ให้คะแนนรัฐบาล-การทูตเขาวิหาร
โดย ข่าวสด วัน พฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 08:05 น.
รายงานพิเศษ ผลงานด้านการต่างประเทศของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยเฉพาะต่อกรณีปราสาทพระวิหาร กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกเป็นข้อ วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ว่าเหมือนประเทศไทยเป็นฝ่ายตามหลังประเทศกัมพูชาตลอด อีกทั้งการว่างเว้นจากการไม่มีรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศในขณะนี้ ย่อมส่งผลต่อการดำเนินนโยบาย และแนวทางการเจรจาต่อรองเรื่องต่างๆ บนเวทีโลก ในสายตานักการเมือง และนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายคนได้ให้ข้อคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวไว้น่าสนใจดังนี้ ประทุมพร วัชรเสถียร อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ รัฐบาลนี้ยังทำงานไม่เต็มที่ทุกสาขาเพราะมีเรื่องปั่นป่วนตั้งแต่ก่อนตั้งรัฐบาล ตั้งแล้วยังมีปัญหาภายในแต่ละพรรค ในสภา และมีเรื่องความแตกแยกในประเทศ แต่ละกลุ่มปฏิบัติการรุนแรงอย่างที่ไม่มีมาก่อน มีความแตกแยกซ้อนอยู่ มีกลุ่มที่ทำตัวเป็นอำนาจซ้อนขึ้นมา และปฏิเสธไม่รับอำนาจและหน้าที่ของรัฐบาล ทำให้การทำงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย บังเอิญเรามีปัญหาระหว่างประเทศเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ถือเป็นเรื่องโชคร้ายมาก ไม่ควรเกิดขึ้น ซึ่งได้โยงเรื่องการต่างประเทศเอาไว้ แม้จะไม่มีเรื่องปราสาทพระวิหาร แต่สภาพในประเทศมีความแตกแยกทำให้ภาพประเทศไม่ดี รมว.ต่างประเทศคนก่อนถ้ามีความเป็นนักการทูตอยู่ในตัวอาจพอช่วยได้บ้าง แต่ช่วงที่เรามีปัญหาว้าวุ่นหลายเรื่อง รมว.ต่างประเทศกลับถูกมองว่ามีความเกี่ยวข้องกับปัญหา มีเบื้องหลัง ทำให้ภาพออกมาในลักษณะไม่สวยนัก มีภาพด้านลบ ฉุดยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศของเราให้ถดถอยลงไปอีก จึงเสนอว่า 1.ขอให้ตั้งรมว.ต่างประเทศโดยเร็ว และควรมีรมช.ด้วย เพราะมีรัฐมนตรีคนเดียวไม่พอ เนื่องจากเรามีปัญหาหนักในเรื่องเขาพระวิหาร ควรให้ตัวรมว.ต่างประเทศดำเนินการในเรื่องนี้ ส่วนรมช.ให้ไปทำเรื่องอื่นๆ 2.กรณีเขาพระวิหารต้องใช้ความอดทน ใช้ความรู้ทางวิชาการ และเอกสารกฎหมายในอดีต รวมทั้งใช้เรื่องการตีความและทักษะในการเจรจา อยากให้กระทรวงการต่างประเทศวางนโยบายร่วมกับกองทัพ ฝ่ายจัดทำแผนที่ และฝ่ายความมั่นคงของประเทศ ทำแบบสันติ ไม่ใช่วอร์รูม เพื่อจะได้มีคณะทำวิจัยหรือมาช่วยศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยไม่มีเรื่องค่านิยมความรักชาติอย่างหัวทิ่มมาเกี่ยวข้อง ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์วันต่อวันที่เกิดขึ้นขณะนี้ มันมีความจริงอยู่อีกเยอะแต่ไม่เปิดเผยออกมา เพราะอาจจะมีผู้ประสงค์ไม่อยากให้เปิดเผย หรือมีมากเกินไปจนทำให้ข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน ดังนั้นในปัญหาเฉพาะหน้าเราต้องการเรื่องวิจัยเพื่อให้ได้เอกสารครบถ้วน มีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศและผู้รู้ประวัติศาสตร์เขาพระวิหาร ให้ศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ เรียกว่ารับกับปัญหาซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ที่ผ่านมาเราช้าไป 46 ปี ไม่ได้จัดการดินแดนซ้อนทับ เราต้องจัดการปัญหานี้ทันทีทันใด ต้องรีบหาคณะมาช่วยทำงาน สถาบันวิจัย กระทรวงการต่างประเทศมีแล้ว ระดมพวกหัวกฎหมายทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ นักนิติศาสตร์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติของกองทัพ สภาความมั่นคง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกสิ่งที่ศึกษาเสร็จต้องเปิดเผยผ่านสื่อให้ทุกคนได้รับทราบร่วมกัน ส่วนนโยบายต่างประเทศอื่นๆ โดยทั่วไป อาเซียนเป็นกลุ่มประเทศที่สำคัญ ความร่วมมือส่วนภูมิภาคต้องดึงเข้ามาใกล้ตัว มีเจ้าหน้าที่ดูแล จะละทิ้งไม่ได้ กระทรวงการต่างประเทศเป็นตัวเล่นสำคัญ และต้องทำร่วมกับกระทรวงอื่นๆ แม้บางเรื่องจะมีกระทรวงอื่นรับผิดชอบ เช่น เอฟทีเอ แต่กระทรวงการต่างประเทศจะปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องไม่ได้ ต้องทำรวมกันในลักษณะโลกาภิวัตน์ ถ้าจะช่วยให้นโยบายประเทศออกมาสวย กระทรวงการต่างประเทศจะเล่นคนเดียวไม่ได้ นายกฯ ต้องช่วย ภาพลักษณ์ของนายกฯ ต้องมีน้ำหนัก รู้เรื่องต่างๆ อย่างจริงจัง ไม่ใช้อารมณ์ หรือคำพูดที่แปลแล้วไม่มีความหมายสื่อด้านการทูตหรือสวนทางด้านการทูต นายกฯต้องเล่นบทบาทนักการทูตอีกแรงหนึ่ง นายกฯ ต้องเป็นตัวแสดง กระทรวงการต่างประเทศเป็นตัวชงเรื่อง ถ้างานประจำ รัฐมนตรีแสดงได้ แต่ถ้าเป็นปัญหาข้อขัดแย้ง นายกฯต้องเป็นผู้แทนประเทศ เป็นผู้สร้างภาพลักษณ์ของประเทศ โดยรับหรือปรึกษาข้อมูล ไม่ใช่ใช้อารมณ์เวลาเจอสื่อ นายกฯต้องนิ่งและเป็นนักการทูตมากกว่านี้ เพื่อช่วยยกบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ เพราะกระทรวงจะคุมบทบาทของตัวเองไม่ได้ทุกจุด ในจุดที่ต้องขอความร่วมมือเป็นหน้าที่ของประมุขของรัฐบาล นโยบายด้านต่างประเทศของแต่ละประเทศไม่อยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศอย่างเดียว แต่อยู่ที่กระทรวงอื่นด้วย ซึ่งคนที่จะรวบรวมข้อมูลที่มีคนชงคือหัวหน้ารัฐบาล เราต้องการบทบาทที่เหมาะสมในเรื่องการต่างประเทศจากนายกฯ มากกว่านี้ ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จากกรณีปราสาทพระวิหาร เกี่ยวกับนโยบายด้านการต่างประเทศ ไทยถือว่าเสียเปรียบกัมพูชามาก อีกทั้งการส่งกำลังเข้าไปในพื้นที่ กองกำลังของกัมพูชาเป็นกองกำลังขนาดเล็ก ลักษณะเหมือนตระเวนชายแดน ไม่มีอาวุธร้ายแรง ขณะที่ไทย ภาพที่ปรากฏในสายตาต่างชาติ ไทยส่งกองกำลังขนาดใหญ่มีอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปในพื้นที่ ขณะที่กัมพูชามีพันธมิตรประเทศต่างๆ เวียดนาม ลาว จีน และสหรัฐ ให้ความสนใจและสนับสนุน ทำให้กัมพูชายืนอยู่บนจุดที่ได้เปรียบไทย และถ้ายังเดินเกมตามกลยุทธ์จะเป็นจุดแข็งทำให้กัมพูชาเดินไปได้ไกลพอสมควร ขณะนี้ถือว่าไปไกลมากแล้ว ดังนั้น ไทยต้องดำเนินกลยุทธ์และสร้างจุดแข็งที่มั่นคง มีเอกภาพมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าไทยมีข้อจำกัดมาก โดยเฉพาะมาตรา 190 (2) ที่รัฐบาลจะต้องคำนึงถึงให้มาก ซึ่งกัมพูชาเองรู้ดีในประเด็นเหล่านี้ทำให้ถือเป็นโอกาสรุกล้ำไทย การไม่มีรมว.ต่างประเทศ ทำให้ขาดหัวขบวนในการไปเจรจาหาข้อตกลงกับฝ่ายกัมพูชา อีกทั้งไทยมีความแปรปรวนมาก ไม่ว่ารัฐบาล ทหาร ทูต พูดกันไปคนละทิศละทาง หาจุดยืนไม่ได้กับเรื่องนี้ จึงขอเสนอให้ไทยปรับกลยุทธ์ สร้างจุดแข็งโดยตั้งคณะทำงานขึ้นเป็นกรณีพิเศษในระดับรัฐบาล เพื่อมาเป็นผู้นำทีมในการเจรจาต่อรองกับกัมพูชา อย่างอดีตทูตพิเศษ หรืออดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน น่าจะเข้ามาเป็นคณะทำงานนี้ได้ ควรชี้ให้ชัดเจนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่เป็นธรรมกับไทย ต้องชี้แจงถึงข้อเท็จจริง เอกสาร หลักฐานต่างๆ ว่ามีการละเมิดตรงส่วนไหนบ้าง และต้องแสดงตัวให้ชัดเจนว่าหากมีการยิงต่อสู้ในบริเวณนั้น ต้องไม่ใช่ไทยที่เป็นฝ่ายรุกล้ำหรือเริ่มก่อน ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องเป็นฝ่ายรุก เราจะสุภาพเรียบร้อยเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะเขมรรุกเราทั้งในและนอกประเทศ การที่ไทยจะหาพันธมิตรประเทศต่างๆ มาสนับสนุนไม่ใช่เรื่องยาก อย่างสหรัฐ จีน ที่ผ่านมามีสัมพันธ์ที่ดีกัน น่าจะเจรจากันได้ เพราะสุดท้ายแล้วไทยและกัมพูชายังคงเป็นเพื่อนบ้าน ผูกมัดกันด้วยภูมิประเทศที่ต้องอยู่ร่วมกัน ส่วนบทบาทของนายกฯ ในเมื่อพูดมาตลอดว่าสนิทกับผู้นำกัมพูชา พูดคุยเจรจากันได้ นายกฯ ควรเป็นผู้นำธงไทยไปเจรจากับฝ่ายของกัมพูชา อย่างสถานการณ์ที่เกิดคล้ายกันในต่างประเทศ ส่วนใหญ่แล้วนายกฯ ต้องเป็นหัวขบวนสำคัญในการเจรจาต่อรองเรื่องสำคัญ แต่ที่ผ่านมานายกฯ สมัคร ยังแสดงออกไม่ชัดเจน ปัญหาการเมืองในเรื่องอื่นๆ ภายในประเทศ อาจทำให้นายกฯ ไม่สามารถมีบทบาทในเรื่องนี้เท่าที่ควร ทั้งนี้ รัฐบาลควรเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เร่งตั้งรมว.ต่างประเทศโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เข้ามาทำงานและโชว์ผลงานในเรื่องปราสาทพระวิหารเป็นเรื่องแรก ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต สมาชิกวุฒิสภา รองประธาน กมธ.การต่างประเทศ การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผ่านมาของรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นปราสาทพระวิหาร เห็นว่ารัฐบาลควรลาออกได้แล้ว เพราะแทนที่รัฐบาลจะตอบโต้กับกัมพูชาในทางการทูต แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย มีแต่กัมพูชาว่าฝ่ายเดียว เขาวางแผนดีมาก เป็นขั้นตอนดี ขณะที่ไทยเป็นฝ่ายตั้งรับ ถือเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลอย่างยิ่งที่ไม่มีแผนงานระยะยาว ไม่ตอบโต้ และไม่มีหัวเรือด้วยซ้ำ คอยตั้งรับฝ่ายเดียว ทำให้เสียเปรียบ ทั้งนี้ปัญหาความตรึงเครียดมาจากรัฐบาลไม่ยอมถอนแถลงการณ์ร่วม ทำให้กัมพูชาสามารถจดทะเบียนได้ฝ่ายเดียว รัฐบาลควรรับผิดชอบโดยการลาออก แต่ถ้าไม่ลาออก ขอให้มีมาตรการ ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว ที่ผ่านมาทหารทำดีที่สุดแล้ว ส.ว.กำลังดำเนินการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ศึกษาให้ดีก่อนจะเสนอแนะ แต่ก่อนอื่นที่เรียกว่าพื้นที่ทับซ้อน ความจริงตามสนธิ ค.ศ.1904, 1907 ที่เราตกลงกันว่าตามสันปันน้ำ ฉะนั้นพื้นที่ทับซ้อนควรเรียกว่าพื้นที่ของประเทศไทย อย่าเรียกทับซ้อนต่อไป เพราะตามสนธิสัญญานั้นเป็นพื้นที่ไทย 4.6 ตารางกิโลเมตร ดังนั้น รัฐบาลควรมีท่าทีตรงนี้ชัดเจนก่อนและผลักดันให้ชาวกัมพูชาออกไปจากพื้นที่ตรงนี้ เพื่อเคลียร์พื้นที่ ที่สำคัญควรเร่งปรับปรุงนโยบายต่างประเทศอื่นๆ เพราะสัปดาห์หน้าไทยจะรับเป็นประธานอาเซียน ต่อจากสิงคโปร์ ที่ผ่านมาเรายังไม่มีนโยบายที่แน่นอน รัฐบาลต้องรีบจัดการ หน้า 6รวมเรื่องฮอต : คลิปเด็ด ภาพเด็ด ซุบซิบดารา กระทู้ฮอต ข่าวเด่น วาไรตี้ เกมส์-ไอที ข่าวกีฬา คลิกที่นี่







ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: ให้คะแนนรัฐบาล-การทูตเขาวิหาร
แสดงความคิดเห็น
ซ่อนความคิดเห็น
รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก "
" เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ
จำนวนข้อความทั้งหมด 1
Re: ให้คะแนนรัฐบาล-การทูตเขาวิหาร
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์