ข่าว การเมือง อาชญากรรม สลากกินแบ่งรัฐบาล สังคม ดารา บันเทิง
 
  ค้นหาข่าว  
 
ร้องทุกข์ ร้องเรียน เว็บบอร์ด
helper end
  หน้าแรกข่าว > สกู๊ปพิเศษ > การเมืองเปรียบเทียบมิติใหม่
 

การเมืองเปรียบเทียบมิติใหม่

โดย มติชน วัน พุธ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2551 04:18 น.
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

ได้อ่านบทความเรื่อง เงาสะท้อนจากผลการเลือกตั้ง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในมติชนวันสุดท้ายของปี พ.ศ.2550 เกี่ยวกับผลประโยชน์ของคนไทยที่แยกออกเป็น 2 พวก คือพวกคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ กับ พวกคนชั้นล่างในต่างจังหวัด ซึ่ง อ.นิธิ เสนอไว้ดังนี้

อันที่จริงผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของคนชั้นกลาง และคนชั้นล่างหาได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด อุดมการณ์การพัฒนาต่างหากที่หลอกให้คนชั้นกลางเชื่อว่า คนชั้นล่างคือตัวถ่วงการพัฒนา เพราะต้องพึ่งพิงผู้อื่นเสมอไปจนกว่าจะถีบตัวขึ้นมาเป็นคนชั้นกลางได้ แท้จริงแล้วผลประโยชน์ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของสองฝ่ายอาจประสานสอดคล้องกันอย่างยิ่ง

เช่น หากมีการปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจัง ปลดปล่อยที่ดินซึ่งกระจุกอยู่ในมือคนส่วนน้อยให้หลุดเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นธรรม คนชั้นล่างได้ประโยชน์แน่ แต่คนชั้นกลางเองก็ได้ประโยชน์ด้วย นับตั้งแต่ไม่ต้องเป็นหนี้ทั้งชีวิตเพื่อมีบ้านของตนเอง ไปจนถึงการลงทุนในภาคการผลิตสมัยใหม่ต่างๆ ไม่ต้องสูญเสียไปกับการซื้อที่ดิน ทำให้การลงทุนเป็นไปได้สะดวกขึ้น เกิดการจ้างงานมากขึ้น รายได้ของคนชั้นกลางเองก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วย นโยบายพลังงานอย่างที่เป็นอยู่ไม่ได้เบียดเบียนชีวิตความเป็นอยู่ของคนชั้นล่างด้วยไอพิษของโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวแต่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงเกินความจำเป็น อีกทั้งต้องนำเข้าพลังงานและ/หรือเชื้อเพลิงไม่มีที่สิ้นสุด การร่วมกับคนชั้นล่างกดดันให้ลงทุนกับพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นและอย่างจริงจัง จะปลดปล่อยลูกหลานทั้งของคนชั้นล่างและคนชั้นกลางให้หลุดจากการเอารัดเอาเปรียบของกลุ่มมาเฟียพลังงานในปัจจุบันนี้ได้

อย่าลืมว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของคนชั้นกลาง (ซึ่งคือว่า 90% ของตลาดสื่อในปัจจุบัน) ไม่ได้ถือหุ้นของ ปตท. และไม่ได้ถือหุ้นของบริษัทมหาชนใดๆ สักบริษัทเดียว

ฉะนั้น แทนที่จะมองคะแนนเสียงจากชนบทด้วยความเหยียดหยาม (ว่าจนจึงขายเสียง, ว่าโง่จึงถูกหลอก ฯลฯ) อย่างเป็นปฏิปักษ์ ไม่ดีกว่าหรือที่จะหาทางประสานผลประโยชน์ระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันให้มากขึ้น ปลดปล่อยตนเองจากการโฆษณาชวนเชื่อของอุดมการณ์การพัฒนา แล้วศึกษาเพื่อใช้วิจารณญาณของตนเอง ร่วมกับคนระดับล่างสร้างทางเลือกใหม่ของการเมืองไทยที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

น่าเสียดายที่การเลือกตั้งในครั้งนี้ หรือครั้งอื่นๆ ที่ผ่านมา ไม่มีพรรคการเมืองใดสักพรรคเดียวที่เป็นทางเลือกใหม่เช่นนี้ ทั้งคนชั้นกลางและคนชั้นล่าง จึงต่างถูกหลอกเท่าๆ กันต่อไป

ผู้เขียนได้สอบทานข้อมูลที่ผู้เขียนทำวิจัยเรื่อง ทาส : วาระซ่อนเร้นในรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา ทำให้จินตนาการเปรียบเทียบเมืองไทยทุกวันนี้กับสหรัฐอเมริกาเมื่อร้อยห้าสิบปีที่แล้วในช่วงที่ก่อนเกิดสงครามกลางเมืองก็พบลักษณะที่คล้ายคลึงกัน

(การศึกษาเปรียบเทียบนั้นตามหลักการต้องเปรียบเทียบอย่างน้อยสองแบบคือเปรียบเทียบในเรื่องที่คล้ายคลึงกันที่เรียกว่า compare กับเปรียบเทียบในเรื่องที่ต่างกันอย่างที่เรียกว่า contrast)

กล่าวคือในช่วง 2 ปีก่อนที่จะเกิดสงครามกลางเมือง คือราว พ.ศ.2401 การแตกแยกกันภายในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เห็นได้อย่างแจ่มชัดโดยแบ่งออกเป็นฝ่ายเหนือที่ต่อต้านการมีทาส กับฝ่ายใต้ที่ต้องการให้มีทาสอยู่ต่อไป (ทาสนี่ถือว่าเป็นทรัพย์เหมือนวัว ควาย แพะ แกะ ฯลฯ นั่นแหละ ทาสจึงไม่นับว่าเป็นคนตามกฎหมายอเมริกันสมัยโน้น)

สำหรับเหตุผลในการต่อต้านขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ในเรื่องทาสนี้นั้นมีอยู่หลากหลายแต่ที่มีความเห็นที่ตรงกันทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ก็คือทั้งสองฝ่ายเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นผิดอย่างเด็ดขาดแน่นอนเหมือนกัน

แต่เรื่องที่น่าสนใจก็คือการสำมะโนประชากรในสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2403 (ค.ศ.1860) แสดงว่ามีคนผิวขาวอาศัยอยู่ในมลรัฐทางภาคใต้ จำนวน 8,099,000 คน และมีทาสรวมทั้งหมด 3,953,580 คน แต่มีชาวผิวขาวจำนวนเพียง 384,000 คนเท่านั้นที่เป็นเจ้าของทาส ในจำนวนนี้พวกที่มีทาส 50 คนขึ้นไปมีเพียง 10,781 คน และ คนผิวขาวที่มีทาสในภาคใต้จำนวน 100 คนขึ้นไป มีเพียง 1,733 คนเท่านั้น

ดังนั้นคนผิวขาวชาวภาคใต้กว่า 7,700,000 คนจึงไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรเลยเกี่ยวกับการมีทาสหรือไม่มีทาส แต่บรรดาคนผิวขาวที่ไม่มีทาสเป็นของตัวเองเหล่านี้เองที่เป็นทหารของทางฝ่ายใต้เข้ารบกับทางฝ่ายเหนืออย่างกล้าหาญและเสียสละอย่างสูงซึ่งเฉพาะพวกทหารฝ่ายใต้ที่เสียชีวิตไปถึง 258,000 คน คือประมาณหนึ่งในสี่ของทหารฝ่ายใต้ที่เข้าสงครามทั้งหมด

ส่วนคนผิวขาวฝ่ายใต้ที่ไม่มีทาสและไม่ได้เป็นทหารก็ประสบความพินาศฉิบหายไปด้วยกันทั้งหมดเนื่องจากสงครามไม่มีการปรานีผู้ใด การรบกับการวางเพลิงนั้นเป็นของคู่กัน ซึ่งทหารทางฝ่ายเหนือจะเผาเมืองแทบทุกเมืองที่เข้าทำการรบซึ่งรวมถึงเมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจียด้วย

นอกจากนี้ยังมีวิธีการรบเชิงสงครามจิตวิทยาภายใต้นายพลเซอร์แมนของฝ่ายเหนือที่เดินทัพเรียงหน้ากระดานกว้าง 60 ไมล์และเผาทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าซึ่งการกระทำของนายพลเชอร์แมนยังคงกล่าวขวัญกันถึงจนทุกวันนี้ในภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา

คนชั้นกลางของไทยตอนนี้ดูจะเหมือนกับคนผิวขาวชาวภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาในช่วงก่อนเกิดสงครามกลางเมือง พ.ศ.2401 เสียจริงๆ นะ

หน้า 6

 


 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นๆ คลิปข่าวเด็ด S! TV
news สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 อุบลราชธานี รับสมัครเตรียมเป็นผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือ
news นักเรียน - เยาวชนจันทบุรีแห่ชมนิทรรศการพระบิดาแห่งฝนหลวง
news สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.ลำพูน ดำเนินงานพัฒนาชุมชนปีงบประมาณ 2553
news จ.สุราษฎร์ธานี ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา แด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวด
news สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ คัดค้านการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุดไม่มีความเหมา
news จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานและงานอาชีพ
tvASTV1
tvDMC
tvMVTV1
tvMVTV2
tvMVTV3
tvNation
tvสทท.11
tvMCOT
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งกระทู้ใหม่, ตั้งกระทู้โหวต, ดูกระทู้ทั้งหมด >>
การเมืองเปรียบเทียบมิติใหม่