ข่าว การเมือง อาชญากรรม สลากกินแบ่งรัฐบาล สังคม ดารา บันเทิง
 
  ค้นหาข่าว  
 
ร้องทุกข์ ร้องเรียน เว็บบอร์ด
helper end
  หน้าแรกข่าว > สกู๊ปพิเศษ > บทวิเคราะห์:ปฏิรูปการศึกษารอบ 2 จำเป็นหรือไม่???(1)
 

บทวิเคราะห์:ปฏิรูปการศึกษารอบ 2 จำเป็นหรือไม่???(1)

โดย กรมประชาสัมพันธ์ วัน เสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 19:24 น.
- ปฎิรูปวงการศึกษาครั้งใหญ่ - ผลิตครูรุ่นใหม่ เก่ง,ดีและมีจริยธรรม - ดึงE-Learning / E-Training มาใช้ให้ทั่วถึง - แก้ปัญหาครูขาดแคลน,ด้อยคุณภาพทั่วประเทศ ที่มีอยู่ 1 .8 หมื่นคน - ต้องเลือกสร้าง"เด็กดี” หรือ"เด็กเก่ง” ทั้งหมดนี้คือแนวทางยกเครื่องการศึกษาในทศวรรษที่สอง ที่เสมาหนึ่ง อย่างนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยุคที่ประชาธิปัตย์มีโอกาสกลับมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศอีกครั้ง ได้วางไว้ หลังจากพรรคฯ ได้ทิ้งช่วงระยะเวลาไปถึง 7 ปีกับการทำหน้าที่แกนนำพรรคฝ่ายค้าน หากย้อนไปใน ช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ยุคนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ถือว่าสร้างผลงานเกี่ยวกับนโยบายด้านการศึกษาไว้มากมาย อาทิ ผลักดันออกพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งในขณะนั้น ได้เน้นเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการมารวมกับทบวงมหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (ชื่อเดิมของสภาการศึกษา) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จนกลายเป็นกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน ก่อนจะมาเป็นโครงสร้าง 5 โครงสร้าง ตามสูตร ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวะศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานปลัด สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โดยทั้ง 3 แท่งแรก เป็นการศึกษาในระบบ ส่วน 2 แท่งหลังเป็นเรื่องของนโยบายการบริหารงาน ณ วันนี้ รัฐบาลประชาธิปัตย์ ยอมรับว่า การปฎิรูปการศึกษาในรอบแรก มีทั้งประสบความสำเร็จ แต่ก็มีหลายเรื่องที่ล้มเหลวซึ่งต้องปรับปรุงและแก้ไข อย่างไรก็ตาม หากมองเจาะลึกลงไป การปฏิรูปรอบแรกจะเน้นการศึกษาในระบบเป็นด้านหลัก ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 จึงได้ปรับทิศทาง ที่นอกจากจะเน้นการศึกษาในระบบแล้ว จะต้องมีการศึกษานอกระบบ ควบคู่ขนานกันไป เพราะต้องการเดินไปสู่เป้าหมาย สร้างสังคมไทยที่มีประชาชนสนใจการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างจริงจัง "การเน้นการศึกษาในระบบ เท่ากับการศึกษาคนตั้งแต่อายุ 5 ขวบชั้นอนุบาล 1 จนถึงอายุ 30 ปีระดับปริญญาเอก แต่อายุที่เหลือตั้งแต่ 30 ถึงตายแล้วหรืออายุ 60 พวกเขาจะอยู่ตรงไหน จึงเป็นที่มาของการศึกษานอกระบบที่จะต้องเข้าไปเติมเต็มให้ครบวงจร และสร้างสังคมไทยให้ทุกคนไขว่คว้าการเรียนรู้ตลอดชีวิต นี่คือเรื่องใหม่และให้ความสำคัญในการปฏิรูปการศึกษารอบ 2” ทำไมต้องปฎิรูปการศึกษารอบ 2?? รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เหตุผลของการปฎิรูปการศึกษารอบ 2 ว่า เนื่องจากการปฎิรูปรอบแรกยังมีปัญหาค้างคาในหลัก 3 เรื่อง ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพ โอกาส และการมีส่วนร่วมของการศึกษา จึงจำเป็นต้องมีการปฎิรูปรอบ 2 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากปัญหาเก่าและปัญหาจากการปฎิรูปครั้งแรก ทั้งนี้ เรื่องคุณภาพการศึกษา ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ตามด้วยเรื่องโอกาสการศึกษา การปฎิรูปครั้งนี้จึงมีนโยบายโครงการเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ เพื่อต้องการเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะยากจน และด้อยโอกาสทั่วประเทศให้มีโอกาสเรียนเหมือนเด็กในเมืองหรือในกรุงเทพฯ อีกเหตุผลหนึ่งที่การปฎิรูปการศึกษาถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง ก็เนื่องจาก ตัวชี้วัดจากการประเมินผลการศึกษา พบว่า นักเรียนสอบตกและต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานยอดเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 50ใน 5 วิชาหลัก ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ อังกฤษ สังคมศาสตร์ ภาษาไทย สะท้อนมาตรฐานครูที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วงและเป็นวิกฤตการศึกษาที่ต้องเร่งแก้ไข โดยต้องรื้อทั้งระบบ และให้ความสำคัญกับกรอบใหญ่ที่ต้องทำ คือ การปฏิรูปการศึกษาอย่างยั่งยืน "ปัญหาของการพัฒนาครู ที่ไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจากการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ครูต้องอิงมาตรฐานหน่วยงานจากหลายองค์กร โดยเฉพาะการประเมินวิทยฐานะที่ผ่านมายังไม่สอดคล้องกับการปฎิบัติงานของครู ซึ่งการพัฒนาครูเพื่อให้ได้วิทยฐานะนั้น จะต้องตอบคำถามให้กับสังคมด้วยว่า เมื่อครูผ่านการประเมินวิทยฐานะ นักเรียนมีคุณภาพดีขึ้นหรือไม่ แต่ทุกวันนี้ยังไม่สามารถตอบคำถามเรื่องดังกล่าวให้กับสังคมได้ ซึ่งเรื่องการพัฒนาครู การประเมินวิทยฐานะ และการเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนจะต้องเชื่อมโยงกันได้” เป็นคำกล่าวของ นายชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่เคยกล่าวไว้ในงานประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครูทั้งระบบ โดยเห็นว่า ครูเป็นหัวใจหลักสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการปฎิรูปการศึกษาตลอด 9 ปีที่ผ่านมายังไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ หรือไม่ประสบความสำเร็จนั้น มาจากครู เพราะกระบวนการของครูนั้นมีหลายระบบ เช่น การผลิตครู การพัฒนาครูให้มีคุณภาพ การส่งเสริมครู มาตรฐานการประกอบวิชาชีพ การบริหารงานบุคคล ขวัญและกำลังใจ เป็นต้น ซึ่งกระบวนการเหล่านี้แต่ละหน่วยงานจะแย่งกันทำงานไม่มีการเชื่อมโยงกัน ส่งผลให้การพัฒนาครูไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น หัวใจสำคัญของคุณภาพการศึกษาอยู่ที่ครู สิ่งที่สะท้อนให้เห็นชัดคือผลการเรียนของเด็กไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจัดว่าอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะ 5 วิชาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 50 รวมถึงผลการสอบโอเน็ต ที่ออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่น่าพอใจ จึงถือเป็นเรื่องด่วนที่ต้องรีบแก้ไข อย่างไรก็ตาม การปฎิรูปการศึกษาจะต้องเดินหน้าพัฒนาไปพร้อมกันในทุกด้าน อย่างเป็นองคาพยพ มิใช่เพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าจะปฎิรูปการศึกษาสักกี่ครั้งหรือกี่รอบ ก็เปล่าประโยชน์...หากต้นตอปัญหาที่แท้จริงแล้ว อาจเป็นเพียงเส้นผมบังภูเขาที่หลายคนคาดไม่ถึง!!!
 


 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ กรมประชาสัมพันธ์ ได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นๆ คลิปข่าวเด็ด S! TV
news ประมวลข่าวทั่วไทย
news ททท.สุพรรณบุรี จัดกิจกรรม "ไหว้พระ 3 ขุนเขาเมืองเก่าทวารวดีอู่ทอง” ชมทุ่งทานตะวันต้อนรับวันพ่อแห่งชา
news ปภ.พะเยา เตือนประชาชนเตรียมพร้อมรับภัยหนาว
news ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี นำส่วนราชการออกรับฟังสภาพปัญหาความต้องการของราษฎรในพื้นที่ห่างไกล
news สสจ.ลำปาง ใช้แนวทางเดิมป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดรอบที่ 2
news จ.ตราด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมจัดกิจกรรมฟื้นฟูแนวปะการัง เฉลิมพระเกียรติในหลวง
tvASTV1
tvDMC
tvMVTV1
tvMVTV2
tvMVTV3
tvNation
tvสทท.11
tvMCOT
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งกระทู้ใหม่, ตั้งกระทู้โหวต, ดูกระทู้ทั้งหมด >>
บทวิเคราะห์:ปฏิรูปการศึกษารอบ 2 จำเป็นหรือไม่???(1)