ข่าว การเมือง อาชญากรรม สลากกินแบ่งรัฐบาล สังคม ดารา บันเทิง
 
  ค้นหาข่าว  
 
ร้องทุกข์ ร้องเรียน เว็บบอร์ด
helper end
  หน้าแรกข่าว > สกู๊ปพิเศษ > บันทึกความดี ยกระดับมาตรฐานครูได้จริง?
 

บันทึกความดี ยกระดับมาตรฐานครูได้จริง?

โดย มติชน วัน เสาร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 04:18 น.
โดย สายพิน แก้วงามประเสริฐ

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้เรื่องคุณธรรม จริยธรรมเป็นวาระแห่งชาติ มีผลทำให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีแนวความคิดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวิทยฐานะตั้งแต่ชำนาญการพิเศษ หรือระดับ 8 ลงมา ต้องจัดทำสมุดบันทึกผลงาน และคุณงามความดีที่ได้กระทำในแต่ละวัน

โดยเรื่องที่บันทึกอาจเป็นเรื่องการเรียนการสอน การมาทำงานตรงเวลา เป็นต้น ซึ่งผู้บริหารจะนำบันทึกเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนให้กับครูปีละ 2 ครั้ง

เลขาธิการ ก.ค.ศ. นายประเสริญ งามพันธุ์ เชื่อว่าการให้ครูบันทึกผลงานและคุณงามความดี เป็นการกระตุ้นให้ครูทำความดี มีความประพฤติที่ดีงามมากขึ้น ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครูที่ประพฤติดี ตลอดจนเป็นการป้องกันการทุจริต และประพฤติมิชอบ

จากแนวความคิดของเลขาธิการ ก.ค.ศ. ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การบันทึกความดีเป็นการกระตุ้นให้ครูทำความดี มีความประพฤติที่ดีงามมากขึ้นกว่าเดิมจริงๆ ?

การที่คนจะทำความดีได้นั้นน่าจะเกิดจากจิตสำนึกและการหล่อหลอมกล่อมเกลาจากครอบครัว และสังคมที่แวดล้อมคนๆ นั้น มากกว่าการที่ต้องเขียนบรรยายความดีงามของตนเอง แล้วทำให้เกิดความตระหนักที่จะต้องทำความดี

อีกทั้งการที่ครูได้บันทึกว่าได้ทำความดีอะไรไปบ้าง อาจไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นจะมีความดีจริงๆ แม้ว่าผู้บริหารโรงเรียนจะเป็นคนตรวจสอบว่าบันทึกตามความจริงหรือไม่ เพราะบางเรื่องผู้บริหารอาจไม่รู้ว่าใครทำความดีมากกว่ากัน ระหว่างคนที่บันทึกความดีได้ดี อ่านง่าย อ่านแล้วเห็นคล้อยตาม กับอีกคนหนึ่งซึ่งอาจทำความดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคนแรก แต่เขียนบรรยายไม่เก่ง

ผู้บริหารบางโรงเรียนมีครูที่ต้องดูแลรับผิดชอบจำนวนมาก อาจดูแลไม่ทั่วถึง และเห็นภาพการทำความดีของแต่ละคนไม่ชัดเจน เห็นได้จากการให้ความดีความชอบที่ผ่านมา มีปัญหาไม่น้อย หากผู้บริหารขาดคุณธรรม จริยธรรม หรือมองอะไรแคบๆ ก็มักเห็นความดีของคนที่อยู่ใกล้ตัว หรือสามารถสนองนโยบายของตนเองได้มากกว่า การให้ความดีความชอบจึงมักวนเวียนอยู่ในกลุ่มคนหน้าเดิมๆ ดังนั้น หากมีครูที่เขียนบรรยายความดีของตนเองว่าได้ทำอะไรไปบ้าง แต่ผู้บริหารไม่รู้ หรือไม่ถูกตาต้องใจ บันทึกความดีนี้ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนได้อย่างยุติธรรม

นอกจากนี้การใช้บันทึกความดีของครูแต่ละคนเพื่อประกอบการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน สามารถสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครู ซึ่งขวัญและกำลังใจอาจไม่ได้เกิดจากการที่ครูได้บันทึกความดีที่ตนเองได้ทำแต่น่าจะเกิดจากการที่เห็นความมีคุณธรรม จริยธรรมที่ผู้บริหารได้แสดงให้ประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า

ดังนั้น แทนที่จะให้ครูเอาเวลาบันทึกว่าได้ทำอะไรไปบ้าง น่าจะมีการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมผู้บริหารให้ได้มาตรฐานใกล้เคียงกันอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อนั้นครูก็คงมีขวัญและกำลังใจได้เอง

ประการต่อมา เหตุผลที่เห็นว่าการให้ครูบันทึกความดี จะช่วยป้องกันการทุจริต และประพฤติมิชอบก็ดูไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่เป็นจริง เพราะคนที่ไม่ดีย่อมทำและเขียน หรือพูดได้ตรงข้ามกับสิ่งที่ตนทำโดยไม่ละอายแก่ใจได้อยู่แล้ว ดังนั้นคนที่มีพฤติกรรมที่ไม่ดี คงไม่อาจทำให้เขาเลิกพฤติกรรมเช่นนั้นได้ ด้วยการบังคับให้เขาเขียนถึงความดีที่เขาทำ หรือเขียนความดีในจินตนาการที่เขาคิดว่าจะทำ

ข้อสงสัยอีกประการหนึ่งคือ การให้ครูบันทึกความดี แล้วจะทำให้แต่ละคนมีความดีมากขึ้นจริง? อีกทั้งบันทึกความดีเป็นสิ่งที่สามารถยกระดับมาตรฐานครูได้อย่างไร แม้ว่าการที่ครูต้องบันทึกความดี อาจจะทำให้ครูส่วนหนึ่งต้องพยายามทำสิ่งทีดี เพื่อให้มีเรื่องที่จะบันทึกไว้ประกอบการพิจารณาความดีความชอบแต่อาจมีครูส่วนหนึ่งที่จะทำความดีหรือไม่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการต้องบันทึกความดีหรือไม่

นอกจากนี้การทำให้ครูมีมาตรฐาน มีคุณภาพ น่าจะเกิดจากจิตสำนึกของครูในการที่จะพัฒนาตนเอง และพัฒนาวิชาชีพของตนเองให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ด้วยการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม การอบรมสัมมนาค้นคว้าด้วยตนเอง หรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งจากครูด้วยกัน และเรียนรู้จากผู้เรียน มากกว่าที่จะมัวบันทึกความดีว่าแต่ละวันได้ทำอะไรไปบ้าง เพราะเรื่องที่จะทำอาจซ้ำๆ เดิม คงไม่ต้องบันทึก ซึ่งผู้บริหารโรงเรียนก็คงต้องเห็นอยู่แล้วว่าใครทำอะไรดีไม่ดี หากมองด้วยดวงตาและหัวใจที่เป็นธรรม

การที่ครูต้องบันทึกความดีว่าแต่ละวันทำอะไร หรือต้องมัวบันทึกเพื่อชมตนเองให้คนอื่นเห็นว่าเราได้ทำความดีอะไรไปบ้างนั้น แม้ว่าการทำความดีไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่ถ้าจะให้ชมตนเองให้ผู้อื่นเห็น ก็คงเป็นเรื่องน่าตะขิดตะขวงใจอยู่มิใช่น้อย

หากครูจะต้องบันทึกว่าแต่ละวันได้ทำอะไร โดยเฉพาะต้องย้อนไปตั้งแต่ 1 ต.ค. 2550 เป็นต้นมานั้น ทำให้ครูต้องใช้เวลาไปมากกับการทำเอกสารบันทึกเรื่องราวต่างๆ ผู้บริหารโรงเรียนซึ่งมีงานมากมาย โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่มีครูเป็นจำนวนร้อยคนขึ้นไป มีเวลาที่จะอ่านบันทึกความดีของครู? อ่านแล้วจะพิจารณาอย่างไร ใครบันทึกได้ดี ทำแฟ้มสะสมได้สวยงาม เข้ามาสนทนาพาทีบ่อยๆ จนคุ้นเคยและทำให้เชื่อว่าคนคนนั้นได้ทำดีจริงๆ อย่างที่เขียน แต่อีกคนอาจทำดีแต่ไม่ประชาสัมพันธ์ตัวเอง บันทึกไม่เก่ง และมัวแต่สอนหนังสือไม่มีเวลามาเจรจาพาที

แล้วผู้บริหารจะเห็นความดีของคนกลุ่มนี้?

การศึกษาของไทยมีปัญหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องคุณภาพอยู่ไม่น้อย เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อมีการจัดลำดับคุณภาพการศึกษาของไทย ปรากฏว่าคุณภาพการศึกษาของไทยอยู่ในลำดับที่ 10 ในบรรดา 12 ประเทศเศรษฐกิจในเอเชีย โดยประเทศที่อยู่ในลำดับที่ 1-9 ได้แก่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินเดีย จีน มาเลเซีย ฮ่องกง และฟิลิปปินส์

ส่วนประเทศที่อยู่ในลำดับที่ 11-12 คือ เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยเฉพาะเวียดนามในอนาคต คุณภาพการศึกษาอาจจะพัฒนากว่าไทยก็เป็นได้ หากไทยมัวแต่สาละวนกับการให้ครูต้องทำเอกสารมากมาย จนแทบไม่มีเวลาพัฒนาการเรียนการสอน

ครูควรได้รับการส่งเสริมให้ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเรียนการสอน มากกว่าที่จะส่งเสริมให้ทำเอกสารที่นอกเหนือจากเรื่องที่จะสอน ในแต่ละวันครูต้องมีเวลาเตรียมการสอน เมื่อสอนเสร็จแล้วต้องตรวจการบ้านที่นักเรียนทำ และมีงานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายให้ทำทั้งงานประจำ เช่น ช่วยงานฝ่ายต่างๆ ในโรงเรียนประเภทงานเอกสาร งานธุรการ กิจกรรมส่งเสริมหลักสูตร การติวให้กับนักเรียนเพื่อไปสอบแข่งขัน และการยกมาตรฐานการเรียนของนักเรียน

รวมทั้งครูต้องใช้เวลาสำหรับจัดทำเอกสารเพื่อเตรียมการประเมินโรงเรียนทั้งการประเมินภายใน ภายนอก ซึ่งเป็นงานที่ต้องยุ่งอยู่กับการทำเอกสารเป็นส่วนใหญ่ จนครูต้องนำกลับไปทำที่บ้าน หรือบางครั้งหากมีงานเร่งด่วนอาจต้องเจียดเวลาที่ควรจะใช้เตรียมการสอนมาทำงานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย แล้ว ก.ค.ศ.ยังคิดที่จะยกระดับมาตรฐานครูด้วยการให้ครูมัวสาละวนกับการบันทึกความดีอีก?

ยิ่งเป็นการเบียดบังทั้งสติ สมาชิกที่ครูควรจะเก็บไว้สำหรับการเตรียมการสอน และสอนให้ดี แต่ต้องมัวมานั่งบันทึกความดีให้ผู้บริหารอ่าน ในขณะที่ผู้บริหารเองก็ควรใช้เวลาสำหรับคิดอ่านหาวิธีการพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนของตนเอง หรือใช้เวลาสำหรับการคอยสอดส่อง ดูแล สนับสนุนให้คนดีได้รับความดีตอบแทนมากกว่าที่จะใช้เวลานั่งอ่านบันทึกความดี หรือรอรับการรายงานแต่ในห้องแอร์

จริงๆ แล้ว เอกสารสำคัญที่ครูต้องทำอยู่เสมอว่าแต่ละวันสอนอะไรไปบ้าง คือบันทึกการสอนรายชั่วโมง เพียงแต่ในบันทึกการสอนจะเขียนว่าได้สอนอะไร ห้องใด นักเรียนมีพฤติกรรมเช่นใด ส่วนแผนการสอนที่ครูทำ นอกจากระบุว่ามีกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างไรแล้ว ท้ายแผนการสอนมักจะระบุทั้งความสำเร็จในการสอน หรือปัญหาที่พบเวลาสอน รวมทั้งระบุว่าเมื่อสอนแล้วครูได้สอดแทรกเรื่องคุณธรรม จริยธรรม หรือเรื่องที่อยู่ในเหตุการณ์น่าสนใจประจำวันอย่างไรบ้าง

บันทึกท้ายแผนที่ระบุปัญหาการเรียน เป็นบันทึกที่มีประโยชน์ที่ครูสามารถวางแผนการแก้ปัญหา ไว้สำหรับการสอนในครั้งต่อไป อีกทั้งบางเรื่องครูอาจนำมาใช้เป็นหัวข้อการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอน แก้ปัญหาเด็กได้ นอกจากนี้ปัญหาของเด็กที่พบ ครูอาจสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหา พัฒนาคุณภาพของผู้เรียน แล้วเขียนเป็นรายงานการวิจัย หรือรายงานการใช้นวัตกรรม เพื่อประกอบการขอเลื่อนวิทยฐานะของครูได้อีกด้วย

ทั้งบันทึกการสอนรายชั่วโมง และแผนการสอนที่ครูทำ ล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ซึ่งครูทั่วประเทศได้ทำกันอยู่แล้ว จึงไม่เห็นความจำเป็นอะไรที่จะส่งเสริมให้ครูต้องมัวเสียเวลากับการเขียนชมตนเองให้คนอื่นเห็นว่าแต่ละวันได้ทำดีอะไรบ้าง เว้นแต่เห็นว่าครูมีเวลาว่างมากจนไม่รู้จะทำอะไร แล้วค่อยให้ครูต้องสาธยายถึงความดีของตนเองให้คนอื่นเห็น

นอกจากนี้คุณภาพการศึกษาของไทยจะพัฒนาได้จริงๆ ก.ค.ศ.ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาครูอย่างไร มีหน้าที่สนับสนุนให้ครูได้พัฒนาตนเองให้มีวิทยฐานะสูงขึ้น เพื่อให้ครูมีขวัญและกำลังใจ มีรายได้พอเลี้ยงดูตนเองได้ ไม่เป็นที่ประณามของสังคมในเรื่องการมีหนี้สินที่รุงรัง ทั้งที่ประเทศที่การศึกษาพัฒนาแล้ว ครูจะได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทนอย่างพอเพียง

ส่วนประเทศไทยครูส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถผ่านการประเมินวิทยฐานะ ตามเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนดขึ้นมาได้ ยังคงมีรายได้น้อยไม่เพียงพอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวัน ต่างท้อใจจนอยากจะเข้าสู่ระบบเออร์ลี่รีไทร์เป็นจำนวนมาก

ก.ค.ศ.ควรเป็นหน่วยงานที่อยู่เคียงข้างครูให้มีขวัญและกำลังใจที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ส่งเสริมให้ครูได้ใช้เวลากับการ เตรียมการสอน การสอนอย่างจริงจังให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็น ใฝ่รู้ใฝ่เรียน และคิดแก้ปัญหาเด็กที่นับวันจะทวีปัญหามากขึ้น มากกว่าที่จะคิดหาวิธีการให้ครูมัวสาละวนอยู่กับการทำเอกสาร และการบันทึกความดี เพราะบันทึกไปบันทึกมา ครูอาจจะมีความดีมากมาย (บันทึกมาก) แต่เด็กอาจขาดคุณธรรม จริยธรรมมากขึ้นกว่าเดิม เพราะครูมีเวลาอบรมสั่งสอนเด็กน้อยลงทุนที หรือครูมัวแต่บันทึกอะไรที่เกินจริงจนเป็นแบบอย่างในเรื่องความไม่มีคุณธรรมให้เด็กเห็น

หากเป็นเช่นนี้คงทั้งเสียเวลา และไร้ค่าที่จะทำ

หน้า 9

 


 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นๆ คลิปข่าวเด็ด S! TV
news สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 อุบลราชธานี รับสมัครเตรียมเป็นผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือ
news นักเรียน - เยาวชนจันทบุรีแห่ชมนิทรรศการพระบิดาแห่งฝนหลวง
news สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.ลำพูน ดำเนินงานพัฒนาชุมชนปีงบประมาณ 2553
news จ.สุราษฎร์ธานี ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา แด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวด
news สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ คัดค้านการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุดไม่มีความเหมา
news จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานและงานอาชีพ
tvASTV1
tvDMC
tvMVTV1
tvMVTV2
tvMVTV3
tvNation
tvสทท.11
tvMCOT
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งกระทู้ใหม่, ตั้งกระทู้โหวต, ดูกระทู้ทั้งหมด >>
บันทึกความดี ยกระดับมาตรฐานครูได้จริง?