ข่าว การเมือง อาชญากรรม สลากกินแบ่งรัฐบาล สังคม ดารา บันเทิง
 
  ค้นหาข่าว  
 
ร้องทุกข์ ร้องเรียน เว็บบอร์ด
helper end
  หน้าแรกข่าว > สกู๊ปพิเศษ > ปัญหาการศึกษา คือ ปัญหาเด็กเยาวชน
 

ปัญหาการศึกษา คือ ปัญหาเด็กเยาวชน

โดย มติชน วัน เสาร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 04:48 น.
โดย สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประเทศไทยต้องมีวาระแห่งชาติเพื่อปฏิรูปการศึกษาอีกครั้งหนึ่ง

ในระยะเวลาที่ผ่านมาคุณภาพการศึกษามีสภาพด้อยลงมากยิ่งขึ้น โครงสร้าง ระบบที่รื้อปรับใหม่ไม่เกิดเรื่องการกระจายอำนาจทางการศึกษาในทางปฏิบัติมากนัก วัฒนธรรมองค์กรยังเหมือนเดิม เป็นระบบราชการศึกษา อนุรักษนิยม และติดกรอบการทำงานเชิงระเบียบกฎเกณฑ์ แบบแผนดั้งเดิมที่สั่งสมกันมา

นวัตกรรมแนวคิดใหม่ๆ ไม่สามารถสอดแทรกเข้าสู่กระแสหลัก ระบบใหญ่ที่ปฏิบัติกันจนเคยชินได้มากนัก

หลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ยังคงยึดเนื้อหาและครูเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดเวลา

ประชาธิปไตยมีเพียงรูปแบบตายตัว สำเร็จรูปเหมือนกันทั้งประเทศ

ระบบการวัดผลการศึกษามีการปล่อยคุณภาพทุกระดับชั้นจนเข้าสู่การแข่งขันสอบเข้าสถาบันอุดมศึกษา (Admissions) จึงพบข้อเท็จจริงทั้งปัญหาผลสัมฤทธิ์ที่ตกต่ำทุกรายวิชา เกรดเฟ้อ และมาตรฐานคุณลักษณะเด็กในเชิงคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจทักษะชีวิต คุณธรรมจริยธรรมล้วนไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นอันมาก

ความเหลื่อมล้ำเชิงคุณภาพการศึกษาไทยยังปรากฏความแตกต่างมากยิ่งขึ้น

ขาดแคลนครู ทรัพยากร งบประมาณ โดยเฉพาะในโรงเรียนที่ห่างไกลในชนบท

ในขณะที่ส่วนกลางยังคงมีความขัดแย้งแตกต่างในเรื่องการถ่ายโอนโรงเรียนจนนำเข้าไปสู่การชะลอตัวของความร่วมมือช่วยเหลือกันในแทบทุกด้าน

เด็กและเยาวชนมีปัญหาเชิงพฤติกรรมมากขึ้น

การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันสมควร

ยาเสพติดในสถานศึกษา

ความรุนแรงการทำร้ายตบตีกัน

และการเสพสื่อลามกอนาจาร ติดอินเตอร์เน็ต เล่นเกมจนติดเป็นนิสัย และอื่นๆ

เด็กจำนวนมากกำลังถูกบีบให้ออกจากโรงเรียน ครอบครัว ชุมชน เข้าสู่วงจรอบายมุขของสังคมที่เต็มไปด้วยสิ่งแวดล้อมอันตรายหลุมดำ และเครือข่ายที่เด็กเข้าสู่ถนนยุวอาชญากรง่ายขึ้นตามลำดับ

เด็กและเยาวชนในปัจจุบันจึงขาดบุคคล ขาดสถาบัน ขาดพื้นที่ ขาดนโยบายที่จะช่วยเหลือดูแลเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง แต่สังคมกำลังเปิดกำลังให้เด็กและเยาวชนเสี่ยงต่อการเสียคน เสียอนาคต มีปรากฏให้เห็น สร้างกันดาษดื่นในแทบทุกแห่ง

ทางเลือกทางออกของการศึกษาไทยจึงน่าจะต้องคิดทบทวน และออกแบบ (Design) สังคมใหม่เพื่อเด็กและเยาวชนดังต่อไปนี้

1.ในเชิงนโยบายของรัฐ ต้องเน้นการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติเฉพาะที่ต้องให้ความสำคัญกับนโยบายภาคสังคม การศึกษา ชุมชน ครอบครัว คุณภาพประชากร เด็กและเยาวชนมากยิ่งขึ้น

กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ต้องผ่าตัด แก้ไขปรับปรุงโครงสร้างระบบใหม่ ส่วนกลางเล็กลง กระจายอำนาจการศึกษาแบบเครือข่ายมิใช่โครงสร้างราชการ

สร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ให้ทำงานยึดผู้เรียนเป็นสำคัญมากกว่าตำแหน่ง เงินตอบแทนวิทยฐานะ ขนาดโรงเรียน การเลื่อนขั้น ระบบการตรวจสอบ และอื่นๆ

มีรัฐมนตรีและทีมงานทางด้านการเมืองที่มาจากความหลากหลาย มีวิสัยทัศน์ กล้าตัดสินใจ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งระบบเพื่อยกระดับการศึกษาทั้งประเทศ ขจัดปัญหาและอุปสรรคเรื่องการถ่ายโอนการศึกษาระดับพื้นที่ลง กำหนดสัดส่วนของการจัดการศึกษาภาครัฐ ภาคเอกชน ส่วนท้องถิ่น การศึกษาทางเลือกให้ลงตัวใกล้เคียงกัน และมีภารกิจแตกต่างกันไปตามลักษณะการศึกษาพื้นที่รับผิดชอบปัญหาเด็กและเยาวชนในแต่ละท้องถิ่น

ทุ่มเทงบประมาณลงสู่ภาคการศึกษามากขึ้นเป็นสัดส่วน 35% ของคุณภาพประชากรที่ท้องถิ่นรับโอนภารกิจมาทั้งหมด การบังคับการใช้งบประมาณในสัดส่วนภาคสังคม คุณภาพสิ่งแวดล้อม

โครงการที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว การศึกษา คุณภาพการเรียนรู้ คุณธรรมจริยธรรม ความเข้มแข็งของชุมชนเป็นข้อบังคับที่ควรกำหนดไว้ในเชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์แผนงบประมาณประจำปี เป็นต้น

2.หลักสูตรการศึกษา ระบบการเรียนรู้ต้องสร้างหลักสูตรใหม่ยกเลิกหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี พ.ศ.2542

ระบบราชการต้องยุติบทบาทการกำหนดหลักสูตรการศึกษาของชาติ มีองค์กรมหาชนที่ทำหน้าที่ศึกษาวิจัยและพัฒนาด้านหลักสูตรการศึกษาขึ้นโดยตรง เพื่อกำหนดองค์ความรู้แต่ละระดับจากกระบวนการวิจัยทุกขั้นตอนให้ลดเนื้อหาน้อยลง เน้นการเรียนรู้ประชาธิปไตย

โครงการเด็กเป็นศูนย์กลาง กิจกรรมภาคปฏิบัติ การเชื่อมโยง และกระบวนการถ่ายทอดที่บูรณาการของภูมิปัญญาสากลและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ได้สัดส่วน สมดุล และสอดคล้องกัน

ผลิตนวัตกรรมการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการเรียนรู้ของเด็ก

สร้างซอฟต์แวร์ทางด้านไอทีการศึกษา ไซเบอร์ สื่อการสอนที่ทันสมัย คอมพิวเตอร์สารสนเทศ และอื่นๆ

ปฏิรูประบบการวัดผลการศึกษาใหม่ เน้นผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เชื่อมโยงกับตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา เงินค่าวิทยฐานะด้วยการใช้แบบทดสอบระดับชาติ (National Tests)

มีนโยบายหลักสูตรการศึกษาทางเลือก การศึกษาตามอัธยาศัย ห้องสมุดมีชีวิต อุทยานการเรียนรู้ทุกภูมิภาคระดับจังหวัด และลงสู่ท้องถิ่นเพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาให้มากยิ่งขึ้น

3.การปรับเปลี่ยนระบบแอดมิสชั่นส์ใหม่ ระบบการสอบคัดเลือกต้องมีหลายมิติเปิดโอกาสเชื่อมโยง และใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ และมีจำนวนไม่มากนัก

ดังเช่น สัดส่วนการรับเข้าสถาบันอุดมศึกษาอาจแบ่งเป็นรับตรง 60% รับผ่านระบบแอดมิสชั่นส์ 40%

การรับตรงของมหาวิทยาลัย 60% อาจแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ รับเด็กเก่งเฉพาะด้าน สาขาตามรายวิชาที่กำหนดผลการเรียนดียอดเยี่ยม 30% ในอีก 30% ที่เหลือให้เป็นเด็กนักเรียนที่มีวิถีชีวิตประชาธิปไตย ทำกิจกรรม มีความประพฤติดี เสียสละเพื่อส่วนรวม มีจิตอาสาและจิตสาธารณะ มีเครื่องมือที่วัดผลได้ตรงกับการกระทำพฤติกรรมที่แสดงออกได้อย่างแท้จริง

เด็กดีจะมีที่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาโดยไม่ต้องพะวงกับการแข่งขัน เร่งกวดวิชาอย่างเคร่งเครียด แต่จะดำเนินชีวิตคุณธรรม นำความรู้เด็กดีคู่กับเด็กเก่งเป็นผู้นำในแต่ละสถาบัน

ในขณะเดียวกันระบบสอบแอดมิสชั่นส์ต้องลดองค์ประกอบที่นำมาใช้ในการสอบคัดเลือกให้น้อยลง องค์ประกอบที่เชื่อถือได้ และให้โอกาสแก่เด็กทุกคนเท่าเทียมกัน

ดังเช่น การเปิดสอบโอเน็ตและเอเน็ตได้หลายครั้งในรอบ 1 ปี สอบวัดความถนัดการเรียนรู้ เป็นต้น

4.การสร้างเครือข่ายภาคประชาชน (Social Network) การขับเคลื่อนภาคประชาธิปไตยประชาสังคมแนวราบด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม งานวิจัยภาคสนามด้วยการตั้งโจทย์คำถามวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของเด็กและเยาวชนในท้องถิ่น ปัญหาคุณภาพการศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูล บนตัวเลขที่เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ แนวโน้มของสถานการณ์ที่เป็นปัญหาในปัจจุบันและอนาคต เกิดเวทีชาวบ้านในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายทั้งภาคราชการ ส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน ปราชญ์ชาวบ้าน ตัวแทนสภาเด็กและเยาวชน สร้างกลุ่มองค์กรให้เกิดขึ้นเพื่อนำนวัตกรรมชุมชนไปสู่นโยบายการเมือง งบประมาณระดับท้องถิ่นให้ได้

ลดปัญหาความขัดแย้งเชิงอำนาจและผลประโยชน์ลง แต่จัดการความขัดแข้งให้เป็นแนวทางหลากหลายแตกต่างจนนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ที่ยอมรับได้จากทุกฝ่ายในชุมชน

นอกจากนั้นต้องนำเด็กและเยาวชนเข้าสู่กระบวนการส่งเสริมขัดเกลาของเครือข่ายในรูปของการเรียนรู้ การลงมือปฏิบัติจริง การเน้นสิทธิของเด็กในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงพัฒนาชุมชน การศึกษา คุณภาพชีวิต โครงการต่างๆ ที่เป็นประเด็นหลักของการรับรู้ข้อมูลต่างๆ ไปในทิศทางเดียวกัน

5.การรื้อปรับองค์กรสนับสนุน ช่วยเหลือภาคสังคม การศึกษา คุณภาพชีวิต เด็กและเยาวชนให้เกิดแนวคิดที่เกิดความสนใจร่วมกันได้ (Mutual Interests) หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานด้านนี้มีอยู่มากมายตามแต่วัตถุประสงค์ที่กำหนดขึ้นเพื่อดำเนินภารกิจให้บรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างไรก็ตามความคิดหลักร่วมยังไม่เกิดขึ้น ต่างคนต่างทำช่วยกันตามวาระและโอกาส ขาดการเชื่อมโยงประสานงานและผลักดันอย่างต่อเนื่อง

ในระบบราชการไทยแม้นจะมีทรัพยากรมากมายแต่มีข้อมูลจำกัด บูรณาการข้ามกระทรวงเป็นไปได้ยาก

สิ่งที่ต้องมีการรื้อปรับองค์กรภายนอกราชการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดของบริหารจัดการ องค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอาจต้องปรับเปลี่ยนเป็น 3 บทบาทหน้าที่คือ

1.บทบาทในการสร้างองค์ความรู้ หลักสูตรประชาธิปไตยในองค์กรนวัตกรรมชุมชน การวิจัยค้นคว้า การจัดฝึกอบรม ติดตามผล ตัวบ่งชี้ องค์กรดังกล่าวคือ สถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่นและส่วนกลาง สถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น

2.บทบาทในการสนับสนุนแหล่งทุนงบประมาณเพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง การอุดหนุนให้เกิดโครงการต่างๆ ในสถานศึกษา สภานักเรียน ชุมชนพึ่งตนเอง หน่วยงานดังกล่าว ได้แก่ องค์กร สกว. สสส. และยูนิเซฟ เป็นต้น

3.บทบาทในตัวเชื่อมโยง การกระตุ้นรณรงค์ เป็นตัวกลางให้การสนับสนุน (Catalyst) เป็นผู้ทำงานภาคสนาม ผู้ดำเนินการ การเปิดเวที การชักนำให้เกิดการประสานงานในระดับพื้นที่ภาคราชการ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง องค์กรดังกล่าวน่าจะเป็นสถาบัน มูลนิธิ สมาคม เครือข่าย องค์กรเอกชน (NGOs) นักวิชาการเฉพาะด้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ

บทบาทหน้าที่ 3 ด้านนี้เปรียบเสมือนเสาค้ำการดำเนินนโยบายภาคประชาธิปไตยสังคม การศึกษา คุณภาพชีวิต เด็กและครอบครัว ได้รับการสนับสนุนทั้งภาควิชาการ องค์ความรู้ข้อมูลสถานการณ์และปัญหาต่างๆ มีงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอต่อเนื่อง และมีผู้ช่วยเหลือประสานงาน ลดช่องว่าง และการกระตุ้นให้เกิดการทำงานร่วมกันตลอดเวลาด้วย

องค์ประกอบ 3 บทบาทหน้าที่นี้แม้นรัฐบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นโยบายอาจกลับมาบ้างแต่ระดับล่างสุดจะเติบใหญ่ พัฒนาอย่างสมดุล เกิดความมั่นคงยั่งยืนและทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่แรกเริ่มทีเดียว

6.ผลักดัน สภาเด็กและเยาวชน ให้เกิดขึ้นด้วยการรวมตัวกันในวิถีทาง ประชาธิปไตย ให้เด็กและเยาวชนสร้างโครงการเพิ่มพื้นที่ในลักษณะ เยาวชนนำผู้ใหญ่หนุน ในกิจกรรมต่างๆ เช่น ถนนเด็กเดิน การรณรงค์ให้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ประชาธิปไตยของนักเรียนหญิง และอื่นๆ

สภาเด็กและเยาวชนจะเป็นตัวผลักดันให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเขตพื้นที่การศึกษาพัฒนาสังคม องค์การบริหารส่วนจังหวัด ประสานความร่วมมือกันกำหนดนโยบายด้านเด็กและเยาวชนประชาธิปไตยในโรงเรียน โครงการปฏิบัติธรรมะ ค่ายฝึกฝนเด็กดีมีวินัย เป็นต้น

ปัญหาการศึกษานับเป็นเรื่องแก้ไม่ตก รัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาล้วนศิโรราบกับโครงสร้างระบบ และวัฒนธรรมองค์กรที่ผนึกกันแน่นกว่าเดิม เด็กที่เป็นผลผลิตสะท้อนทั้งด้อยคุณภาพ และปัญหาซับซ้อนมากมาย

รัฐบาลใหม่ลงมือผ่าตัดการศึกษาไทยจริงจังได้แล้วก่อนจะสายเกินไป

หน้า 9

 


 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นๆ คลิปข่าวเด็ด S! TV
news สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 อุบลราชธานี รับสมัครเตรียมเป็นผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือ
news นักเรียน - เยาวชนจันทบุรีแห่ชมนิทรรศการพระบิดาแห่งฝนหลวง
news สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.ลำพูน ดำเนินงานพัฒนาชุมชนปีงบประมาณ 2553
news จ.สุราษฎร์ธานี ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา แด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวด
news สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ คัดค้านการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุดไม่มีความเหมา
news จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานและงานอาชีพ
tvASTV1
tvDMC
tvMVTV1
tvMVTV2
tvMVTV3
tvNation
tvสทท.11
tvMCOT
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งกระทู้ใหม่, ตั้งกระทู้โหวต, ดูกระทู้ทั้งหมด >>
ปัญหาการศึกษา คือ ปัญหาเด็กเยาวชน