|
|
| |
| ที่ปรึกษากม.กกต. มีมติยุบพรรคชาติไทย - มัชฌิมาฯ |
 |
|
 |
| โดย คม ชัด ลึก วัน พุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2551 00:00 น. |
|
ที่ปรึกษากฎหมาย กกต. มีมติ 6 ต่อ 1 ส่งศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดกรณียุบพรรคชาติไทย - มัชฌิมาฯ พปช. เห็นใจรับส่งผลถึงแน่ ยันต่อสู้ในชั้นศาล ชาติไทยเตรียมตั้งทีมทนายสู้ชั้นศาลคดียุบพรรค
เมื่อเวลา 16.00 น.ได้มี การประชุมคณะที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย กกต. นานกว่า 1 ชั่วโมง หลังจากนั้น นายสุพล ยุติธาดา ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย พร้อมคณะฯได้ร่วมกันแถลงข่าว
นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายกกต. นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ หนึ่งในกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายกกต. กล่าวถึงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้ตอบข้อหารือของกกต.ใน 2 ประเด็น คือ 1 ถ้ากรรมการบริหารพรรคดำเนินการซื้อสิทธิขายเสียงที่ถือว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายเสียเอง จะถือว่าพรรคการเมืองนั้น กระทำความผิดไปตามมาตรา 103 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.ที่ให้ถือว่ากระทำการเพื่อให้ซึ่งให้ได้มาอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยที่ประชุมมีมติ 6 ต่อ 1 เห็นว่า ถ้ากรรมการบริหารพรรคทำก็ถือว่าพรรคการเมือง กระทำการที่เข้าข่ายมาตรานี้แล้ว
ส่วนข้อหารือที่ 2 กกต.ถามว่า เมื่อเข้าข่ายตามมาตรา 103 วรรคสอง กกต.สามารถมีดุลพินิจเป็นอย่างอื่น คือ ไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ โดยที่ประชุม 6 เสียงต่อ 1 เสียงที่ของดออกเสียง เห็นว่า คำในมาตรา 103 วรรคสอง โดยเฉพาะคำว่าว่า "ให้ถือว่า" มัดไว้ ให้ กกต.ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ
"ก่อนที่ปรึกษากฎหมายจะมีมติดังกล่าว ได้อภิปรายในข้อกฎหมายว่าในกรณี 103 วรรคหนึ่ง ได้ระบุถึงการกระทำความผิดของผู้สมัคร ส่วนในวรรคสองเขียนถึงการรู้เห็นของกรรมการบริหารพรรค แต่คำถามที่ กกต.ถามมาว่า ถ้ากรรมการบริหารเป็นผู้สมัครและกระทำความผิดเสียเองจะถือว่า กรรมการบริหารพรรคที่ทำผิดอยู่วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ซึ่งที่ปรึกษาเห็นว่า
แม้คำในกฎหมายจะไม่เขียนชัดก็ตาม แต่ถ้าตัวกรรมการบริหารพรรคถ้าทำผิดเสียเอง ก็ถือว่าพรรคการเมืองรู้แล้ว จริงอยู่ที่มาตราดังกล่าวในวรรคสองเขียนคล้ายกับว่าจะต้องมีกรรมการบริหารอีกหนึ่งคนรู้เห็น แต่กรณีนี้กกต.มัดประเด็นมาเลยว่าถ้าผู้สมัครกับกรรมการบริหารพรรคเป็นคนเดียวกัน จึงต้องดูว่า จะนำวรรคสองมาใช้บังคับได้เลยหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า น่าจะเข้าตามวรรคที่กำหนดไว้แล้ว ซึ่งการตีความดังกล่าวเป็นการตีความยึดตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ "นายสมคิด กล่าว
ส่วนเมื่อกรรมการบริหารพรรคที่เป็นผู้สมัครถ้าทำผิดแล้วพรรคจะรู้หรือไม่ ซึ่งที่ปรึกษากฎหมายก็เห็นว่าคำในกฎหมายจะถือพรรคจะรู้หรือไม่รู้ แต่เขียนในทำนองว่า ถ้ากรกมการบริหารพรรคคนหนึ่งคนใดก็แล้วแต่กระทำผิดต่อให้กรรมการบริหารพรรคคนอื่นไม่รู้ก็ถือว่าพรรครู้แล้ว ก็ถือว่าเข้าข่ายมาตรา 103 แม้ที่ประชุมจะมีการอภิปรายกรณีที่ว่าจะต้องมีกระบวนการยับยั้งการกระทำผิด ความผิดตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญก่อนจึงจะถือว่าเข้าข่ายความที่เป็นเหตุให้ต้องยุบพรรค แต่เนื่องจากประเด็นที่ กกต.สอบถามมาไม่ได้ถามเรื่องนี้ จึงไม่ได้มีการลงมติในเรื่องดังกล่าว
"จริงอยู่มาตรา 103 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ จะยึดโยงไปที่มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ แต่ที่ปรึกษากฎหมายก็คุยกันว่า ที่โยงไปนั้นหมายถึงฐานความผิดว่าถ้าหากมีการกระทำที่เข้าข่าย 103 วรรค 2 ก็ถือว่ากระทำความผิดเพื่อให้ได้ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศที่ไม่ถูกต้อง แต่กระบวนการตามมาตรา 68 วรรคอื่นนั้น มองว่าเป็นการเขียนขึ้นเป็นการทั่วไป แต่มาตรา 103 วรรค 1 และ 2 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง และ มาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญได้เขียนกระบวนการนี้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไปโยงมาตรา 68 แล้ว"นายสมคิด กล่าว
นายสมคิด ยังย้ำว่า การให้ความเห็นของคณะที่ปรึกษาเป็นความเห็นข้อกฎหมายตามมาตรา 103 ไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริง และไม่ได้มีการไปโยงเกี่ยวกับการที่จะนำไปสู่การยุบพรรคคนหนึ่งคนใดโดยเฉพาะ และที่กกต.ให้มาพิจารณาก็ไม่ได้มีการระบุว่าพรรคนั้นพรรคนี้ ซึ่งกกต.จะนำความเห็นของที่ปรึกษาไปดำเนินการกับพรรคการเมืองใดก็เป็นเรื่องของกกต.ไม่เกี่ยวกับที่ปรึกษา
ส่วนเสียงข้างน้อย 1 เสียงที่เห็นแตกต่างจากคนอื่นเห็นว่า ผู้สมัครที่กระทำผิตามมาตรา 103 วรรค 1 กับกรรมการบริหารพรรคที่จะต้องรู้เห็นในความผิดที่เกิดขึ้นใน 103 วรรค 2 จะต้องเป็นคนละคนกัน
นายขวัญชัย สันตสว่าง อาจารย์นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ยอมรับว่าตนเองเป็นเสียงข้างน้อย โดยเห็นว่า การตีความในมาตราดังกล่าวจะต้องตีความตามลายลักษณ์อักษร อย่าพึ่งเอาเจตนารมย์ของกฎหมายมาตีความก่อน ซึ่งเท่าที่ดูมาตามนี้กรรมการบริหารที่ทำผิดน่าจะเป็นเรื่องเฉพาะตัว เพราะวรรค 2 จะมีข้อความว่า หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคผู้ใด มีส่วนรู้เห็น ซึ่งคำว่าผู้ใดนั้นน่าจะหมายถึงมีกรรมการบริหารพรรคอื่นอีกคนหนึ่งจะต้องรู้เห็น เพราะการที่ผู้สมัครซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคกระทำผิดนั้นจะให้เข้าไปรู้เห็นกับตนเองได้อย่างไร
รายงานข่าวแจ้งว่า นายขวัญชัย ได้อภิปรายในที่ประชุมว่า การยุบพรรคถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะให้ยุบพรรค เพียงการกระทำของคนคนเดียว เพราะเรื่องนี้มีข้อสรุปว่ากรรมการบริหารพรรครายอื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวก็จะเป็นไปตามขั้นตอน โดยจะต้องให้เลขานุการที่ปรึกษากฎหมายกกต.นำเสนอเรื่องเข้าที่ที่ประชุมกกต.ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสัปดาห์หน้า เนื่องจากสัปดาห์นี้คงไม่มีการประชุมกกต.แล้ว
พปช. เห็นใจชาติไทย - มัชฌิมาธิปไตย
ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังที่ปรึกษากฎหมายกกต.มีมติ 6:1 กรณีพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยเข้าข่ายผิดพรบ.การเลือกตั้งส.ส.สว. มาตรา 103 วรรค 2 และรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และเห็นสมควรให้กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคเนื่องจากการกระทำของกรรมการบริหารให้มีผลถึงพรรคด้วยว่า เมื่อมีมติดังกล่าวออกมาทางพรรครู้สึกเห็นใจพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกเห็นใจกกต.ด้วย เพราะก่อนหน้านี้กกต.ก็บอกว่า ก็ไม่รู้ทำอย่างไรเพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 237 รัดคอเอาไว้ ก็เลยต้องตัดสินออกมาอย่างนี้
ในส่วนของพรรคพลังประชาชนก็คงเป็นเรื่องที่เลี่ยงยาก แต่ก็มีคำถามตามมาว่าสังคมจะไปยังไง เมื่อเป็นอย่างนี้ทุกพรรค ต่อไปการเมืองประเทศชาติจะเป็นอย่างไร มันเป็นความสะใจหรืออย่างไรที่ได้กำจัดคนส่วนมากออกจากทุกพรรคการเมืองและประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ร.ท.กุเทพ กล่าว
สำหรับกรณีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่เกรงว่าอาจใช้เป็นกรณีเทียบเคียงกับทั้ง 2 พรรค ร.ท.กุเทพกล่าวว่า ถือว่ากระบวนการในชั้นอนุกรรมการฯและกกต.ยังไม่ถือว่าสิ้นสุด เพราะยังต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณา เมื่อถึงตรงนั้นก็ต้องไปต่อสู้กันอีกครั้ง ทั้งนี้พรรคยังเชื่อมั่นในความเป็นธรรมและดุลพินิจของศาลฎีกาซึ่งท่านอาจให้ความเป็นธรรมกับเรา อย่างไรก็ดีสิ่งที่เราจะทำได้ตอนนี้คือเร่งแก้รัฐธรรมนูญให้ทันตามระยะเวลาที่ประกาศไปเท่านั้น
ชาติไทยเตรียมตั้งทีมทนายสู้ชั้นศาลคดียุบพรรค
นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่ที่ปรึกษากฎหมายของกกต.ที่ตั้งขึ้นมาพิจารณาคดียุบพรรค มีมติให้ส่งคดีพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นยุบพรรค เป็นแค่ขั้นตอนที่มีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ซึ่งเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วทางพรรคชาติไทยก็ต้องตั้งทีมทนายเพื่อไปสู้กันในชั้นศาล เหมือนกับกรณีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคไทยรักไทย แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้เราก็ต้องปกป้องและต่อสู้เพื่อพรรคชาติไทยให้ถึงที่สุด
นายวราวุธ ศิลปอาชา รองเลขาธิการพรรคชาติไทย กล่าวว่า มติที่ออกมาก็เป็นไปตามคาดและคงช่วยอะไรไม่ได้และทำอะไรไม่ทันในเมื่อเขามีมติออกมา 6 ต่อ 1 แบบนี้ อย่างไรก็ตามยังมีอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่มีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธานได้มีมติอย่างชัดเจนว่าการกระทำทุจริตดังกล่าวเป็นการกระทำส่วนบุคคลไม่เกี่ยวกับพรรคแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรและรู้สึกเสียดายข้อมูลนั้น แต่คงต้องยอมรับในเมื่อมติล่าสุดออกมาเป็นแบบนี้
ส่วนเรื่องใบสั่งก็คงคิดไม่ทันแล้ว เพราะผลออกมาเป็นแบบนี้ แต่ก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไม่อนุกรรมการฯที่กกต.ตั้งขึ้นมา 2 ชุด ถึงได้มีมติแตกต่างสุดขั้วกันแบบนี้ อีกชุดก็บอกว่าพรรคไม่เกี่ยว แต่อีกชุดบอกว่าพรรคผิด เรื่องนี้พ่อรู้แล้วแต่ก็ช่วยก็อะไรไม่ได้แล้ว นายวราวุธ กล่าว
นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม และรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายกรณี กกต.ให้ใบแดงกรรมการบริหารพรรคชาติไทยและโยงถึงการยุบพรรค กล่าวว่า ได้ทราบถึงมติที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายกกต.แล้ว แต่ยังไม่เห็นเอกสารอย่างเป็นทางการ ขั้นตอนต่อไปคงต้องรอให้กกต.ประชุมเพื่อมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งหากมีมติส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการส่งฟ้องต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญภายใน 30 วันจริง ก็ต้องรอดูอีกว่าอัยการจะส่งจริงหรือไม่ หากเห็นว่าสำนวนบกพร่องต้องตั้งคณะทำงานร่วม 2 ฝ่าย ระหว่าง อัยการสูงสุดกับกกต.
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องดูว่าขั้นตอนไปถึงไหน หากขั้นตอนไปถึงศาลรัฐธรรมนูญทางพรรคก็จะเตรียมทนายไว้ต่อสู้ในชั้นศาล แต่ยืนยันว่าในส่วนพรรคชาติไทยจะต่อสู้ตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ในชั้นการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในกรณีนี้มีข้อกฎหมายหลายมาตราที่พรรคเห็นว่าไม่ได้ปล่อยปละละเลย เช่น ม.105 ของพ.ร.บ. พรรคการเมือง ที่ระบุว่า ถ้าพิสูจน์ได้ว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคไม่ได้มีส่วนรู้เห็นและมีการยับยั้งการกระทำแล้วก็ไม่สามารถเอาผิดได้
นายนพดล พลเสน รองเลขาธิการพรรคชาติไทย กล่าวว่า เป็นไปตามที่ได้วิเคราะห์ไว้ ว่าสุดท้ายแล้วกกต. ต้องยึดหลักกฎหมายและส่งเรื่องของทั้ง 3 พรรค ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ต่อจากนี้จึงเป็นหน้าที่ของแต่ละพรรคที่จะต้องไปชี้แจงในชั้นไต่สวนเอาเอง ซึ่งพรรคชาติไทยค่อนข้างมั่นใจว่าผู้สมัครของพรรคจะไม่โยงถึงการทุจริต ทั้งนี้เราเข้าใจต้องดูอกเขาอกเรา เพราะเรื่องนี้เป็นเหมือนเผือกร้อน เมื่ออยู่ในมือกกต.กกต.ก็ทำหน้าที่คล้ายตำรวจ สุดท้ายต้องส่งให้อัยการส่งฟ้อง ส่วนผลจะออกมาอย่างไรขึ้นอยู่กับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ |
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
สนับสนุนเนื้อหาโดย
 |
| |
|