ข่าว การเมือง อาชญากรรม สลากกินแบ่งรัฐบาล สังคม ดารา บันเทิง
 
  ค้นหาข่าว  
 
ร้องทุกข์ ร้องเรียน เว็บบอร์ด
helper end
  หน้าแรกข่าว > สกู๊ปพิเศษ > สังคมไทย กับสถานการณ์ผู้สูงอายุในปัจจุบันและอนาคต
 

สังคมไทย กับสถานการณ์ผู้สูงอายุในปัจจุบันและอนาคต

โดย มติชน วัน เสาร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2550 02:01 น.
โดย ศากุล ช่างไม้ มหาวิทยาลัยคริสเตียน sakulc@christian.ac.th

วันสงกรานต์มาถึงแล้ว สิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่นึกถึงขณะนี้คือ การเดินทางกลับบ้านภูมิลำเนาของแต่ละคน และการรดน้ำขอพรบุพการีและญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

จริงๆ แล้วช่วงเทศกาลสงกรานต์มีความสำคัญหลายประการ

ประการแรก วันที่ 13 เมษายน คือ วันสงกรานต์ และ วันผู้สูงอายุ

ประการที่สอง วันที่ 14 เมษายน คือ วันครอบครัว

อย่างที่เราท่านทราบดีว่าปัจจุบันครอบครัวในสังคมไทยกลายเป็นครอบครัวเดี่ยวมากกว่าครอบครัวขยาย กล่าวคือ มีสมาชิกในครอบครัวอยู่กับไม่เกินสองรุ่น (generation) ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวกลายเป็นปัญหาต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นกับคนในสังคมโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ

หากว่าการเป็นผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาและสามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็น่าจะเป็นการดี แต่ในความเป็นจริง การเป็นผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ดังนั้น ความสำคัญจึงอยู่ที่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุอย่างไรให้มีความสุข ทั้งตนเองมีความสุขและสมาชิกในครอบครัวก็มีความสุขด้วย

เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้สูงอายุในสังคมไทย ณ ปัจจุบันนี้ มีการรายงานจำนวนของผู้สูงอายุไว้ว่ามีจำนวนเกือบ 7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรไทยทั้งหมด

เมื่อมีการคาดการณ์ทางสถิติไปข้างหน้า ในปี พ.ศ.2565 จะมีจำนวนผู้สูงอายุในสังคมไทยถึงร้อยละ 18

นั่นหมายความว่าเมื่อมีกลุ่มคนเดินมา 10 คน จะพบว่าเป็นผู้สูงอายุเกือบ 2 คน

ไม่เพียงเท่านั้น การเพิ่มของประชากรสูงอายุของประเทศไทย ยังมีอัตราการเพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มเป็น 2 เท่า ในเวลา 30 ปี ทั้งๆ ที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้เวลาตรงนี้เป็นร้อยปี

เมื่อถึงเวลานั้นสังคมไทยจะรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร?

จริงๆ แล้วคำถามนี้เป็นคำถามที่หลายฝ่ายได้แสดงความรับผิดชอบและกำลังร่วมกันหาแนวทางในการตอบโจทย์ข้อนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข สถาบันอุดมศึกษาเอกชนหลายแห่ง ซึ่งมีหน่วยงานที่ดำเนินการเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่สำคัญ เช่น สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรวมทั้งสถาบันอื่นๆ ด้วย

ซึ่งประเด็นสำคัญที่นอกเหนือจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว ยังมีประเด็นต่างๆ ที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อตีโจทย์ให้แตก ดังนี้

ประเด็นแรก การที่ประเทศไทย แก่ก่อนรวย คำกล่าวนี้ได้รับการวิพากษ์มากในที่ประชุมของโครงการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การเตรียมพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2550

โดยนัยนี้ หมายความว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งต้องการกำลังของคนหนุ่มสาวมาช่วยกันสร้างผลผลิตให้กับประเทศ แต่ทว่าประเทศยังต้องรับมือกับปัญหาจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งที่ประเทศยังไม่มีฐานกำลังด้านเศรษฐกิจที่มากเพียงพอ

ประเด็นที่สอง การมีโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัวของผู้สูงอายุ โรคเรื้อรังหมายถึงโรคที่มีผลก่อให้เกิดความผิดปกติ ความบกพร่อง หรือความไม่สมบูรณ์ของร่างกาย โดยผลที่อาจตามมาคือมีความพิการหลงเหลืออยู่ และไม่สามารถแก้ไขให้ดีดังเดิม จำเป็นต้องมีการดูแลจากผู้ที่มีความรู้อย่างถูกต้อง เพื่อฟื้นฟูสภาพให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตามสภาพของการเจ็บป่วยนั้น ตัวอย่างโรคที่พบในผู้สูงอายุคือ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ส่วนโรคประจำตัวหมายถึงโรคที่ป่วยติดต่อกันตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป แล้วยังรักษาไม่หาย ต้องทำการรักษาต่อไป (แต่สามารถรักษาให้หายได้) เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามบริเวณต่างๆ เช่น ไหล่ ข้อศอก ข้อมือ หรือมือ มีอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ ตามัว โรคตาอื่นๆ โรคซึมเศร้า โรคจิตประสาทอื่นๆ โรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น

จากภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัวดังกล่าวทำให้การดูแลสุขภาพต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญจากบุคลากร ตลอดจนรูปแบบการดูแลที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทยให้มากที่สุด

จากรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุปี พ.ศ.2548 พบว่าสถิติปัจจุบันร้อยละของประชากรไทยทั้งหมดที่มีโรคเรื้อรังไปตกอยู่ที่ผู้สูงอายุถึงร้อยละ 50 โดยโรคที่พบมากที่สุดคือกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด พบถึงร้อยละ 42.66

ประเด็นที่สาม จำนวนผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไป มีมากขึ้น นั่นหมายความว่าสังคมจะต้องร่วมกันรับผิดชอบผู้สูงอายุจำนวนนี้ ซึ่งจะมีจำนวนมากขึ้นทุกปีและมีแนวโน้มของการเป็นโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นด้วย กล่าวคือ ในจำนวนผู้สูงอายุกลุ่มนี้ ร้อยละ 55.5 เป็นผู้ที่มีโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัวและจำเป็นต้องได้รับการดูแลหรือมีภาวะพึ่งพา

ประเด็นที่สี่ ผู้สูงอายุในปัจจุบันและในอนาคตมีแนวโน้มที่จะอยู่ลำพังหรือหากอยู่กับครอบครัว ก็มักเป็นครอบครัวเดี่ยว ที่อยู่กับโดยสมาชิกคนอื่นต้องทำงานและผู้สูงอายุต้องอยู่บ้านคนเดียวหรืออาจอยู่กับคู่ชีวิตที่เป็นผู้สูงอายุด้วยกันเองในเวลาที่สมาชิกอื่นออกไปทำงาน ซึ่งในประเด็นนี้เองจะทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง คือการที่ผู้สูงอายุต้องดูแลผู้สูงอายุด้วยกันเอง การขาดผู้ดูแลผู้สูงอายุที่เป็นคนในครอบครัว และทำให้ต้องมีการว่าจ้างผู้ดูแลที่อาจมีความรู้หรือทักษะไม่ดีพอ

ประเด็นที่ห้า การขาดกำลังหลักในการดูแลสมาชิกในครอบครัว กำลังหลักที่ว่านี้คือผู้หญิง เดิมทีสังคมไทยเคยให้อำนาจและวางบทบาทผู้หญิงให้เป็นผู้ดูแลหรือจัดการกิจการต่างๆ ในครัวเรือน แต่ปัจจุบันผู้หญิงต้องออกไปทำงานและหาเลี้ยงครอบครัวเท่าเทียมกับผู้ชาย โดยบางครอบครัวผู้หญิงอาจมีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบมากกว่าผู้ชาย สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บทบาทของการเป็นผู้จัดการของครอบครัวลดลง สังคมจึงไม่อาจฝากความหวังเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุกับผู้หญิงได้อีกต่อไป

จากประเด็นที่สี่และห้าจึงทำให้เกิดปัญหาการขาดการเตรียมพร้อมของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลในรูปแบบใด

ประเด็นที่หก ความคิดที่ว่าการดูแลผู้สูงอายุคือ การสงเคราะห์ มากกว่า การส่งเสริม คุ้มครองและสนับสนุน จึงทำให้มุมมองต่อผู้สูงอายุเป็นการช่วยเหลือแบบสงเคราะห์โดยขาดการพัฒนาผู้สูงอายุเอง ซึ่งจริงๆ แล้วผู้สูงอายุหลายรายที่สังคมสามารถส่งเสริมให้ท่านดำรงไว้ซึ่งศักยภาพที่มีอยู่ และนำศักยภาพนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคมไทยได้

มาถึงตรงนี้โจทย์ต่อไปที่จะต้องตีให้แตกคือ แล้วสังคมไทยจะหาทางออกอย่างไรกับสถานการณ์ผู้สูงอายุในปัจจุบัน?

การพิจารณาหาทางออกสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันไม่ง่ายนัก เพราะต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของคนในทุกระบบ ทุกระดับ และทุกหน่วยงาน

การบอกว่าเรื่องผู้สูงอายุเป็นเรื่องของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือเป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น คงกล่าวเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะสังคมไทยซึ่งหมายถึงคนไทยทุกคนต้องช่วยกันรับผิดชอบสังคมที่จะมีประชากรสูงอายุมากขึ้น และสักวันหนึ่งทุกคนก็ต้องกลายเป็นผู้สูงอายุด้วยกันทั้งสิ้น

ทางออกที่ควรพิจารณาให้เป็นทางเลือกในการสร้าง ระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ผู้สูงอายุในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตจึงควรเป็นดังนี้

1.สร้างฐานกำลังของครอบครัวให้เข้มแข็ง ใครที่ไม่เคยดูแลบุพการีให้ลูกหลานของตนเองได้เห็นเพื่อการเลียนแบบที่ดีในอนาคตก็ต้องเริ่มตั้งแต่บัดนี้ อาศัยโอกาสวันสงกรานต์ วันผู้สูงอายุและวันครอบครัวที่จะเริ่มปฏิบัติตนเป็นคนดี ดูแลพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย อย่างต่อเนื่องให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนรุ่นหลัง

2.เปลี่ยนมุมมองต่อผู้สูงอายุให้เป็นแบบ พัฒนา มากกว่าการ สงเคราะห์ ข้อนี้อาจทำยากเพราะสังคมไทยให้ความหมายของการเป็นผู้สูงอายุว่าเป็นผู้ที่ต้องให้ความเคารพ ให้การดูแล และช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม อาจเริ่มต้นง่ายๆ คือหากผู้สูงอายุท่านสามารถปฏิบัติกิจกรรมใดได้เอง ก็ให้ท่านทำด้วยตนเองโดยมีลูกหลานคอยอยู่ดูใกล้ๆ เมื่อท่านต้องการความช่วยเหลือ เน้นให้ท่านพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

หลายคนอาจบอกว่าเป็นเรื่องยาก เพราะอาจกลายเป็นการดูดายและปล่อยปละละเลย ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่ เพราะคนในครอบครัวจะต้องคอยใส่ใจในสิ่งที่ท่านทำ เป็นกำลังใจให้เมื่อท่านต้องการ การใช้คำพูดที่ส่งเสริมศักยภาพและการพึ่งพาตนเองอย่างเหมาะสม จะยิ่งช่วยให้ผู้อายุรู้สึกมีกำลังใจ ภูมิใจที่ยังสามารถดูแลตนเองได้ และจะกลายเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในครอบครัว สังคม และประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง

3.การนำนโยบายหรือแผนผู้สูงอายุระยะยาวสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง งานนี้เป็นงานระดับนโยบายและการปฏิบัติจะต้องลงไปถึงทุกภาคส่วน อาจเน้นที่ระดับจังหวัดเป็นเบื้องต้น ซึ่งปัจจุบันในระดับจังหวัดเกือบทุกจังหวัดได้เริ่มมีการกำหนดข้อมูลหรือแผนตลอดปีเกี่ยวกับผู้สูงอายุ โดยให้ทุกหน่วยงานที่สังกัดหรือเกี่ยวข้องกับจังหวัดเป็นผู้รายงาน ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุขจังหวัด อำเภอ สถาบันการศึกษา แม้แต่ในชุมชนและชมรมผู้สูงอายุ จากจุดนี้เองแต่ละจังหวัดอาจได้การปฏิบัติการดูแลผู้สูงอายุที่ดี (Best practice) ของจังหวัดตนเอง และอาจมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างจังหวัดได้

4.การจัดระบบการดูแลผู้สูงอายุทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ งานนี้จะเป็นงานต่อเนื่องจากข้อ 3 ซึ่งในความเป็นจริงการดูแลผู้สูงอายุมีทั้งที่เป็นทางการ (Formal care) และที่ไม่เป็นทางการ (Informal care)

กล่าวคือ การดูแลอย่างไม่เป็นทางการภายในครอบครัวอาจมีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละบ้าน ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือสร้างเครือข่ายการดูแลในรูปของสมาชิกครอบครัวแบบเพื่อนช่วยเพื่อนได้

ส่วนการดูแลแบบเป็นทางการที่มีการจัดระบบโดยองค์กร หน่วยงานหรือแม้แต่บริการในสถาบันการศึกษา เช่น รูปแบบของการฝากเลี้ยงที่เรียกว่า ไปเช้า-เย็นกลับ (Day care center) ก็มีความจำเป็น และสามารถสร้างรูปแบบให้ชัดเจน อาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้จากผลการวิจัยเป็นฐานในการคิดและวางระบบ

หากพบว่าผู้ดูแลในครอบครัวขาดความรู้ส่วนใดในการดูแล หรืออาจมีเจตคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้สูงอายุ สถาบันที่จัดการดูแลแบบเป็นทางการสามารถเติมเต็มในสิ่งเหล่านี้โดยอาศัยวิธีการอบรม ประชุมเชิงปฏิบัติการได้

นอกจากนั้นอาจถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องเปิดใจรับการสร้างระบบการดูแลผู้สูงอายุในสถานบริบาล สถานดูแลแบบชั่วคราว และสถานดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต

5.การตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าสังคมไทยจะส่งเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุให้มากที่สุด คำว่าศักยภาพในที่นี้ จะตรงกับความหมายที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ในปี พ.ศ.2545 ว่าต้องสนับสนุนให้ผู้สูงอายุเป็นผู้ที่ศักยภาพ (Active ageing) ให้ได้ การเป็นผู้สูงอายุที่คงศักยภาพของตนเองไว้ได้นั้นประกอบด้วยแนวคิด 3 ประการ ได้แก่

หนึ่ง การพึ่งพาตนเองได้หรือคงภาวะสุขภาพที่ดีที่สุดของตนเองในแต่ละช่วงชีวิตให้ได้

สอง การมีส่วนร่วมกับสังคมให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

และ สาม การสร้างหากประกันและความมั่นคงให้ตนเองตามอัตภาพ ซึ่งข้อนี้รัฐอาจต้องลงมามีส่วนช่วยในการสร้างหลักประกันให้กับผู้สูงอายุในท้ายที่สุด

ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐได้เริ่มไปแล้วในหลักประกันเกี่ยวกับสุขภาพ และผู้สูงอายุก็เคยเป็นผู้สร้างผลผลิตให้กับรัฐมาแล้วในอดีต

โจทย์สุดท้ายที่ทุกคนต้องหาทางออกคือ แล้วเราเตรียมพร้อมในการเป็นผู้สูงอายุที่มีศักยภาพในอนาคตหรือยัง?

สุขภาพของเราเองเป็นอย่างไร ใครที่ยังรับประทานอาหารแบบไม่ยั้งคิด รับประทานทุกอย่างได้โดยไม่สนใจว่าสัดส่วนของไขมัน คอเลสเตอรอล เป็นอย่างไร จะมีใยอาหารเพียงพอหรือไม่ในแต่ละมื้อ หรือไม่เคยออกกำลังกายเลย (อย่าว่าแต่ออกกำลังกายจริงจัง แม้แค่ขยับซึ่งเท่ากับออกกำลังกาย อย่างที่ สสส.พยายามประชาสัมพันธ์อยู่ยังทำไม่ได้) ก็เตรียมตัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ล่วงหน้า

ยังไม่ต้องพูดถึงความเครียดจากการตั้งหน้าตั้งตาหาเงินแบบไร้สติ

ทำงานหนักจนกลายเป็นความเคยชิน เพราะสร้างหนี้สินจากการซื้อหาสิ่งของเครื่องใช้ไว้ในครัวเรือนเกินจำเป็น

เราเคยมีส่วนร่วมในสังคม ชุมชนอย่างไรบ้าง หรืออยู่แบบให้เวลาผ่านไปวันต่อวันโดยไม่เคยสนใจไยดีกับสังคมรอบข้าง

และท้ายที่สุดเราเคยสร้างหลักประกันเพื่อความมั่นคงในชีวิตของตนเองหรือไม่ เงินแต่ละเดือนที่หามาได้ เคยถูกจัดสรรให้มีการเก็บออมบ้างหรือไม่

เพราะแม้แต่ชุมชนของครูชบ ยอดแก้ว ในจังหวัดสงขลา ยังสามารถสร้างการออมจากกลุ่มสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1 บาทได้

หากเราและทุกคนในสังคมจริงจังกับสถานการณ์ผู้สูงอายุที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ช่วยกันสร้างระบบการดูแลโดยส่วนรวมและสร้างตนเองให้มีศักยภาพของการเป็นผู้สูงอายุมากที่สุด สังคมไทยก็ไม่ต้องกลัวกับการรับมือกับปัญหาใดๆ เพราะสิ่งที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอาจไม่เกิดขึ้นในอนาคตก็ได้ เราเท่านั้นที่จะช่วยกันหาคำตอบเหล่านี้

หน้า 9

 


 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นๆ คลิปข่าวเด็ด S! TV
news สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 อุบลราชธานี รับสมัครเตรียมเป็นผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือ
news นักเรียน - เยาวชนจันทบุรีแห่ชมนิทรรศการพระบิดาแห่งฝนหลวง
news สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.ลำพูน ดำเนินงานพัฒนาชุมชนปีงบประมาณ 2553
news จ.สุราษฎร์ธานี ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา แด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวด
news สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ คัดค้านการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุดไม่มีความเหมา
news จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานและงานอาชีพ
tvASTV1
tvDMC
tvMVTV1
tvMVTV2
tvMVTV3
tvNation
tvสทท.11
tvMCOT
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งกระทู้ใหม่, ตั้งกระทู้โหวต, ดูกระทู้ทั้งหมด >>
สังคมไทย กับสถานการณ์ผู้สูงอายุในปัจจุบันและอนาคต