ข่าว การเมือง อาชญากรรม สลากกินแบ่งรัฐบาล สังคม ดารา บันเทิง
 
  ค้นหาข่าว  
 
ร้องทุกข์ ร้องเรียน เว็บบอร์ด
helper end
  หน้าแรกข่าว > สกู๊ปพิเศษ > ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง
 

ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง

โดย มติชน วัน พุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2549 02:07 น.
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

คำพังเพยของไทยที่ว่า ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง นี้คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นคำสุภาษิต เอามาอ้างอิง สอนกัน เรียนกัน โดยตีความกันทั่วไปว่า ในสังคมไทยนั้น ผู้ชายต้องเป็นผู้นำและผู้หญิงต้องเป็นผู้ตาม ซึ่งผู้เขียนออกจะกังขามานานแล้ว เนื่องจากเท่าที่สังเกตดูสังคมไทยมาหลายสิบปี และผู้เขียนเองก็เป็นคนไทยด้วย จึงได้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ในครอบครัวคนไทยนั้นมิได้เป็นอย่างที่ว่ากันเลย เพราะว่าผู้ชายไทยส่วนใหญ่มักให้ผู้หญิงเป็นผู้นำในครอบครัวทั้งนั้น แบบว่าผู้ชายไทยนั้นกลัวเมียทุกคนก็ว่าได้

เรื่องผู้หญิงเป็นใหญ่กว่าผู้ชายในครอบครัวนั้น ความจริงก็เรื่องปกติธรรมดาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในคาบสมุทรอินโดจีนนี้ ดูกันง่ายๆ ก็เห็นได้ ผู้ชายต้องไปขอสู่ผู้หญิงแต่งงานโดยมีสินสอดทองหมั้นไปให้ฝ่ายหญิง ยิ่งกว่านั้นผู้ชายยังต้องไปอยู่บ้านผู้หญิงเมื่อแต่งงานแล้วด้วย

สังคมไทยเราจะนับญาติทางแม่ การนับญาติของคนไทย ก็มักจะเรียกเป็น ตา ยาย น้า แทบทั้งนั้น เนื่องจากผู้ชายต้องไปอยู่บ้านผู้หญิงนั่นเอง

ปัญหาในครอบครัวไทยจริงๆ นั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นปัญหาระหว่างแม่ยาย กับลูกเขยแทบทั้งนั้น ไม่เชื่อก็ลองไปหาเพลงลูกทุ่งสมัยก่อนมาฟังดูก็ได้ บรรดาผู้ชายไทยคร่ำครวญเรื่องแม่ยายใจดำทั้งนั้นแหละ

อะไรที่ดีๆ ใหญ่ๆ โตๆ ในสังคมไทยก็จะยกให้เป็นฝ่ายหญิงหมด เช่นแม่น้ำ แม่ทัพ (ซึ่งเรียกเพศชายเป็นลูกน้องว่า นายกอง) เจ้าบ่าว (คนรับใช้) เจ้าสาว ฯลฯ

ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ คนไทยเรานั้นคลุกคลีกับช้างมาแต่โบราณกาลแล้ว ขนาดรู้ใจช้างนั่นแหละ ดังนั้น การที่มีคำพังเพยว่า ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ต้องมีความลึกซึ้งมากกว่าความเข้าใจดาดๆ ที่เชื่อกันอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน

โปรดอย่าลืมว่าประเทศไทยตั้งอยู่ระหว่างประเทศจีนและประเทศอินเดีย ซึ่งเรารับเอาอารยธรรมอินเดียมามาก และประเทศไทยคือประเทศที่มีคนจีนโพ้นทะเลมากที่สุดในโลก ซึ่งทั้งสองประเทศนี้มีวัฒนธรรมที่ยกย่องผู้ชายให้อยู่เหนือผู้หญิง เวลาแต่งงานแล้วผู้หญิงต้องไปอยู่บ้านผู้ชายทั้งในจีนและอินเดีย ซึ่งตรงข้ามกับวัฒนธรรมไทย ยิ่งกว่านั้นผู้หญิงอินเดียยังต้องหาเงินสินสอดไปจ่ายให้กับครอบครัวของผู้ชายด้วย

ขออ้างหลักฐานจาก มังรายศาสตร์ หรือวินิจฉัยมังราย ที่เป็นกฎหมายต่างๆ ของพระยามังรายซึ่งมีผู้คัดลอกรวบรวมไว้และมหากษัตริย์องค์อื่นๆ แห่งแคว้นล้านนาเพิ่มเติมเข้าไปบ้าง ซึ่งท่านราชบัณฑิตประเสริฐ ณ นคร ได้เรียบเรียงมาจากภาษาไทยยวน

สำหรับเรื่องสิทธิสตรีของชาวล้านนาสมัยโน้นตามกฎหมายนะ เอาเฉพาะในแง่กฎหมายครอบครัวก็แล้วกัน ในการแต่งงาน แม้ว่าจะเป็นเรื่องของพ่อแม่เป็นฝ่ายจัดการแบบคลุมถุงชนก็ตาม แต่ถ้าหากอยู่ด้วยกันไม่ได้เพราะนิสัยไม่ต้องกัน โดยไม่มีฝ่ายใดผิด ก็สามารถหย่าร้างกันได้ เห็นไหมยังกับกฎหมายอเมริกันเลย อ้างอัธยาศัยและทัศนคติไม่ตรงกันก็หย่าได้แล้ว แม้จะอยู่ด้วยกันไม่กี่วัน โดยฝ่ายชายได้เงินค่าขันหมากคืน แต่ฝ่ายหญิงได้เงินที่ฝ่ายชายนำมาซื้อที่นอน หมอน มุ้ง และเงินค่าไหว้พ่อแม่ของฝ่ายหญิง เพราะถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่หญิง แก่เฒ่า ลงไปแล้ว

โดยทั่วไปแล้วชาวล้านนาก็เหมือนกับชาวไทยโดยทั่วไป ที่เมื่อแต่งงานแล้ว ฝ่ายชายมักจะไปอยู่กับครอบครัวของฝ่ายหญิง

ดังนั้น ถ้าภรรยาและสามีหย่าร้างกัน ทรัพย์สมบัติที่ช่วยกันหามาได้หลังจากที่แต่งงานแล้วท่านให้แบ่งเป็น 3 ส่วน ให้หญิงได้ 2 ส่วน และชายได้ส่วนเดียว ถ้ามีลูกชายหญิงให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมารดาทั้งสิ้น ยิ่งกว่านั้น ถ้าฝ่ายสามีเป็นคนเลวชอบทุบตี (ซ้อม) ภรรยาและไม่เคารพต่อพ่อตาแม่ยาย ก็จะไม่ได้สินสมรสเลย ให้ภรรยาไล่ไปให้พ้นบ้านเรือนเสียด้วย (มังรายศาสตร์ หน้า 15)

ถ้าสามีภรรยาช่วยกันทำมาหากิน เมื่อสามีตายลง ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของภรรยาทั้งสิ้น ทางพ่อแม่พี่น้องของฝ่ายชายจะมาเอามิได้เลย ถึงแม้สามีจะพินัยกรรมเป็นหนังสือยกสมบัติบางส่วนให้ญาติทางฝ่ายตนก็ไม่ได้ ยกเว้นภรรยาจะสมัครใจให้เอง เพราะเห็นแก่สามีที่ได้เขียนหนังสือไว้แล้ว แต่ถ้าภรรยาตายก่อน สามีจะกลับไปอยู่กับพ่อแม่ตน ก็ให้แบ่งทรัพย์สินเป็น 3 ส่วน โดยให้พ่อแม่ภรรยาไว้ 2 ส่วน ฝ่ายสามีได้ไป 1 ส่วน พร้อมทั้งค่าขันหมากคืนไปได้ (มังรายศาสตร์ 16-17)

ในกรณีที่ตายทั้งคู่ทั้งผัวและเมีย ทรัพย์สมบัติตกเป็นของลูก ถ้าไม่มีลูกให้ตกเป็นของพ่อแม่ฝ่ายหญิง ถ้าไม่มีพ่อแม่ฝ่ายหญิงแล้วจึงตกแก่พ่อแม่ฝ่ายชาย (มังรายศาสตร์ หน้า 17)

ดูๆ จากมังรายศาสตร์แล้วทำให้นึกถึงสาเหตุของการชำระกฎหมายในสมัยรัชกาลที่หนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เริ่มเกิดขึ้น เมื่อ พ.ศ.2347 เมื่ออำแดงป้อม ภรรยา ฟ้องหย่านายบุญศรีช่างเหล็กหลวง สามี ทั้งๆ ที่อำแดงป้อมได้ทำชู้กับนายราชาอรรถ ศาลได้พิพากษาให้หย่าได้ตามที่อำแดงป้อมฟ้อง โดยอ้างตามตัวบทกฎหมายว่า ชายหาผิดมิได้ หญิงขอหย่า ท่านว่าเป็นหญิงหย่าชาย หย่าได้

นายบุญศรีถวายฎีกาต่อรัชกาลที่หนึ่ง พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สอบกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ คือที่ศาล ที่หอหลวงและที่ห้องเครื่อง ปรากฏว่าความตรงกันตามที่ศาลตัดสินไปแล้ว

ดังนั้น ถ้าจะว่ากันตามมังรายศาสตร์ก็ดูจะมีเค้านะ ว่าเรื่องหย่าร้างสมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ก็คงจะมีเสรีมากพอควรเลยทีเดียว

เมืองไทยเราตั้งแต่สมัยสุโขทัย ไล่เรื่อยมาถึงสมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์มีระบบไพร่เป็นเสาหลักของสังคมสมัยนั้นคือ ชายไทยทุกคนเป็นไพร่คือต้องมาทำงานให้ทางราชการฟรีๆ ปีละ 6 เดือนจนกว่าจะอายุ 60 ปี จึงปลดเกษียณ ทำให้ผู้หญิงต้องเป็นผู้ดูแลธุรกิจทั้งหลายของครอบครัว เพราะผู้ชายไม่อยู่บ้านตั้งครึ่งปีของทุกปีไป

(ระบบไพร่นี้ถูกยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วยการออก พ.ร.บ.เกณฑ์ทหาร พ.ศ.2448)

ผู้เขียนได้ทราบจากศาสตราจารย์วิริยะ นามสิริพงศ์พันธ์ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลายปีมาแล้วว่า ความจริงช้างนั้นเวลาก้าวเดินนั้น ช้างจะก้าวเท้าหลังก่อน แล้วเท้าหน้าจึงก้าวตาม ดังนั้น เรื่องผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้าผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ความหมายคือ ผู้หญิงต่างหากที่เป็นผู้นำโดยผู้ชายเป็นผู้ตาม

ผู้เขียนก็ได้ไปเฝ้าดูช้างที่เขาดินเป็นวันๆ และเกณฑ์ลูกศิษย์ลูกหาไปช่วยกันดูช้างเวลาเดิน เพื่อเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ แต่ก็ไม่แน่ใจจนกระทั่งได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.มัทนา ศรีกระจ่าง แห่งกรมอุทยานแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องช้าง โดยทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องช้างไทยโดยเฉพาะ ดร.มัทนาท่านสอบเช็คดูกับวิดีโอที่ท่านถ่ายทำไว้แล้วโทรศัพท์มายืนยันกับผู้เขียน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน 2549 นี้เองว่า ช้างก้าวเท้าหลังเดินก่อนเท้าหน้าแน่นอน

สรุป ความมุ่งหมายของบทความนี้คือ ความรู้ที่ลึกซึ้งแบบภูมิปัญญาของชาวบ้านคนไทยเราเองนั้นถูกตีความจากความไม่รู้บริบททางประวัติศาสตร์ของคนไทยในปัจจุบัน จึงทำให้มีการอ้างอิงและนำมาใช้อย่างผิดๆ แบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

ดังนั้น การอ้างว่าใครเป็นผู้นำโดยถือเอาเพศเป็นเครื่องตัดสินในสังคมไทยก็น่าจะเพลาๆ ลงไปบ้างนะ

หน้า 6

 


 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นๆ คลิปข่าวเด็ด S! TV
news สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 อุบลราชธานี รับสมัครเตรียมเป็นผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือ
news นักเรียน - เยาวชนจันทบุรีแห่ชมนิทรรศการพระบิดาแห่งฝนหลวง
news สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.ลำพูน ดำเนินงานพัฒนาชุมชนปีงบประมาณ 2553
news จ.สุราษฎร์ธานี ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา แด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวด
news สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ คัดค้านการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุดไม่มีความเหมา
news จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานและงานอาชีพ
tvASTV1
tvDMC
tvMVTV1
tvMVTV2
tvMVTV3
tvNation
tvสทท.11
tvMCOT
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งกระทู้ใหม่, ตั้งกระทู้โหวต, ดูกระทู้ทั้งหมด >>
ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง