน นายสุเทพกล่าว
"สุวิทย์" เครียดความดันพุ่งสอบตกยกทีม
ขณะเดียวกันมีรายงานว่าด้านนายสุวิทย์ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ป่วยกะทันหันอีกครั้ง หลังเคยป่วยจากเส้นเลือดในสมองโป่งจนหามเข้าโรงพยาบาลรักษาอย่างใกล้ชิดมาแล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 23 ธันวาคม หลังทราบผลการนับคะแนน ซึ่งเป็นที่ชัดเจนแล้วว่านายสุวิทย์และลูกทีมสอบตกยกทีมที่ จ.ขอนแก่น และพื้นที่เป้าหมายของพรรคล้วนสอบตกเกือบหมด ทำให้นายสุวิทย์เกิดอาการเครียดจัดจนความดันโลหิตสูงถึง 220 คนใกล้ชิดต้องเรียกแพทย์ประจำตัวเข้ามาตรวจอาการอย่างเร่งด่วน โดยแพทย์ได้ฉีดยารักษาอาการและให้พักผ่อน พร้อมทั้งคอยติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด
ก่อนหน้านี้สมัยนายสุวิทย์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เกิดอาการเจ็บป่วยมาแล้วเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2548 เมื่อเวลา 05.00 น. นายสุวิทย์ถูกหามส่งโรงพยาบาลรามาธิบดี เข้ารักษาอาการป่วยจากเส้นเลือดในสมองมีเลือดซึมออกมาและเส้นเลือดโป่ง โดยแพทย์ฉีดสีในการรักษาซึ่งอาการน่าเป็นห่วง และให้ยานอนหลับเพื่อให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ สาเหตุที่ป่วย คนใกล้ชิดบอกว่า อาจจะเกิดจากการทำงานหนัก หลังจากย้ายไปประจำกระทรวงไอซีที
ทั้งนี้อาการเริ่มจากปวดหัวครอบครัวและญาติได้นำส่งโรงพยาบาล อยู่ในความดูแลของคณะแพทย์อย่างใกล้ชิด ตลอดเวลาที่พักรักษาที่ห้องซีซียู ตึกจุฬาภรณ์ นายสุวิทย์พูดคุยได้ตามปกติ ครอบครัวบอกว่า การปวดหัวเกิดจากอาการผิดปกติที่เส้นเลือดใกล้ๆ แกนสมอง ประกอบกับมีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว
ปัดข่าวป่วย-ยันสุขภาพยังดี
อย่างไรก็ตามในช่วงค่ำวันเดียวกันนายสุวิทย์ ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธข่าวที่ระบุว่ามีอาการเครียดจนความดันขึ้นต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลว่า ข่าวดังกล่าวได้สร้างความแปลกใจให้ตนอย่างมาก เพราะขณะนี้สุขภาพของตนยังดีอยู่ ไม่ได้มีอาการป่วยแต่อย่างใด และเรื่องการสอบตก ก็ไม่ได้รู้สึกหนักใจ ยอมรับว่าห่างหายจากพื้นที่ไปนาน ประกอบมีกระแสสงสาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เยอะ ส่งผลให้พ่ายแพ้ในพื้นที่
นายสุวิทย์กล่าวว่า ในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ จะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อประเมินตัวเลขส.ส.และสรุปภาพรวมปัญหาการเลือกตั้งในพื้นที่ ส่วนการเข้าร่วมรัฐบาลตอนนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคใดหรือใครทั้งสิ้น
"ทักษิณ"ให้สัมภาษณ์สื่อจากฮ่องกง
วันเดียวกันพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค ของญี่ปุ่น ที่ฮ่องกง ว่า จะตัดสินใจเรื่องการเดินทางกลับประเทศไทยภายหลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยขึ้นแล้ว ซึ่งอาจเป็นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดก่อนหน้านี้ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน ที่ว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ จะเดินทางกลับประเทศในวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวด้วยว่า หากพรรคพลังประชาชนสามารถจัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติได้ ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงและทำให้หลายสิ่งหลายอย่างราบรื่นยิ่งขึ้นได้
ด้านนายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซี ที่ติดตามการเลือกตั้งทั่วไปของไทยครั้งนี้ มองว่า ทันทีที่เดินทางกลับถึงประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องตอบคำถามมากมายเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการคอรัปชั่น และรัฐบาลผสมหลายพรรคที่จะจัดตั้งขึ้น ไม่น่าจะเข้มแข็งและอาจอยู่ได้ไม่นานนัก เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์จากหนังสือพิมพ์สเตรท ไทม์ส ของสิงคโปร์ ที่เตือนว่าโฉมหน้าใหม่ของการเมืองไทยอาจหมายถึงรัฐบาลผสมหลายพรรคที่ไม่เข้มแข็ง และการหวนคืนของอำนาจทหารและข้าราชการ
ม็อบหนี้สินเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลใหม่
นายประพาสโงกสูงเนิน ประธานสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน กล่าวว่า จากคะแนนการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พรรคพลังประชาชนมีคะแนนเป็นอันดับ 1 มี ส.ส.226 คน ทำให้มีโอกาสจะได้เป็นรัฐบาล แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอดูก่อนว่าพรรคอื่นๆ ที่เหลือจะร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลหรือไม่ ดังนั้น เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมา ทางสภาประชาชนจะมีการเรียกประชุมเกษตรกรเพื่อชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร และการทวงหนี้ของนายทุนทั้งในและนอกระบบ
หากพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาลสภาเครือข่ายประชาชนก็จะออกมาเคลื่อนไหวกดดันทันที เพราะที่ผ่านมาในการหาเสียงไม่เคยหยิบยกปัญหาหนี้สินเกษตรกรเข้ามาชี้แจงนโยบายในการแก้ไขปัญหา มีเพียงแต่หากเลือกพรรคพลังประชาชนแล้วจะทวงคืน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมา ซึ่งหากว่าที่รัฐบาลเป็นเช่นนี้บ้านเมืองก็ไม่มีการพัฒนา นายประพาสกล่าว
นายประพาสกล่าวว่า ขณะนี้สภาเครือข่ายประชาชนภาคอีสานรอเพียงความชัดเจนทางการเมืองก่อนว่า พรรคใดจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จากนั้นก็จะเริ่มเคลื่อนไหวเป็นระยะ โดยหลังจากปีใหม่ไปแล้วตนจะเป็นแกนนำกลุ่มหนี้สินเกษตรกรออกมาขับไล่รัฐบาลอย่างแน่นอน ในส่วนของสมาชิกเครือข่ายประชาชนอีสานขณะนี้ได้เรียกแกนนำและสมาชิกบางส่วนมาร่วมประชุมแล้ว
รู้คำตอบเคลื่อนทัพ27 ธ.ค.
โดยการประชุมจะทราบคำตอบก่อนวันที่27 ธันวาคม ว่ามีการเคลื่อนไหวในช่วงเวลาใด ซึ่งการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เพราะพรรคพลังประชาชนก็เหมือนกับพรรคไทยรักไทยเดิม และที่ผ่านมาพรรคไทยรักไทยก็ไม่เคยแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม
ที่ผ่านมาสภาเครือข่ายเคยชุมนุมเคลื่อนไหวมาแล้วหลายครั้งกระทั่งเครือข่ายได้เข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ นอกจากนี้ ที่ผ่านมาในการหาเสียง พรรคพลังประชาชนก็ไม่เคยเสนอนโยบายที่จะเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นหนี้สินจากนโยบายของพรรคไทยรักไทยเลย ดังนั้น เครือข่ายจึงต้องออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้อง
ทั้งนี้การได้เสียงข้างมากของพรรคพลังประชาชนในครั้งนี้ หากเป็นรัฐบาลโดยการนำของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นกลุ่มอำนาจเก่า ที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากว่า จากนี้ต่อไปข้างหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง และเชื่อว่าไม่นานจะต้องมีประชาชนออกมาเคลื่อนไหวขับไล่อย่างแน่นอน
ครป.เตือนพรรคเล็กยึดส่วนรวม
นายสุริยะใสกตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า ผลจากการเลือกตั้งที่ไม่มีพรรคการเมืองใดชนะเป็นเอกฉันท์ หรือได้เสียงข้างมากพรรคเดียวเด็ดขาด ทำให้สถานการณ์การเมืองไทยยังต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และแนวนโยบายที่ควรจะเป็น ยังเป็นประเด็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องจับตา เพื่อให้การเมืองไทยเดินไปข้างหน้า เข้าสู่วิถีทางปกติในระบอบประชาธิปไตย และลดเงื่อนไขของการเผชิญหน้า ครป.จึงมีความเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้
1.ครป.พร้อมยอมรับและเคารพผลการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจของประชาชน และเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญและวิถีทางอารยะประชาธิปไตย หลังจากนี้ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล หรือจะได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็ตาม ก็ถือเป็นความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ
2.ครป.ยืนยันที่จะผลักดันและเดินหน้าสรรค์สร้างการเมืองภาคประชาชน การเมืองใหม่ที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ครป.ก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบนอกสภา โดยใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้รัฐบาลใหม่ทำงานเพื่อคนทั้งประเทศ และคน 63 ล้านคนอย่างแท้จริง
3.สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลนั้น ถือเป็นความชอบธรรมของพรรคพลังประชาชนที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อนพรรคอื่น แต่เนื่องจากไม่สามารถชนะอย่างเอกฉันท์ได้ จึงส่งผลให้พรรคขนาดเล็กกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล ครป.ขอเรียกร้องพรรคการเมืองขนาดเล็กตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลอย่างมีเงื่อนไข โดยยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ทำเพื่อคนคนเดียว หรือคำนึงถึงประโยชน์ของพรรคเท่านั้น
4.ครป.ยืนยันคัดค้านรัฐบาลใหม่ หากดำเนินนโยบายฟอกผิดและนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย หรือการยุบ คตส. เพราะจะทำให้กระบวรการยุติธรรมขาดความน่าเชื่อถือ และกลายเป็นชนวนความแตกแยกในสังคม ในขณะเดียวกัน ครป.ก็พร้อมสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับรัฐบาลใหม่ หากรัฐบาลจริงใจเอาปัญหาของประเทศเป็นตัวตั้ง และมุ่งมั่นแก้ปัญหาของส่วนรวมเป็นหลัก
5.สำหรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นที่น่ายินดีที่ฐานมวลชนของอดีตพันธมิตรประชาธิปไตยในหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น กทม. ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคใต้ ได้โหวตแสดงจุดยืนต่อต้านระบอบทักษิณอย่างเหนียวแน่น ซึ่งหากนับรวมคะแนนทั้งประเทศจากฐานกลุ่มการเมือง 3 กลุ่มที่มีปัญหากับระบอบทักษิณ คือ กลุ่มพรรคฝ่ายค้านเดิมพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย
รวมทั้งกลุ่มพรรคที่แตกตัวมาจากพรรคไทยรักไทยเดิมคือ พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และกลุ่มพรรคที่ขึ้นเวทีกับพันธมิตร คือ พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคประชาราช เมื่อรวมกันแล้วจะเห็นชัดเจนว่าเป็นจำนวนเสียงข้างมาก ฉะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จึงควรระมัดระวัง ลดการแทรกแซงพรรคการเมือง และเคารพกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าและก้าวพ้นความแตกแยก
|
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
อ่านข่าวทั้งหมดของ คม ชัด ลึก ได้ที่นี่
 |
| |
 |
|