ข่าว การเมือง อาชญากรรม สลากกินแบ่งรัฐบาล สังคม ดารา บันเทิง
 
  ค้นหาข่าว  
 
ร้องทุกข์ ร้องเรียน เว็บบอร์ด
helper end
  หน้าแรกข่าว > สกู๊ปพิเศษ > ปืนตำรวจ ปืนทหาร
 

ปืนตำรวจ ปืนทหาร

โดย มติชน วัน อังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2551 04:17 น.
โดย วสิษฐ เดชกุญชร

ขณะที่ผมเขียนเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่นสองคน กำลังตกเป็นผู้ต้องหาว่ายิงนายสิบทหารสารวัตรผู้หนึ่งถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเวลากลางวันแสกๆ เมื่อวันอังคารที่ 11 มีนาคมนี้ ในตลาดนัดที่หน้าอาคารที่พักของข้าราชการกองบัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่นนัก ปรากฏตามรายงานข่าวว่า เหตุเกิดในขณะที่ตำรวจกำลังเข้าไปจับกุมผู้ค้าแผ่นซีดีเถื่อนในตลาดนัด หลังจากเกิดเหตุ ข้าราชการทหาร (ซึ่งคงจะสังกัดกองบัญชาการทหารสูงสุด) จำนวนร้อยได้ไปชุมนุมที่หน้าโรงพักประชาชื่น และต่อมาผู้บังคับบัญชาทหารตั้งแต่ระดับรองขึ้นไปจนถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นเป็นเชิง ขอความเป็นธรรม แก่ผู้ตาย

ผมเชื่อว่า ในไม่ช้าการสอบสวนหาพยานหลักฐานก็คงสิ้นสุด และพนักงานสอบสวนคงสรุปผลของคดีได้ เพราะที่เกิดเหตุเป็นที่ชุมนุมชน มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์แยะ

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผมอดสงสัยและตั้งข้อสังเกตไม่ได้ ถึงการใช้อาวุธของตำรวจ

เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ตกเป็นผู้ต้องหาทั้งสองคน เป็นตำรวจชั้นประทวน ฉะนั้นผมจึงอนุมานว่า ทั้งสองคนคงจะได้เรียนหรือผ่านการฝึกอบรม และสำเร็จมาจากศูนย์ฝึกอบรมตำรวจกลาง (สมัยก่อนเรียกว่าโรงเรียนพลตำรวจนครบาล) หรือโรงเรียนตำรวจภูธรโรงใดโรงหนึ่งใน 9 โรง

ที่ผมสงสัยก็คือ ขณะที่เป็นนักเรียนอยู่ในศูนย์ฝึกอบรมกลาง หรือโรงเรียนตำรวจภูธรนั้น นักเรียนได้รับการฝึกให้รู้จักใช้อาวุธประจำกาย (โดยเฉพาะปืนพก) มากน้อยหรือหนักเพียงใด การฝึกยิงเป้าทั้งเป้านิ่งและเป้าเคลื่อนที่ เพื่อให้ยิงแม่นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ การตัดสินใจว่าเมื่อใดควรจะใช้อาวุธ ก่อนจะใช้อาวุธตำรวจควรเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไร มีการฝึกอบรมกันหรือไม่ และทำกันอย่างจริงจังเพียงใด ฝึกแล้วเรียนจบออกมาแล้ว มีการฝึกทบทวนกันอีกหรือไม่ บ่อยแค่ไหน

โรงเรียนตำรวจ (ฝรั่ง) ที่ผมเคยเรียนมานั้นสอนละเอียดลออจนถึงกับว่า ถ้าอยู่นอกเครื่องแบบ ตำรวจต้องแสดงบัตรหรือเครื่องหมายประจำตัวให้ผู้ต้องสงสัยเห็นก่อนอย่างชัดเจน และในขณะเดียวกัน ต้องพร้อมที่จะใช้อาวุธ ที่ว่า พร้อม นั้น ไม่ได้หมายความว่าให้ชักปืนออกมาเล็งเลย แต่ปลดดุมซองปืน ส่วนปืนยังคงอยู่ในซอง จนกว่าจะมีเหตุผลควรเชื่อว่า อาจต้องใช้อาวุธแน่แล้ว จึงให้ชักปืนได้ แต่แม้กระนั้น เขาก็สอนว่า เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ เมื่อชักออกมาแล้ว ห้ามมิให้เอานิ้วชี้อันเป็นนิ้วที่ใช้เหนี่ยวไกยิง สอดเข้าไปในโกร่งไก จนกว่าจะต้องการยิงจริงๆ

ครูสอนยิงปืนของผมอีกคณะหนึ่ง ที่โรงเรียนของเอฟบีไอ (F.B.I.) ห้ามนักห้ามหนา ไม่ให้เดินทื่อเข้าไปหาผู้ต้องสงสัยที่พกอาวุธ เพราะถ้าทำอาจกลายเป็นท้าดวลปืนกันแบบหนังคาวบอย และตำรวจนั่นแหละอาจจะตายเหมือนเคาบอย เขากำชับแล้วกำชับเล่าว่า เมื่อแน่ใจว่า ผู้ต้องสงสัยมีปืน ต้องเชื่อไว้ก่อนว่าผู้ต้องสงสัยอาจจะยิง และสิ่งแรกที่ตำรวจต้องทำคือ เข้าที่กำบังก่อน ต่อจากนั้นจึงแสดงตัวและสั่งให้ผู้ต้องสงสัยวางอาวุธ แล้วจับกุม

เขาสอนตำรวจให้รู้จักตัดสินใจก่อนใช้อาวุธ และใช้ความระมัดระวัง เพื่อป้องกันทั้งชีวิตตำรวจและชีวิตผู้ต้องสงสัย

ถ้าหากว่าศูนย์ฝึกอบรมหรือโรงเรียนตำรวจภูธรได้เคยสอนนักเรียนตำรวจแบบนี้ ผมก็สงสัยว่า คงสอนกันไม่มากหรือไม่หนักพอ เพราะดูจากหนังสือพิมพ์ที่รายงานข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคมนี้นั้น ตำรวจชั้นประทวนสองคนที่เข้าจับกุมผู้ต้องสงสัย ซึ่งเผอิญเป็นนายสิบทหารนั้น ไม่ได้ทำอย่างที่ว่านี้เลย แสดงตัวโดยไม่ใช้บัตรหรือเครื่องหมายใดๆ แต่ใช้วิธีถลกเสื้อให้ดูปืนที่เอวของตน แล้วบอกว่าตนเป็นตำรวจ ซึ่งไม่เข้าท่าและไม่มีประโยชน์ แถมยังดูเป็นการท้าทายเสียมากกว่า

ไหนๆ เขียนเรื่องการใช้ปืนของตำรวจแล้ว ก็ขอเขียนถึงการใช้ปืนของทหารด้วย

ตามข่าวปรากฏว่า นายสิบทหารผู้ถูกยิงตายเป็นสารวัตรทหาร อยู่นอกเครื่องแบบและพกปืนเหมือนกัน สารวัตรทหารนั้น ตามกฎหมายก็เหมือนตำรวจ แต่เป็นตำรวจของทหาร มีหน้าที่เกี่ยวข้องและจับกุมได้เฉพาะทหาร ข้าราชการ และคนงานที่สังกัดกระทรวงกลาโหมเท่านั้น ผมไม่ทราบว่ากระทรวงกลาโหมหรือกองทัพ วางระเบียบเรื่องการพกพาอาวุธของข้าราชการทหารไว้อย่างใด แต่ผมเดาว่าคงพกกันแบบไทย คือจะมีหรือไม่มีระเบียบอนุญาต ก็คงพกกันเกร่อทั้งนอกและในเครื่องแบบ และเมื่อเป็นทหารพกปืน ตำรวจก็คงไม่ว่า (หรือไม่กล้าว่า) อะไร

ที่น่าคิดก็คือว่า ทหารได้รับการฝึกอบรมให้รู้จักใช้อาวุธ (โดยเฉพาะปืนพก) มากน้อยหรือหนักเพียงใด หรือว่าฝึกเปาะแปะๆ แบบเดียวกับตำรวจ แล้วก็ปล่อยให้พกปืนกันตามอัธยาศัย หรือตามยถากรรมเหมือนกัน

ถ้าทั้งตำรวจและทหารพกปืนกันตามสบาย และไม่ได้รับการฝึกให้พิถีพิถันในการใช้อาวุธ เหตุร้ายอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่แล้วในท้องที่ตำรวจนครบาลประชาชื่น ก็คงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่เกิดขึ้นได้อีกเสมอ เกิดแล้ว ชีวิตไม่ของใครก็ของใครคนใดคนหนึ่งก็อาจเป็นอันตรายเสียหายไป เพราะปืนของตำรวจหรือของทหารอีก

อันที่จริง ก่อนหน้าที่นายสิบสารวัตรทหารจะถูกตำรวจประชาชื่นยิงตายเพียง 4 วัน นายทหารยศพันโทคนหนึ่ง ก็เพิ่งจะตกเป็นผู้ต้องหา ยิงผู้ต้องสงสัยว่าจะเข้าไปลักแผ่นซีดีในร้านของตนตาย อาวุธที่ใช้เป็นปืนพกขนาด 9 มิลลิเมตร

เหตุเกิดในท้องที่ตำรวจนครบาลประชาชื่นเหมือนกัน และทำไมต้องเกี่ยวกับแผ่นซีดีทั้งสองคดีก็ไม่รู้

ผมเห็นว่า ไหนๆ จะยอมให้พกและใช้ปืนกันแล้ว ผู้บังคับบัญชาทั้งฝ่ายตำรวจและทหารก็ควรจะเอาใจใส่ ฝึกอบรมตำรวจและทหาร ให้มีระเบียบวินัยในการใช้อาวุธ ไม่สักแต่ว่าพกปืนเฉยๆ หรือเห็นปืนเป็นเครื่องแสดงอำนาจหรือบารมี ฝึกให้มีสติ รู้จักยั้งคิดและรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจใช้ปืน

อย่าต้องให้ตายกันอีกเลยครับ ไม่ว่าตายฟรีหรือตายไม่ฟรี

หน้า 6

 


 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นๆ คลิปข่าวเด็ด S! TV
news สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 อุบลราชธานี รับสมัครเตรียมเป็นผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือ
news นักเรียน - เยาวชนจันทบุรีแห่ชมนิทรรศการพระบิดาแห่งฝนหลวง
news สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.ลำพูน ดำเนินงานพัฒนาชุมชนปีงบประมาณ 2553
news จ.สุราษฎร์ธานี ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา แด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวด
news สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ คัดค้านการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุดไม่มีความเหมา
news จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานและงานอาชีพ
tvASTV1
tvDMC
tvMVTV1
tvMVTV2
tvMVTV3
tvNation
tvสทท.11
tvMCOT
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งกระทู้ใหม่, ตั้งกระทู้โหวต, ดูกระทู้ทั้งหมด >>
ปืนตำรวจ ปืนทหาร