ข่าว การเมือง อาชญากรรม สลากกินแบ่งรัฐบาล สังคม ดารา บันเทิง
 
  ค้นหาข่าว  
 
ร้องทุกข์ ร้องเรียน เว็บบอร์ด
helper end
  หน้าแรกข่าว > สกู๊ปพิเศษ > การรวบรวมพยานหลักฐานผู้ต้องหา ในชั้นสอบสวน
 

การรวบรวมพยานหลักฐานผู้ต้องหา ในชั้นสอบสวน

โดย มติชน วัน อังคาร ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2550 02:02 น.
โดย พันตำรวจโท มานะ เผาะช่วย

ข่าวครึกโครมไม่เฉพาะในหมู่ข้าราชการตำรวจเท่านั้น แต่ยังเป็นที่สนใจมีการวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการ และประชาชนทั่วไป เห็นจะไม่มีเรื่องไหนจะฮิตฮ็อตไปกว่าเรื่องที่รัฐบาลมีนโยบายอย่างชัดเจนในการปรับปรุงโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดยนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 230/2549 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ ให้ พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ เป็นประธาน ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ เป็นกรรมการและเลขานุการ ประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดรวม 28 คน

ความร้อนแรงได้ทวีขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวเมื่ออาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ เปิดประเด็นแนวความคิดว่า ควรให้มีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการองค์กรตำรวจ โดยให้หน่วยงานตำรวจส่วนภูมิภาคขึ้นตรงต่อท้องถิ่น คือผู้ว่าราชการจังหวัด

ปรากฏว่าเกิดปฏิกิริยาตอบโต้ คัดค้านไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงกับแนวความคิดของอาจารย์สังศิต จากผู้หลักผู้ใหญ่สำนักงานตำรวจแห่งชาติทั้งที่ยังคงรับราชการอยู่และเกษียณราชการไปแล้ว

หากมองย้อนกลับไปค้นหามูลเหตุสำคัญอันเป็นเหตุผลให้รัฐบาลต้องมีนโยบายปรับปรุงโครงสร้างเพื่อพัฒนาระบบงานตำรวจในครั้งนี้ก็จะพบว่า นอกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายแล้ว ยังมีเรื่องหนักๆ ที่กระทบต่อประชาชนโดยตรงก็คือ ปัญหาการอำนวยความยุติธรรม โดยเฉพาะคดีการหายตัวของทนายสมชาย นีละไพจิตร

เป็นหลักสากลว่า การอำนวยความยุติธรรม (enhancement of justice) ถือเป็นภารกิจสำคัญพื้นฐานของรัฐ (a basic function of state) ซึ่งรัฐจะต้องดำเนินการอำนวยความยุติธรรมโดยการจัดการบริหารองค์การในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นที่พึงพอใจของประชาชนและเป็นสากลตามหลักนิติธรรม (The Rule Of Law)

จากการเกริ่นนำข้างต้นท่านผู้อ่านคงจะสงสัยว่า เมื่อไหร่จะเข้าประเด็นตามหัวเรื่อง การรวบรวมพยานหลักฐานของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน เสียที

จึงขอเข้าประเด็นหัวข้อเรื่องเสียเลย หลังจากที่ขี่ม้าเลียบค่ายมาพอสมควรแล้ว

ผู้เขียนขอยืนยันอย่างแข็งขันว่า ปัญหาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในขณะนี้ก็คือ ปัญหาการอำนวยความยุติธรรม ซึ่งก็คือ ปัญหาเรื่องการสอบสวนคดีอาญานั่นเอง และปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรังดำรงคงอยู่มานมนานเต็มทีแล้ว สะสมพอกพูนขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงจุดระเบิดคือสังคมอึดอัด ยอมรับไม่ได้แล้ว

ดังนั้น ผู้เขียนฟันธงลงไปเลยว่า หากประสงค์จะปรับปรุงพัฒนาระบบงานตำรวจตามนโยบายของรัฐบาลชุดนี้แล้ว ต้องมุ่งไปที่การแก้ไขปรับปรุงงานด้านการสอบสวนซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบอยู่

การปรับปรุงระบบงานส่วนนี้กระทำได้ง่าย เพราะมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว เพียงแต่นำเอากฎหมายเหล่านั้นมาบังคับใช้อย่างจริงจังเท่านั้น

การที่จะผ่าตัดโครงสร้างองค์กรตำรวจโดยมุ่งการให้ไปขึ้นตรงหรือควบคุมการบริหารจัดการโดยส่วนท้องถิ่น น่าจะไม่ตรงประเด็นของปัญหาอย่างแท้จริง อีกทั้งเป็นงานใหญ่ ยากที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จในระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

กฎหมายที่มีอยู่ตามที่อ้างถึงนี้มีอยู่สองฉบับ ฉบับแรกก็คือ พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือ การกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนแยกต่างหากจากตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่มาอยู่เดิม เพื่อเป็นการพัฒนางานสอบสวนซึ่งถือเป็นกระบวนการยุติธรรมในเบื้องต้นที่สำคัญ ตลอดจนจัดให้มีกองทุนเพื่อสนับสนุนและพัฒนางานเกี่ยวกับการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา อันจะทำให้การดำเนินกระบวนการยุติธรรมในส่วนข้าราชการตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบมีศักยภาพยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ส่วนกฎหมายอีกฉบับหนึ่งก็คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทที่ใช้ในการดำเนินคดีอาญา

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2477 มาตรา 3 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้ศาลและเจ้าพนักงานทั้งหลายผู้ดำเนินคดีอาญาตลอดราชอาณาจักร ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ เว้นแต่ศาลซึ่งมีวิธีพิจารณาพิเศษไว้ต่างหาก

สำหรับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีการแก้ไขเพิ่มเติมตลอดมา จนกระทั่งการแก้ไขครั้งที่ 22 ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2548 ได้แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงพัฒนางานดำเนินคดีอาญาในส่วนของตำรวจอย่างใหญ่หลวง เริ่มตั้งแต่การจับ การควบคุม การปล่อยชั่วคราว และการสอบสวน

กล่าวเฉพาะการสอบสวนนั้น ได้แก้ไขเพิ่มเติมในมาตราสำคัญ สองมาตรา คือ มาตรา 131 และมาตรา 134 ทั้งสองมาตรานี้มีการเพิ่มหลักสำคัญของการสอบสวนก็คือ ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาด้วย ไม่ใช่รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อมัดตัวผู้ต้องหาอย่างที่เป็นอยู่ จึงเป็นการยกระดับพนักงานสอบสวนให้เป็นต้นธารแห่งความยุติธรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแต่เขียนเป็นคำขวัญโก้หรูไว้ในห้องสอบสวนสถานีตำรวจเท่านั้น

มาตรา 131 บัญญัติว่า ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและ พิสูจน์ให้เห็นความผิด หรือ ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา

มาตรา 134 วรรคสี่ บัญญัติว่า พนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและที่จะแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตนได้...

การสอบสวนเป็นการค้นหาความจริง (search for the truth) ซึ่งระบบการดำเนินคดีอาญาของไทยแบ่งการค้นหาความจริงออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือ การค้นหาความจริงในชั้นเจ้าพนักงาน และ การค้นหาความจริงในชั้นศาล

การค้นหาความทั้งสองขั้นตอนนี้จะต้องตั้งอยู่บนหลักการอันสำคัญยิ่งของการอำนวยความยุติธรรม คือ หลักการรับฟังความสองฝ่าย (audi alteram patem ในภาษาละติน หรือ hear both sides)

หลักการนี้มีอยู่ในหลักกฎหมายทั่วไปในส่วนที่เกี่ยวกับความยุติธรรมตามธรรมชาติ (natural justice)

การดำเนินคดีอาญาใช้หลักการตรวจสอบ (examination) กล่าวคือ ต้องมีการรับฟังพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายทั้งในชั้นเจ้าพนักงาน คือ พนักงานสอบสวนและชั้นศาล แม้ว่าขั้นตอนพนักงานสอบสวนจะใช้มาตรฐานการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแตกต่างจากชั้นศาลก็ตาม

กล่าวคือ ในชั้นศาลจะต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจนสิ้นสงสัย (to prove beyond a reasonable doubt) ส่วนในชั้นสอบสวนใช้หลักความมีเหตุผลอันสมควร (probable cause) เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการรับฟังพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายคือ ทั้งฝ่ายผู้กล่าวหาและฝ่ายผู้ต้องหา เพราะในคดีอาญาจะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ ตามหลัก presumption of innocence

ดังนั้น พนักงานสอบสวนจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายผู้ต้องหาด้วย เพราะพนักงานสอบสวนถือเป็นเจ้าพนักงานกึ่งตุลาการ (quasi - judicial officer) ต้องวางตัวเป็นกลางและมีความเป็นภาวะวิสัย (objectivity)

ที่สำคัญยิ่งก็คือต้องให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นว่าพนักงานสอบสวนสามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นใครก็ตาม ต้องมีความอิสระตามสมควรในการรวบรวมพยานหลักฐาน

กรณีการรวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายผู้ต้องหาตามหลักกฎหมายที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น พนักงานสอบสวนต้องมีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องหวั่นไหวว่า หากมีการรวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายผู้ต้องหา อาจจะถูกผู้บังคับบัญชาตำหนิว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือมีผลประโยชน์แอบแฝง แต่ให้มุ่งผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

ดั่งจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวน ข้อ 4 ซึ่งกำหนดว่า พนักงานสอบสวนต้องกล้ายืนหยัดกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง

หน้า 7

 


 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นๆ คลิปข่าวเด็ด S! TV
news สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 อุบลราชธานี รับสมัครเตรียมเป็นผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือ
news นักเรียน - เยาวชนจันทบุรีแห่ชมนิทรรศการพระบิดาแห่งฝนหลวง
news สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.ลำพูน ดำเนินงานพัฒนาชุมชนปีงบประมาณ 2553
news จ.สุราษฎร์ธานี ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา แด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวด
news สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ คัดค้านการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุดไม่มีความเหมา
news จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานและงานอาชีพ
tvASTV1
tvDMC
tvMVTV1
tvMVTV2
tvMVTV3
tvNation
tvสทท.11
tvMCOT
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งกระทู้ใหม่, ตั้งกระทู้โหวต, ดูกระทู้ทั้งหมด >>
การรวบรวมพยานหลักฐานผู้ต้องหา ในชั้นสอบสวน