ข่าว การเมือง อาชญากรรม สลากกินแบ่งรัฐบาล สังคม ดารา บันเทิง
 
  ค้นหาข่าว  
 
ร้องทุกข์ ร้องเรียน เว็บบอร์ด
helper end
  หน้าแรกข่าว > สกู๊ปพิเศษ > ความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน: บทวิเคราะห์และทางออก (จบ)
 

ความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน: บทวิเคราะห์และทางออก (จบ)

โดย มติชน วัน ศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551 00:05 น.
โดย เกษียร เตชะพีระ

(เรียบเรียงปรับปรุงจากคำอภิปรายของผู้เขียนในการสัมมนาเรื่อง ความมืดยามเที่ยง : ความรู้ทางรัฐศาสตร์กับทางออกการเมืองไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 59 ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน ศกนี้)

3)ฐานทางเศรษฐกิจสังคมซึ่งเป็นบริบทของความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันระหว่างฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับฝ่าย นปก./พปช.ดังกล่าวมาไม่อาจแก้ไขได้เพียงแค่ระดับแนวคิดทรรศนะโดยขยับขยายให้แต่ละฝ่ายมองเห็นหลักการที่ขาดพร่องอีกข้างหนึ่งเท่านั้น เพราะลึกๆ แล้วความขัดแย้งนี้มาจากรากฐานทางเศรษฐกิจสังคมที่แตกต่างกัน เป็นเรื่องความขัดแย้งทางชนชั้น

กล่าวคือ เรากำลังเป็นประจักษ์พยานการเคลื่อนย้ายอำนาจ (power shift) ครั้งใหญ่จาก [กลุ่มชนชั้นนำเดิม, ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และคนชั้นกลางชาวเมือง] ไปสู่ [กลุ่มทุนใหญ่โลกาภิวัตน์และพันธมิตรชาวนา คนจนเมือง]

ฝ่ายหลังมีจำนวนคะแนนเสียงและกำลังทุนเหนือกว่า ขณะที่ฝ่ายแรกยังคงอำนาจอิทธิพลทางการเมืองวัฒนธรรมและกำลังทัพมากกว่า

ดุลกำลังยังค่อนข้างก้ำกึ่งในปัจจุบัน กระบวนการเคลื่อนย้ายอำนาจอาจยาวนานเป็น 5-10 ปี จนกว่ารูปแบบรัฐจะรอมชอมประนีประนอมกันได้ลงตัว กล่าวคือเป็นรูปแบบรัฐที่อนุญาตให้กลุ่มอำนาจใหม่เข้าครองอำนาจทางการเมือง แต่ก็ปรองดองรองรับกลุ่มอำนาจเก่าให้มีพื้นที่อำนาจอยู่ด้วยได้ในสังคมการเมืองในเวลาเดียวกัน

ไม่ว่าระบอบทักษิณหรือระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบปัจจุบันล้วนไม่สอดคล้องลงตัวกับเงื่อนไขดังกล่าว จนกว่าจะพบรูปแบบรัฐใหม่ที่ลงตัว การเมืองไทยจะยังคงเต็มไปด้วยปัญหาความไม่มีเสถียรภาพและปกครองไม่ได้ แม้รัฐบาลจะมีความชอบธรรมจากการชนะเลือกตั้งก็ตาม

โอกาสนี้ น่าที่เราจะมาทำความเข้าใจปรากฏการณ์การเคลื่อนย้ายอำนาจ (power shift) และกรณีตัวอย่างเปรียบเทียบในอดีตสักเล็กน้อย

ในประวัติการเมืองไทยสมัยใหม่ ได้เกิดการเคลื่อนย้ายอำนาจครั้งใหญ่อย่างน้อย 3 รอบแล้ว โดยแต่ละรอบจะดำเนินไปตามแบบแผนพื้นฐานค่อนข้างคล้ายกัน กล่าวคือ: -

-เปิดเสรีและพัฒนาเศรษฐกิจ

-สังคมเปลี่ยนและปรากฏกลุ่มคน/ชนชั้นใหม่ขึ้นมา

-การแข่งขันช่วงชิงทางการเมืองระหว่างชนชั้นนำเดิม พันธมิตร กับกลุ่มคน/ชนชั้นใหม่ที่เรืองอำนาจขึ้น

-เปลี่ยนระบอบ

กรณีตัวอย่างการเคลื่อนย้ายอำนาจในอดีตของไทยที่พอยกมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันได้แก่

1) สมัยการเปิดเสรีทางการค้าและปฏิรูปการปกครองแผ่นดินให้ทันสมัยในรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 7 ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในบริบทโลกยุคระบอบอาณานิคมตะวันตก

2) สมัยการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติและส่งเสริมการลงทุนของเอกชนภายใต้รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา ช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ในบริบทโลกยุคสงครามเย็น

3) สมัยโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและเปิดเสรีทางการเงินภายใต้รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน และรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นต้นมา ช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1990 ถึงปัจจุบัน ในบริบทโลกยุคหลังสงครามเย็น (โปรดดูตารางเปรียบเทียบ)

4) ทางออกที่พอเป็นไปได้

ก่อนอื่น ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายต้องไม่จินตนาการสิ่งที่สุดโต่งตกขอบอันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของการเมืองวัฒนธรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องความ สมานฉันท์ อย่างไร้เดียงสา, ทำ สงครามครั้งสุดท้าย รุนแรงถึงขั้นแตกหัก หรือระบอบการเมืองที่ไม่มีพลังฝ่ายตรงข้ามดำรงอยู่

ลองคิดดูเถิดว่าในสภาพที่ต่างฝ่ายต่างก็มีจำนวนกำลังผู้ยืนหยัดสนับสนุนเท่าที่แสดงออกในการเลือกตั้งและลงประชามติครั้งต่างๆ ราว 10 กว่าล้าน vs. 10 กว่าล้านนั้น จะกวาดล้างพ่อแม่พี่น้องเพื่อนคนไทย ฝ่ายตรงข้าม นับ 10 กว่าล้านคนออกไปจากเมืองไทยอย่างไร? ฆ่ามันๆ ให้หมดหรือ?

ตรงกันข้าม เราควรจินตนาการถึงอนาคตทางการเมืองที่พลังทั้งสองฝ่ายต้องดำรงอยู่ด้วยกัน คำถามคือจะอยู่ด้วยกันแบบไหนที่เป็นไปได้และไม่ทำลายตัวสังคมไทยเองลงไป? แล้วจะทะเลาะกันอย่างสันติเพื่อไปสู่จุดนั้นอย่างไรต่างหาก?

ผมใคร่เสนอว่าต้องหาทางให้ความขัดแย้งต่อสู้ทางการเมืองระหว่างชนชั้นต่างๆ ในสังคมไทยดำเนินไปในกรอบกติกาประชาธิปไตย (Democratic class politics)

เพื่อการนี้ สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ตัวรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งฝ่ายต่างๆ พยายามแก้แล้วแก้เล่ากันอยู่ เพราะก็เห็นๆ กันอยู่ว่าถึงฝ่ายหนึ่งแก้ไปแล้ว อีกฝ่ายก็แก้กลับได้, ถึงฝ่ายหนึ่งฉีกไปแล้ว อีกฝ่ายก็ร่างใหม่ได้อีกนั่นแหละ เข้าทำนองทีใครทีมัน ไม่มีจุดสิ้นสุดยุติ

สิ่งที่สำคัญกว่าอาจเป็นวัฒนธรรมการเมืองหรือที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย ซึ่งแต่ละฝ่ายควรยึดถือเพื่อเป็นหลักเกณฑ์แนวทางกำกับการต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองซึ่งกันและกันสืบไปเบื้องหน้า เพื่อให้ความขัดแย้งนั้นคงอยู่ในทิศทางที่จะไม่ทำให้ชาติบ้านเมืองส่วนรวมต้องวอดวายฉิบหายไปท่ามกลางเพลิงความขัดแย้งอันอาจร้อนแรงลุกลามไร้ขอบเขต

ผมเห็นว่ามาตราใหม่ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยที่คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายพึงยึดถือประพฤติปฏิบัติร่วมกันได้แก่: -

4 มาตราใหม่ของรัฐธรรรมนูญ

ฉบับวัฒนธรรมไทย

1) กองทัพต้องไม่ใช้กำลังเข้าแทรกแซงยุ่งเกี่ยวความขัดแย้งทางการเมือง

2) ไม่ดึงสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทำลายคู่ขัดแย้งทางการเมือง

3) พิทักษ์ปกป้องและขยับขยายพื้นที่สิทธิเสรีภาพ

4) พิทักษ์ปกป้องและขยับขยายพื้นที่ประชาธิปไตย

หน้า 6

 


 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นๆ คลิปข่าวเด็ด S! TV
news สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 อุบลราชธานี รับสมัครเตรียมเป็นผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือ
news นักเรียน - เยาวชนจันทบุรีแห่ชมนิทรรศการพระบิดาแห่งฝนหลวง
news สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.ลำพูน ดำเนินงานพัฒนาชุมชนปีงบประมาณ 2553
news จ.สุราษฎร์ธานี ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา แด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวด
news สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ คัดค้านการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุดไม่มีความเหมา
news จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานและงานอาชีพ
tvASTV1
tvDMC
tvMVTV1
tvMVTV2
tvMVTV3
tvNation
tvสทท.11
tvMCOT
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งกระทู้ใหม่, ตั้งกระทู้โหวต, ดูกระทู้ทั้งหมด >>
ความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน: บทวิเคราะห์และทางออก (จบ)