ข่าว การเมือง อาชญากรรม สลากกินแบ่งรัฐบาล สังคม ดารา บันเทิง
 
  ค้นหาข่าว  
 
ร้องทุกข์ ร้องเรียน เว็บบอร์ด
helper end
  หน้าแรกข่าว > สกู๊ปพิเศษ > ส.ส.เป็นข้าราชการการเมือง ได้ทุกตำแหน่ง
 

ส.ส.เป็นข้าราชการการเมือง ได้ทุกตำแหน่ง

โดย มติชน วัน อังคาร ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 12:01 น.
โดย คณิน บุญสุวรรณ

กรณีที่มีการตีความกันว่า มาตรา 265 (1) ของรัฐธรรมนูญ 2550 ห้ามมิให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี หรือโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยที่ส่วนหนึ่งอ้างว่ารัฐธรรมนูญมิได้ยกเว้นกรณีที่ให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่ง ข้าราชการการเมือง อื่นที่มิใช่รัฐมนตรีได้

ส่วนหนึ่งอ้างว่าเป็นเพราะ ข้าราชการ กับ ข้าราชการการเมือง เป็นข้าราชการประเภทเดียวกัน ส.ส.จึงเป็นไม่ได้

และอีกส่วนหนึ่งก็อ้างว่า ทั้งข้าราชการพลเรือนและข้าราชการการเมืองต่างก็รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามกฎหมายฉบับเดียวกัน ส.ส.จึงเป็นไม่ได้ นั้น

น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดในสาระสำคัญและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา

ก่อนอื่น เมื่อดูรัฐธรรมนูญมาตรา 265 (1) ซึ่งเป็นชนวนให้บางคนตีความอย่างที่กล่าวข้างต้นที่บัญญัติว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องไม่ดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น แล้ว จะเห็นได้ว่าไม่มีข้อความหรือถ้อยคำใดเลยที่บ่งบอกว่าตำแหน่งที่ห้าม ส.ส.ไปเป็นนั้น เป็น ข้าราชการการเมือง หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ดังนั้นจึงตีความได้ว่า มาตรานี้มิได้ห้ามมิให้ ส.ส.ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่แล้ว ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรีหรือโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง และเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเหมือนกัน

เหตุผลประการที่สอง มาตรา 265 (1) ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอ้าง นั้น อยู่ในส่วนที่ 2 ของหมวด 12 ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามในเรื่อง ผลประโยชน์ขัดกัน โดยเฉพาะการตีความจึงควรจำกัดอยู่ในกรอบของการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์เท่านั้น ไม่ควรตีความแบบเหวี่ยงแหว่า ส.ส.ไปดำรงตำแหน่งอะไรทางการเมืองไม่ได้เลย นอกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรี

ตำแหน่งที่ต้องห้ามมิให้ ส.ส.ไปเป็นตามมาตรา 265 (1) จึงน่าจะมีแต่เฉพาะข้าราชการประจำ ลูกจ้าง หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของหน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ตำแหน่งผู้บริหาร กรรมการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ และตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น เท่านั้น

ทั้งนี้ ตำแหน่งทั้งหมดดังกล่าว ไม่ถือว่าเป็น ข้าราชการการเมือง หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แม้แต่ตำแหน่งเดียว

เหตุผลประการที่สาม กรณีที่อดีตรองประธาน ส.ส.ร.2550 ระบุว่า ตำแหน่งที่ปรึกษาหรือเลขานุการรัฐมนตรี หมายถึง การเป็น ข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งหรือทำหน้าที่ในหน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐ และยังอ้างด้วยว่าให้ถือว่าข้าราชการการเมืองเป็นข้าราชการพลเรือน ตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องแบบข้าราชการฝ่ายพลเรือน นั้น น่าจะเป็นคนละเรื่องกับการห้ามดำรงตำแหน่งตามมาตรา 265 (1) เพราะข้ออ้างทั้งสองข้อดังกล่าว เป็นเพียงการเทียบเคียงในเรื่องการแต่งเครื่องแบบกับการจ่ายเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งเท่านั้น

ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับ ลักษณะต้องห้าม ของการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ แต่ประการใด

เหตุผลประการที่สี่ กรณีที่อดีตรองประธาน ส.ส.ร.2550 อ้างว่า รัฐธรรมนูญ 2540 ยกเว้นตำแหน่งข้าราชการการเมืองอื่น ซึ่งมิใช่รัฐมนตรี แต่รัฐธรรมนูญ 2550 มิได้ยกเว้นไว้ ส.ส.จึงเป็นข้าราชการการเมืองไม่ได้นั้น เข้าตำรา ตีความตกหล่น เพราะอันที่จริงรัฐธรรมนูญ 2550 ห้ามมิให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้ารากชารการเมือง แต่ไม่ได้ห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองอื่น จึงต้องบัญญัติยกเว้นเอาไว้

แต่รัฐธรรมนูญ 2550 มิได้ห้ามมิให้ ส.ส.เป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี จึงต้องลบข้อความดังกล่าวออกไปน่ะถูกต้องแล้ว เพราะนั่นย่อมหมายความว่า ส.ส.เป็นข้าราชการการเมืองได้ทุกตำแหน่ง

เหตุผลประการที่ห้า ผู้คนมักจะมีความเข้าใจไขว้เขวกันระหว่างคำว่า ข้าราชการ ข้าราชการการเมือง และ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการตีความเหมารวมเอาว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 265 (1) ห้ามมิให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาหรือเลขานุการรัฐมนตรีก็ได้

เพราะความหมายที่แท้จริงนั้น คำว่า ข้าราชการการเมือง หมายถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมีเงินเดือนประจำ โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณประเภททางการเมือง หรืออาจอธิบายได้ในอีกแง่มุมหนึ่งว่าเป็น ข้าราชการ ที่มิได้เป็นข้าราชการประจำประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่น ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครู ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการอัยการ ข้าราชการในพระองค์ ข้าราชการในมหาวิทยาลัย และข้าราชการรัฐสภาสามัญ เป็นต้น

ซึ่งสรุปได้ว่า ข้าราชการการเมืองเป็นผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งไม่ใช่ข้าราชการประจำนั่นเอง

ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่ทั้งข้าราชการการเมืองหรือข้าราชการประจำ สมาชิกวุฒิสภานั้นไม่มีปัญญา เพราะรัฐบาลนูญห้ามมิให้เป็นทั้งข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำอยู่แล้ว

แต่สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นนอกเหนือจากตำแหน่งที่ระบุในมาตรา 265 (1) แล้ว สามารถเป็นได้หมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งข้าราชการการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่ปรึษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี หรือโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เหตุผลประการที่หก ถ้าห้ามมิให้ ส.ส.ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี หรือโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าเป็นการดำรงตำแหน่งในหน่วยราชการ ก็ต้องห้ามมิให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประธานรัฐสภา ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร เลขานุการประธานรัฐสภา เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือเลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรด้วย

เพราะตำแหน่งเหล่านั้น ก็เป็นตำแหน่ง ข้าราชการการเมือง

และที่สำคัญสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาก็เป็นหน่วยราชการเช่นเดียวกับสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีเหมือนกัน ซึ่งถ้าเป็นตามนี้ ก็แสดงว่า ส.ส.เป็นอะไรไม่ได้เลย นอกจากประธานสภา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติของการปกครองในระบบรัฐสภา

เหตุผลประการที่เจ็ด ถ้ารัฐธรรมนูญต้องการที่จะห้ามมิให้ ส.ส.ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี หรือโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองจริงก็จะต้องบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามิให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองอื่น นอกจากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้ลอยๆ แล้วให้ตีความกันเอง

เหตุผลประการที่แปด ขนาดรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นต้นตำรับของการแบ่งแยกหน้าหน้าที่ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ โดยห้ามมิให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในขณะเดียวกัน ยังมิได้ห้ามมิให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองอื่นเลย แล้วมีเหตุผลอะไรที่รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมิได้ห้ามมิให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในขณะเดียวกัน จะมาบัญญัติห้ามมิให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีเลขานุการรัฐมนตรี หรือโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี? ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการเมืองเหมือนกัน

เหตุผลประการที่เก้า ใครก็ตามที่มีความรู้ความเข้าใจและศึกษาการเมืองการปกครองในระบอบรัฐสภาของหลายประเทศที่เป็นมาตรฐาน เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น แคนาดา ออสเตรเลีย อินเดีย หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านเรา อย่างเช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ ย่อมทราบดีว่าการให้ ส.ส.ไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาก็ดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีก็ดี หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี ที่เรียกว่า Parliamentary Secretary ก็ดี ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาช้านานอันเป็นการปูพื้นฐานให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกๆ ได้ไปเรียนรู้ฝึกฝนประสบการณ์ในตำแหน่งทางการเมืองของฝ่ายบริหาร เพื่อไต่เต้าขึ้นไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการและรัฐมนตรีว่าการตามลำดับ

ดังนั้น ผู้ที่ตีความว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ห้ามมิให้ ส.ส.ไปดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองอื่นๆ เลย นอกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จึงนอกจากจะได้ชื่อว่าไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว

ยังไม่เข้าใจหลักการและกระบวนการทำงานของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา อีกด้วย

หน้า 6

 


 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นๆ คลิปข่าวเด็ด S! TV
news สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 อุบลราชธานี รับสมัครเตรียมเป็นผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือ
news นักเรียน - เยาวชนจันทบุรีแห่ชมนิทรรศการพระบิดาแห่งฝนหลวง
news สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.ลำพูน ดำเนินงานพัฒนาชุมชนปีงบประมาณ 2553
news จ.สุราษฎร์ธานี ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา แด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวด
news สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ คัดค้านการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุดไม่มีความเหมา
news จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานและงานอาชีพ
tvASTV1
tvDMC
tvMVTV1
tvMVTV2
tvMVTV3
tvNation
tvสทท.11
tvMCOT
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งกระทู้ใหม่, ตั้งกระทู้โหวต, ดูกระทู้ทั้งหมด >>
ส.ส.เป็นข้าราชการการเมือง ได้ทุกตำแหน่ง