ข่าว การเมือง อาชญากรรม สลากกินแบ่งรัฐบาล สังคม ดารา บันเทิง
 
  ค้นหาข่าว  
 
ร้องทุกข์ ร้องเรียน เว็บบอร์ด
helper end
  หน้าแรกข่าว > สกู๊ปพิเศษ > ไทยกับตำแหน่งประธานอาเซียน
 

ไทยกับตำแหน่งประธานอาเซียน

โดย มติชน วัน พฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 00:05 น.
โดย วิทวัส ศรีวิหค

วันที่ 24 กรกฎาคม 2551 เป็นวันสุดท้ายของการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศอาเซียน หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 41 ที่สิงคโปร์

วันนี้เป็นวันที่ประเทศไทยจะรับหน้าที่การเป็นประธานอาเซียนต่อจากสิงคโปร์

จากวันนี้ไปอีก 1 ปีครึ่ง การทำหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยมีความสำคัญอย่างไร

หากมองย้อนหลังไปเมื่อ 41 ปีที่แล้ว ประเทศไทยคือ 1 ใน 5 ประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียนที่สำคัญอาจจะกล่าวได้ว่าสำคัญที่สุด เมื่อนึกถึงภาพที่ ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในขณะนั้น ได้ชักชวนมิตรประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีก 4 ประเทศ ประกอบด้วยมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ มาปรึกษากันที่แหลมแท่น อำเภอบางแสน จังหวัดชลบุรี เกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและการเปลี่ยนแปลงของโลก

ทั้ง 5 ประเทศเห็นพ้องต้องกันว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมมือร่วมใจกันให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยในภูมิภาค ส่งเสริมความกินดีอยู่ดี ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและความใกล้ชิดทางสังคมวัฒนธรรม

ยิ่งนึกถึงภาพที่หลายประเทศในภูมิภาคเพิ่งผ่านพ้นเมฆหมอกจากการตกเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตก และเค้าพายุทะมึนของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังแผ่ขยายอิทธิพลอยู่ในขณะนั้น สำทับด้วยความยากจนของประเทศส่วนใหญ่ด้วยแล้ว ความร่วมมือของทั้ง 5 ประเทศจึงเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์การทูตที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในภูมิภาค

และได้นำไปสู่การลงนามปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) ของทั้ง 5 ประเทศที่พระราชวังสราญรมย์ก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ในปี พ.ศ.2510

จากวันนั้นถึงวันนี้อาเซียนได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาค่อนข้างโชกโชน มีทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลวและสิ่งท้าทาย มีทั้งเสียงชมและเสียงตำหนิ

จากสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศ ได้ขยายตัวไปเป็น 10 ประเทศ ครอบคลุมสมาชิกใหม่ที่ทยอยเข้ามาสมทบ ได้แก่ บรูไน เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา

หากจะพูดถึงความสำเร็จของอาเซียนในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ที่เห็นชัดเจนก็คือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสันติสุขพอสมควร ไม่มีสงครามใหญ่ที่สมาชิกอาเซียนรบราฆ่าฟันกัน

ความมั่นคงปลอดภัยมีมากขึ้นเป็นลำดับในภูมิภาค โดยมีความตกลงและหลักการที่ยึดถือร่วมกันหลายอย่าง เช่น สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือ ซึ่งในการประชุมที่สิงคโปร์นี้ ก็ตกลงรับเกาหลีเหนือเข้ามาร่วมวงศาคณาญาติด้วย นอกเหนือจากที่มีประเทศภาคีอื่นๆ อยู่แล้ว 15 ประเทศ สนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การประกาศเขตสันติภาพ เสรีภาพและความเป็นกลาง กรอบความร่วมมืออาเซียนว่าด้วยการเมืองและความมั่นคง หรือ ARF - ASEAN Regional Fourm นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกยังยอมรับร่วมกันว่า ค่านิยมประชาธิปไตยเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

อาเซียนยังได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่มุ่งบรรลุผลในอีก 12 ปีข้างหน้าอีกหลายประการเช่นอาเซียนจะเป็นวงสมานฉันท์แห่งอาเซียนตะวันออกเฉียงใต้ จะเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอย่างมีพลวัต จะเป็นชุมชนแห่งสังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน และจะมุ่งผูกสัมพันธ์กับประเทศภายนอก

ในส่วนความร่วมมือกับประเทศภายนอกภูมิภาคก็มีกรอบความร่วมมืออาเซียน 10 ประเทศกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่รู้จักกันในชื่ออาเซียนบวกสาม และที่ประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ซึ่งนอกจากจะมี 3 ประเทศข้างต้นแล้ว ยังรวมถึงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดียด้วย

การที่อาเซียนคบหากับ 6 ประเทศนี้ ก็เพื่อมุ่งส่งเสริมความเป็นประชาคมของอาเซียนและของภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยมีอาเซียนเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในความร่วมมือทั้งหลาย เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือ อาเซียนพยายามอยู่ในที่คนขับรถยนต์ที่คอยถือพวงมาลัย ควบคุมทิศทางโดยมีประเทศเหล่านี้ให้การสนับสนุนให้เดินทางถึงเป้าหมายปลายทางของการเป็นประชาคม

ยิ่งอาเซียนมีอายุมากขึ้น มีความเติบโตทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น ก็ดูจะเนื้อหอมมากขึ้นไปด้วยเพราะมีประเทศต่างๆ อยากจะมาพูดคุยเป็นประเทศคู่เจรจากับอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แคนาดา รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย

เมื่อพูดถึงการเสริมสร้างประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วย 3 เสาหลัก เสาเศรษฐกิจดูจะเป็นเสาที่มีความก้าวหน้ามากกว่าอีก 2 เสา คือ เสาการเมืองความมั่นคง และเสาสังคมวัฒนธรรม

ปัจจุบันรายได้ประชาชาติ หรือจีดีพี (GDP) ของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งสิบรวมกันมากกว่า 1,600 พันล้านเหรียญสหรัฐ เขตการค้าเสรีอาเซียนก็มีความก้าวหน้าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ความมุ่งหวังที่อาเซียนจะเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวก็ได้ถูกตอกย้ำเมื่อปีที่แล้ว เมื่อผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้ลงนามในเอกสารแม่แบบมุ่งสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 7 ปีข้างหน้า

ทุกวันนี้ อาเซียนค้าขายกันเองประมาณปีละ 360 พันล้านเหรียญสหรัฐ

แต่หลายคนยังสงสัยว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเป็นไปได้จริงหรือใน 7 ปีข้างหน้าเพราะประเทศในอาเซียนทั้งสิบยังมีความแตกต่างกันอย่างมากในด้านการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแตกต่างระหว่างประเทศที่เข้ามาเป็นสมาชิกที่หลัง เช่น กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม กับสมาชิกดั้งเดิม ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

นี่คือสิ่งที่ท้าทายอาเซียนอย่างยิ่งในการรวมตัวเป็นประชาคม ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาดำเนินไปด้วยความล่าช้า

อาเซียนยังถูกกล่าวหาอย่างมากในวิธีการทำงานแบบอาเซียนๆ หรือที่เรียกว่า ASEAN Way การตัดสินใจจะทำอะไรของอาเซียนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันก็อาศัยหลักที่เรียกว่า ฉันทามติ คือ ทั้งสิบประเทศต้องเห็นพ้องกันหมด ใครแสดงท่าทีติดขัดอะไร เรื่องนั้นๆ ก็เป็นอันยกเลิกไป ไม่ต้องทำ จะได้ไม่ขัดกัน

ในแง่หนึ่งก็ดี ไม่มีอะไรแตกหัก

แต่ในแง่พัฒนาการก็เคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า รวมตัวกันแบบหลวมๆ ยิ่งเป็นเรื่องภายในของเพื่อนสมาชิกยิ่งแสลงมาก จะไม่เข้าไปก้าวก่ายใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าเรื่องหลายเรื่องจะส่งผลกระทบต่อประเทศตนก็ตาม หลักการนี้เรียกว่า การไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน ฟังดูดีแต่ในหลายกรณีก็ต้องถอดใจ

เสียงตำหนิอาเซียนยังรวมถึงผลงานที่เป็นรูปธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับการประชุมที่มากกว่าปีละ 700 ครั้ง แต่นำมาปฏิบัติจริงเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ อาเซียนยังถูกมองว่าเป็นองค์กรที่รัฐบาลพูดคุยกันเอง ชาวบ้านไม่ค่อยมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง จับต้องยาก

จึงไม่แปลกใจเมื่อมีการสำรวจความเห็นเยาวชนใน 10 ประเทศอาเซียนว่า มีความรู้เกี่ยวกับอาเซียนมากน้อยแค่ไหน ผลที่ปรากฏออกมาน่าตกใจมากเมื่อพบว่าเยาวชนไทยได้ที่โหล่ ไม่สามารถบอกได้ว่า ธงอาเซียนหน้าตาเป็นยังไง และไม่สามารถตอบได้ว่า อาเซียนก่อตั้งเมื่อปีใด ทั้งๆ ที่เราเป็นประเทศผู้ก่อตั้ง

การจะเป็นประชาคม พื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนทั้งสิบประเทศต้องมีความรู้สึกเป็นเจ้าของอาเซียนร่วมกัน มีการตระหนักรับรู้เกี่ยวกับอาเซียน มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกิจกรรมต่างๆ ผลการสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า อาเซียนยังคงมีงานหลักที่ต้องทำ โดยเฉพาะการเข้าถึงประชาชน

ปีที่แล้ว อาเซียนได้ก้าวมาถึงจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งในชีวิตอาเซียน เมื่อผู้นำทั้งสิบประเทศได้ลงนามในกฎบัตรอาเซียนที่สิงคโปร์

กฎบัตรก็เหมือนกับธรรมนูญที่วางหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้อาเซียนได้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและมีความเจริญรุ่งเรืองในฐานะประชาคมที่ประชาชนทั้ง 567 ล้านคน จะมีความเป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้นในด้านต่างๆ

กฎบัตรอาเซียน จึงมีความมุ่งหมายหลักอย่างน้อย 3 ประการ

ในเรื่องแรกจะส่งเสริมผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก หรือในสมัยนี้เรียกว่าให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทั้งนี้ กฎบัตรได้กำหนดให้มีกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน ซึ่งสำคัญมากและไม่เคยมีมาก่อน

เรื่องที่สอง กฎบัตรได้กำหนดให้อาเซียนมีสถานะนิติบุคคล ถ้าพูดในภาษาชาวบ้าน ก็คือบรรลุนิติภาวะ จะไปทำความตกลงใดๆ กับใครก็อยู่บนพื้นฐานของการใช้กฎเกณฑ์ (Rule Based) ซึ่งจะทำให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และจะมีกระบวนการติดตามเพื่อให้ดำเนินการตามที่ได้ตกลงกันไว้ โดยเลขาธิการอาเซียนก็จะมีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น

ในเรื่องที่สาม กฎบัตรได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของอาเซียน ซึ่งในระยะต่อไป เราจะได้เห็นสำนักงานเลขาธิการอาเซียนมีรองเลขาธิการเพิ่มอีก 2 คน โดยการคัดเลือกจากบุคคลภายนอก รวมกับที่มีอยู่แล้ว 2 คน เป็น 4 คน โครงสร้างการทำงานของอาเซียนจะปรับปรุงอีกมาก โดยสอดคล้องตามเสาหลักทั้ง 3 ของการเป็นประชาคม ที่สำคัญจะมีการแต่งตั้งทูตจากประเทศสมาชิกและประเทศคู่เจรจาประจำที่กรุงจาการ์ตา ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักเลขาธิการอาเซียน

การปรับปรุงประสิทธิภาพของสำนักเลขาธิการอาเซียนยังมีประเด็นที่สำคัญ คือ จะหางบประมาณมาเพิ่มได้อย่างไรเพราะมีเรื่องที่ต้องใช้เงินพอสมควร ทุกวันนี้ประเทศสมาชิกส่งค่าบำรุงเท่าๆ กัน ประมาณ 940,000 เหรียญสหรัฐต่อปี (ประมาณ 32 ล้านบาท)

ทั้งหมดที่พูดมานี้ กฎบัตรยังไม่มีผลใช้บังคับเพราะประเทศสมาชิกที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันมีอีก 3 ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งกำลังจะรับตำแหน่งประธานอาเซียนในวันนี้ที่สิงคโปร์

ในส่วนของไทยเชื่อมั่นว่า รัฐสภาจะให้การรับรองกฎบัตรเพื่อให้ไทยสามารถให้สัตยาบันได้ในเดือนสิงหาคมนี้

เรื่องการให้สัตยาบันกฎบัตรของไทยนี้สำคัญยิ่งยวด เพื่อการเป็นประธานอาเซียนอย่างสมศักดิ์ศรีและไม่ทำอะไรที่เป็นการชะลอกระบวนพัฒนาการต่างๆ ที่ระบุไว้ในกฎบัตร ประเทศสมาชิกอาเซียนมุ่งหวังเต็มที่ว่า เมื่อประเทศไทยจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนธันวาคมศกนี้ กฎบัตรอาเซียนจะมีผลใช้บังคับอย่างสมบูรณ์เพราะทุกประเทศให้สัตยาบันครบถ้วน

ขณะนี้สดับตรับฟังมาว่า อินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์ก็คงจะไม่มีปัญหาในการให้สัตยาบัน

ย้อนกลับมาที่สิงคโปร์ เมื่อไทยรับตำแหน่งประธานอาเซียน เราตั้งใจจะทำอะไรบ้างเพื่อฝากผลงานและเสริมสร้างบทบาทด้านการต่างประเทศของไทยในภูมิภาค

สำคัญที่สุด คือ การให้สัตยาบันกฎบัตรให้ทัน ถัดมา เมื่อกฎบัตรได้ย้อนมาสู่บ้านเกิดของอาเซียน โดยเริ่มมีผลใช้บังคับในการประชุมที่ประเทศไทย เราต้องผลักดันกลไกต่างๆ ที่ระบุไว้ในกฎบัตรให้ก้าวหน้าไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน

ไทยจะเป็นประธานอาเซียนจากนี้ไปอีก 1 ปีครึ่ง น่าจะทำอะไรได้มากพอสมควร และการทำงานต่างๆ เราก็อยากให้ประชาชนเข้ามารับรู้และมีส่วนร่วมให้มากที่สุด

ดังนั้น ช่วงที่ไทยเป็นประธานอาเซียน การทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่ประชาชนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญ หลักสูตรอาเซียนศึกษาในสถาบันการศึกษาทุกระดับควรได้รับการปรับปรุงและผลักดันให้กว้างขวางและลึกซึ้งมากขึ้น ทุกวันนี้ เด็กไทยและคนไทยทั่วไปรู้จักเพื่อนบ้านของเราน้อยมาก

การเป็นประชาคมเศรษฐกิจจะต้องเคลื่อนตัวให้เร็วขึ้นเพื่อทันตามเป้าหมาย ทำอย่างไรก็ได้ให้คนของเรารู้ถึงประโยชน์ และเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือ และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะไทย แต่เป็นปัญหาของอาเซียนอีกหลายประเทศ

การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของอาเซียนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเร่งทำ โชคดีที่เลขาธิการอาเซียนคนปัจจุบัน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ก็มาจากประเทศไทย และเป็นผู้ที่มีความสามารถดำรงตำแหน่งได้ไม่กี่เดือน เมื่อพม่าเจอภัยพิบัติจากไซโคลนนาร์กีส ก็สามารถผลักดันให้อาเซียนเข้าไปมีบทบาทนำ โดยร่วมกับสหประชาชาติในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่พม่าได้ ยังมีอีกมากที่เลขาธิการตั้งใจจะทำ ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากสมาชิกและมิตรประเทศของอาเซียนที่เป็นคู่เจรจาทั้งหลาย

เมื่อมีกฎบัตรแล้ว อาเซียนจะรวมตัวกันอย่างหลวมๆ เช่นเดิมคงไม่ได้ ต้องมีความกระฉับกระเฉง หมุนตามโลกให้ทัน ต้องเร่งลดช่องว่างทางการพัฒนาในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเพื่อนบ้านของไทย เช่น พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม เป็นเป้าหมายสำคัญ วิสัยทัศน์ต่างๆ ที่พูดไว้สวยหรูก็ต้องนำมาปฏิบัติให้เป็นจริง สมานฉันท์ เอื้ออาทร แบ่งปัน ทำอยู่จริงหรือไม่ หรือกำลังฮึ่มๆ ใส่กัน ดูแล้วน่าเป็นห่วง ต้องระวังว่า เมื่อไทยเป็นประธานอาเซียน พึงอดกลั้นและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะใช้กำลัง ในกรณีไทยกับกัมพูชาเรื่องปราสาทพระวิหาร เพื่อนอาเซียนก็แสดงความเป็นห่วง และสิงคโปร์ในฐานะประธานอาเซียนปัจจุบันก็ได้ออกถ้อยแถลงดังที่พวกเราทราบกันอยู่แล้ว

เมื่อคณะผู้แทนไทยเดินทางกลับมากรุงเทพฯ ที่กระทรวงการต่างประเทศก็จะมีแถลงข่าวในการรับตำแหน่งประธานอาเซียน พร้อมเปิดโครงการอาเซียนกับโรงเรียนยุวทูตความดีทั่วประเทศกว่า 900 โรงเรียน ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับอาเซียนในวันเกิดอาเซียน 8 สิงหาคมศกนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายโครงการเพื่อให้เยาวชนของไทยได้รู้จักอาเซียนมากขึ้น ไทยยังจะริเริ่มก่อตั้งสมาคมอาเซียนแห่งประเทศไทยเพื่อส่งเสริมกิจกรรมภาคประชาสังคมและการเรียนรู้เรื่องอาเซียน สมาคมทำนองนี้ยังไม่มีในประเทศสมาชิกอาเซียนเลย ต่อไปก็ควรจะมีและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเพื่อเข้าถึงประชาชน

ถึงเวลาแล้วที่อาเซียนจะใกล้ชิดกับประชาชนและกฎบัตรที่จะมีผลใช้บังคับในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าที่ประเทศไทย จะเป็นการริ่เริมกระบวนการกฎบัตรอาเซียนเพื่อประชาชนอาเซียนอย่างแท้จริง

หน้า 6

 


 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นๆ คลิปข่าวเด็ด S! TV
news สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 อุบลราชธานี รับสมัครเตรียมเป็นผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือ
news นักเรียน - เยาวชนจันทบุรีแห่ชมนิทรรศการพระบิดาแห่งฝนหลวง
news สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.ลำพูน ดำเนินงานพัฒนาชุมชนปีงบประมาณ 2553
news จ.สุราษฎร์ธานี ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา แด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวด
news สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ คัดค้านการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุดไม่มีความเหมา
news จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานและงานอาชีพ
tvASTV1
tvDMC
tvMVTV1
tvMVTV2
tvMVTV3
tvNation
tvสทท.11
tvMCOT
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งกระทู้ใหม่, ตั้งกระทู้โหวต, ดูกระทู้ทั้งหมด >>
ไทยกับตำแหน่งประธานอาเซียน