ข่าว การเมือง อาชญากรรม สลากกินแบ่งรัฐบาล สังคม ดารา บันเทิง
 
  ค้นหาข่าว  
 
ร้องทุกข์ ร้องเรียน เว็บบอร์ด
helper end
  หน้าแรกข่าว > สกู๊ปพิเศษ > เส้นทางหมายเลข 7 เชื่อมจีน ลาว กัมพูชา กับผลประโยชน์ของจีน
 

เส้นทางหมายเลข 7 เชื่อมจีน ลาว กัมพูชา กับผลประโยชน์ของจีน

โดย มติชน วัน พุธ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 04:19 น.
โดย ธัญญาทิพย์ ศรีพนา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในช่วงนี้ มักได้ยินการกล่าวขานถึงเส้นทางต่างๆ ที่เชื่อมต่อภายในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงกันบ่อยขึ้น ก่อนหน้านี้ จะได้ยินการพูดถึงเส้นทางหมายเลข 9 บนระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) กันเสมอ อีกทั้ง มีความพยายามในการศึกษาถึงการเชื่อมต่อไทย ลาว เวียดนามด้วยเส้นทางนี้ ศึกษาถึงความสำคัญด้านเศรษฐกิจ ของเส้นทางนี้ ทั้งในด้านการค้าและการท่องเที่ยว

เส้นทางหมายเลข 9 ได้กลายเป็นเส้นทางที่อาจจะเชยไปเสียแล้ว แม้จะมิได้หมดความสำคัญไปแต่อย่างใด ทั้งนี้ มีเส้นทางใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายเส้นทาง โดยอาจเป็นเส้นทางเล็กที่เคยมีอยู่แล้ว แต่ใช้การไม่ได้หรือใช้การได้อย่างยากลำบาก แต่ขณะนี้ได้ก่อสร้างซ่อมแซมยกระดับใช้งานได้สะดวก

ผู้เขียนทำวิจัยเกี่ยวกับประเทศเวียดนามเป็นหลัก ทำวิจัยเกาะติดมาเป็นเวลา 20 ปี นับตั้งแต่ปี 1988 เพื่อพยายามที่จะทำความเข้าใจเวียดนามในหลายๆ ด้าน ประเทศนี้มีความลึกซึ้ง แม้จะใช้เวลาในการศึกษานานขนาดนี้ ก็ยังรู้สึกว่า ยังรู้น้อย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ลงพื้นที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกที่กล่าวมาข้างต้น และเกี่ยวกับระเบียงด้านใต้ (Southern Economic Corridor) ในลาว กัมพูชาเพิ่มขึ้น รวมทั้งชายแดนเวียดนาม-กัมพูชา เส้นทางขนานชายทะเลทางใต้ของกัมพูชา ทำให้ได้เปิดหูเปิดตาขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

การทำงานวิจัยในทุกๆ เรื่องนี้ เป็นความพยายามที่จะขุดลึกถึงต้นตอ ซึ่งกว่าจะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นองค์ความรู้นั้น ก็ด้วยความยากเย็นและด้วยความอดทน ขณะที่นักวิชาการบางคนที่ไม่ยอมทำวิจัยหาข้อมูลในพื้นที่ ไม่ศึกษาวิเคราะห์แม้แต่เอกสารด้วยตนเอง กลับไร้จรรยาบรรณ ฉกฉวยผลงานวิจัยของผู้อื่นนำไปใช้อย่างลับๆ ล่อๆ โดยไม่อ้างอิงและบอกแหล่งที่มา หรือไม่ก็อ้างอิงให้น้อยที่สุด ทำเสมือนหนึ่งว่าเป็นงานที่ตัวเองค้นพบ และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญไปอย่างภาคภูมิใจไร้ความเขินอาย

จากการเดินทางไปลาวและกัมพูชาอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้สำรวจเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างลาวและกัมพูชา ซึ่งมีการกล่าวขานกันมากขึ้นทุกที แต่เส้นทางเส้นนี้ยังคงมีการศึกษาลงพื้นที่กันน้อย เส้นทางเส้นนี้คือ

เส้นทางหมายเลข 7

เส้นทางหมายเลข 7 เป็นเส้นทางในกัมพูชาที่เชื่อมต่อจากเส้นทางหมายเลข 13 ในแขวงจำปาสักของลาว จุดเชื่อมต่อนี้อยู่ห่างจากปากเซ 158 กม. และอยู่ห่างกรุงพนมเปญมีระยะทาง 428 กม.

ณ จุดสุดเขตแดนลาวบนเส้นทางหมายเลข 13 มีด่าน 2 ด่านที่เชื่อมต่อกับกัมพูชานั่นคือ ด่านทางน้ำและด่านทางบก ด่านทางน้ำนั้นจะอยู่ที่บ้านเวินคาม เรียกกันว่า ด่านเวินคาม จากเวินคามสามารถนั่งเรือล่องโขงไปจนถึงเมืองสะตึงแตร็งของกัมพูชา

ส่วนด่านทางบกนั้น ชื่อว่า ด่านดงกะลอ ผู้เขียนสังเกตเห็นป้ายชื่อด่าน เขียนว่า ด่านดงกะลอทั้งฝั่งลาวและฝั่งกัมพูชา จากจุดแยกบ้านเวินคามเข้าสู่ด่านดงกะลอนั้น มีระยะทางประมาณ 8 กม. ในช่วงต้นของถนนกำลังมีการก่อสร้าง แต่เส้นทางที่ลึกเข้าสู่ด่านมีพื้นที่ที่เป็นป่า ซึ่งมีระยะทางประมาณ 5-6 กม. เป็นเส้นทางแคบๆ ที่เป็นหลุมเป็นบ่อ รถสวนกันไม่สะดวกนัก ต้องขับรถช้ามากๆ หรืออาจจะเรียกว่าคลานก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังฝนตก

เราใช้เวลาขับรถหรือคลานถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง สำหรับระยะทาง 5-6 กม. ทั้งนี้ ในบางช่วงต้องลงเดินจากรถ ในระหว่างทางมีรถมอเตอร์ไซค์ของคนในพื้นที่ขับสวนมา 3 คัน ด่านฝั่งลาวเล่าให้ฟังว่า นานๆ จะมีผู้สัญจรแบบเราเข้ามาสักที อาทิตย์หนึ่งไม่กี่คน

เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ผู้เขียนเคยเดินทางมาบนเส้นทางนี้ พยายามที่จะเข้ามายังด่านดงกะลอ แต่ทำไม่ได้เพราะป่าไม้มีความรกและรกกว่าป่าในปัจจุบัน มีสัตว์เลี้อยคลานเดินหลงออกมาให้เห็น นอกจากนี้ ยังเกรงว่าจะมีความเสี่ยงต่อการถูกจี้ปล้น การเดินทางครั้งนั้น จึงหยุดอยู่ที่ช่วงปากทางเท่านั้น

เมื่อผ่านด่านดงกะลอของลาวไปถึงด่านดงกะลอฝั่งกัมพูชา จะเจอเส้นทางหมายเลข 7 จ่อติดกับที่ทำการด่านตรวจคนเข้าเมืองทันที เส้นทางหมายเลข 7 เป็นเส้นทางที่ลาดยางมะตอยมีสภาพดียิ่ง มีการตีเส้น ป้ายบอกทางและหลักกิโลเมตรพร้อมสมบูรณ์เหมือนกับเส้นทางหมายเลข 9 ในส่วนของลาว

เส้นทางนี้เป็นเส้นที่จีนให้ความช่วยเหลือในการก่อสร้าง ช่วงที่จีนให้ความช่วยเหลือนั้นเป็นช่วงระหว่างชายแดนลาวกัมพูชากับสะตึงแตร็ง (51 กม.โดยประมาณ)

ทำไมจีนจึงสนใจและให้ความช่วยเหลือ

ในการสร้างเส้นทางหมายเลข 7

มีเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการ คือ

1) เส้นทางหมายเลข 7 เชื่อมต่อกับเส้นทางหมายเลข 13 ในลาว และสามารถเชื่อมต่อไปสู่จีน

2) เส้นทางหมายเลข 7 มีส่วนช่วยในการกระจายสินค้าและนำทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างสู่จีน

และ 3) เส้นทางหมายเลข 7 สามารถนำจีนไปสู่ทางออกทางทะเลได้อีกทางหนึ่งแม้จะเป็นระยะทางยาวก็ตาม

การเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางหมายเลข 7

กับเส้นทางหมายเลข 13

เส้นทางหมายเลข 7 นี้เชื่อมต่อกับเส้นทางหมายเลข 13 ที่ชายแดนลาว-กัมพูชา ที่ปลายทางอีกข้างหนึ่งของเส้นทางหมายเลข 13 เชื่อมต่อกับจีนได้

การเชื่อมต่อทางบกระหว่างจีนกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงนี่ เป็นวิธีหนึ่งที่นำมาซึ่งการกระจายสินค้าของจีนสู่จุดต่างๆ ในอนุภูมิภาค และยังสามารถนำทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างที่จีนต้องการไปสู่จีน ดังเช่น ยางพารา ไม้สน เป็นต้น

ขณะนี้ จีนกำลังพยายามสร้างการเชื่อมต่อในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้ได้มากที่สุด

การกระจายสินค้า

และการนำทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างสู่จีน

ไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่า ที่ใดมีถนน ที่นั่นย่อมมีการกระจายสินค้าหรือการค้า แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าการกระจายสินค้าก็คือ การนำทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างสู่จีน

ในหลายจังหวัดในกัมพูชา เป็นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ดังเช่น ปาล์มน้ำมัน ต้นสน มะม่วงหิมพานต์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพารา

ในปัจจุบัน ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา หรือแม้แต่ในไทย

ทั้งในลาวและกัมพูชา ในหลายพื้นที่มีการลงทุนปลูกยางของนักลงทุนในประเทศ และการลงทุนจากเวียดนาม โดยใช้แรงงานของคนในพื้นที่ในสองประเทศนี้และสร้างที่อยู่อาศัยให้กับคนงาน คนงานเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่เวียดนามใช้ปลูกยาง

ตามเส้นทางหมายเลข 13 ในแขวงจำปาสัก และบางพื้นที่ในแขวงเซกอง จะมีพื้นที่ปลูกยาง

ในกัมพูชาก็เช่นกัน ขนานไปกับเส้นทางหมายเลข 7 มีการปลูกยางกันในเขตสะตึงแตร็ง รัตนคีรี มณฑลคีรี กำปงจาม และตามเส้นทางหมายเลข 6 ที่กำปงธม เป็นต้น

บริษัท Tay Ninh Rubber Company (Taniruco) ของจังหวัดไตนิงห์ และ Phu Rieng Rubber co. ของจังหวัดบิ่งเฟื๊อกของเวียดนามซึ่งอยู่ในเครือ Vietnam Rubber Corporation ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางลาเท๊กซ์ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ต้องการที่จะเข้ามาลงทุนปลูกยางและสร้างโรงงานแปรรูปยางทั้งในลาว เช่นที่ เซกอง และในกัมพูชาในจังหวัดกำปงจาม (Kampong Cham) กระแจ๊ะ (Kratie) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเวียดนาม อีกทั้งจังหวัดอื่นๆ ด้วย และมีแผนการที่จะปลูกยางในพื้นที่กัมพูชาประมาณ 100,000 เฮกตาร์ หรือไม่น้อยกว่า 600,000 ไร่

ในปี 2015 เวียดนามมีแผนการที่จะปลูกยางพาราในทั้งสองประเทศบนพื้นที่ 500,000 เฮกตาร์ หรือไม่น้อยกว่า 3 ล้านไร่ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากรัฐบาลของทั้งสองประเทศ และในบางพื้นที่บางจังหวัด ก็ได้เริ่มดำเนินการแล้ว

ในปัจจุบัน เวียดนามเป็นประเทศส่งออกยางพารารายใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก และในแต่ละปีจำนวนและมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากขึ้น ในปี 2006 เวียดนามส่งออกยางด้วยมูลค่า 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลูกค้ารายใหญ่ ได้แก่ จีน สหรัฐสหภาพยุโรป ฯลฯ

ยางพาราที่ปลูกในกัมพูชาที่ลงทุนโดยเวียดนาม ผลผลิตของยางจะถูกนำไปใช้บริโภคในประเทศเวียดนามและส่งออกต่างประเทศด้วย และส่วนหนึ่งในจำนวนไม่น้อยก็ขายให้แก่จีน ยางพาราที่ปลูกโดยนักลงทุนกัมพูชาก็เช่นกัน ผลผลิตส่วนหนึ่งก็ขายให้แก่จีน

ตามข้อมูลที่ได้รับ จีนกลายเป็นประเทศที่บริโภคยางมากที่สุดในโลก รองลงมาคือ สหรัฐอเมริกา ดังจะเห็นว่า จีนกว้านซื้อยางในอนุภูมิภาค รวมถึงไทยด้วย ดังจะเห็นว่าหลายจังหวัดในภาคอีสานของไทยมีการสนับสนุนให้ปลูกยางพารากัน ในอีกไม่กี่ปีในอนาคตอันใกล้ ยางพารางคงให้ผลผลิตพร้อมๆ กัน ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดราคาของยางในตลาดโลกก็อาจเป็นไปได้

การปลูกยางบนพื้นที่ในลาวและกัมพูชาดังกล่าวที่กล่าวมานี้ ทำให้ไม่แปลกใจที่ จีนให้การสนับสนุนในการสร้างถนนหมายเลข 7 จริงอยู่จีนก็คงไม่ได้ขนผลผลิตจากยางทั้งหมดด้วยเส้นทางนี้เส้นเดียว แต่เส้นทางเส้นนี้ก็เป็นทางที่สะดวกอีกเส้นทางหนึ่ง เพราะผ่านลาวแต่เพียงประเทศเดียว

ทางออกสู่ทะเล

เส้นทางหมายเลข 7 สามารถเชื่อมต่อมายังกรุงพนมเปญ และจากนั้นสามารถออกสู่ทะเลได้ที่กำปงโสม (Kampong Som) หรือ สีหนุวิลล์ (Sihanouk Ville) ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญของกัมพูชา (โดยเส้นทางหมายเลข 4) นอกจากนี้ เส้นทางหมายเลข 7 สามารถเชื่อมต่อกับเส้นทางหมายเลข 1 ในกัมพูชาออกสู่ทางใต้ของเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนครโฮจิมินห์และเมืองชายทะเลหวุงเต่า (Vung Tau) สู่ทะเลจีนใต้

และหากจะนับตั้งแต่ต้นเส้นทางหมายเลข 13 ของลาวที่ติดกับจีน มาจนถึงปลายทางที่ติดกับกัมพูชา จะเห็นภาพเส้นทางการเชื่อมต่อระหว่างจีน ทางเหนือของลาว กรุงพนมเปญและกำปงโสม

และหากจะมองเลยออกไปนอกผืนดิน จากกำปงโสมและจากทางใต้ของเวียดนาม ก็สามารถเชื่อมต่อไปถึงสิงคโปร์ได้

นี่คือ การเชื่อมต่อของมณฑลยูนนานกับสิงคโปร์อีกเส้นทางหนึ่งบนระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-สิงคโปร์ (Nanning-Singapore Economic Corridor)

คงจะเห็นได้ชัดว่า จีนคิดอะไรอยู่ และใครเข้ามาเกี่ยวข้องในยุทธศาสตร์ของจีนเกี่ยวกับการเชื่อมต่อเส้นทางในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

นี่ยังมิได้กล่าวถึงการสนับสนุนของจีนในการพัฒนาสาธารณูปโภคและเส้นทางอื่นๆ อีกทั้งการพัฒนาเขตเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ที่กำลังมีการเคลื่อนไหวในขณะนี้ ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญยิ่งที่ไทยควรจะต้องคำนึงถึง

หน้า 6

 


 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นๆ คลิปข่าวเด็ด S! TV
news สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 อุบลราชธานี รับสมัครเตรียมเป็นผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือ
news นักเรียน - เยาวชนจันทบุรีแห่ชมนิทรรศการพระบิดาแห่งฝนหลวง
news สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.ลำพูน ดำเนินงานพัฒนาชุมชนปีงบประมาณ 2553
news จ.สุราษฎร์ธานี ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา แด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวด
news สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ คัดค้านการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุดไม่มีความเหมา
news จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานและงานอาชีพ
tvASTV1
tvDMC
tvMVTV1
tvMVTV2
tvMVTV3
tvNation
tvสทท.11
tvMCOT
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งกระทู้ใหม่, ตั้งกระทู้โหวต, ดูกระทู้ทั้งหมด >>
เส้นทางหมายเลข 7 เชื่อมจีน ลาว กัมพูชา กับผลประโยชน์ของจีน