ข่าว การเมือง อาชญากรรม สลากกินแบ่งรัฐบาล สังคม ดารา บันเทิง
 
  ค้นหาข่าว  
 
ร้องทุกข์ ร้องเรียน เว็บบอร์ด
helper end
  หน้าแรกข่าว > สกู๊ปพิเศษ > สิทธิเสรีภาพของประชาชน ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กับความมั่นคงของรัฐ
 

สิทธิเสรีภาพของประชาชน ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กับความมั่นคงของรัฐ

โดย มติชน วัน ศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 02:02 น.
โดย ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ ผู้พิพากษาอาวุโส ศาลภาษีอากรกลาง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

ตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ออกบังคับใช้ ประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในทางแพ่งหรือในส่วนแพ่ง ซึ่งถูกละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐในฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่ง การกระทำอื่นใดโดยไม่มีอำนาจหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (abuse of power) หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ (ultra vires) หรือการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้นหรือโดยไม่สุจริต หรือแม้แต่เป็นการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมหรือการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นสร้างภาระให้แก่ประชาชนเกินควร หรือใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ (unreasonable use of power) ฯลฯ นั้น

ประชาชนที่ถูกการกระทำดังกล่าวโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในส่วนแพ่งอย่างสมบูรณ์

เพราะได้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว การกระทำละเมิดสิทธิและเสรีภาพในส่วนแพ่งจึงมีการเยียวยา (remedy) ความเสียหายให้แก่ประชาชนได้

การเยียวยาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพนั้นก็คือ การยุติหรือหยุดหรือยกเลิกการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐและคืนความชอบธรรมให้แก่ประชาชนได้ในทันที

ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 45/2545 ไม่รับไว้พิจารณาซึ่งคำฟ้องที่เกี่ยวกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐในทางปกครอง อันเป็นการกระทำละเมิดสิทธิและเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (criminal procedure due process of law) ให้แก่ประชาชนจึงเป็นการที่ศาลปกครองไม่รับพิจารณาการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานทางปกครองไม่ว่าจะเป็นการกระทำของพนักงานตำรวจ พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการ ซึ่งเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา

จึงเท่ากับเป็นการปฏิเสธการพิจารณาพิพากษาคดีการกระทำละเมิดสิทธิและเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน (fundamentalrights) อันเป็นสิทธิเสรีภาพที่มีความสำคัญยิ่งกว่าสิทธิเสรีภาพในทางแพ่ง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนตลอดจนศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของบุคคล

ประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาก็หวังจะพึ่งศาล ซึ่งมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาให้ทำการคุ้มครองเยียวยา หรือยุติการละเมิดสิทธิและเสรีภาพให้

แต่ก็เป็นความโชคร้ายของประชาชนคนไทยที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับคุ้มครองและการเยียวยาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนว่าจะต้องทำอย่างไร หรือดำเนินการอย่างไรโดยวิธีใดที่จะคุ้มครองเยียวยาหรือยุติการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้

ถึงแม้จะมีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2477 มาตรา 3 วรรคสอง ออกใช้บังคับมานานถึง 73 ปีโดยเป็นบทบัญญัติให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาต้องตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินคดีอาญา (due process of law) โดยบัญญัติว่า

ให้ศาลและเจ้าพนักงานทั้งหลายผู้ดำเนินคดีอาญาตลอดราชอาณาจักร ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) เว้นแต่ศาลซึ่งมีวิธีพิจารณาพิเศษไว้ต่างหาก

แม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าให้พนักงานอัยการต้องตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินคดีอาญาของพนักงานสอบสวน หรือให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนก็ตาม

แต่การที่กฎหมายบัญญัติให้ทั้งศาลและเจ้าพนักงานผู้ดำเนินคดีอาญาต้องปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ย่อมเป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นศาล พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนที่จะต้องตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายว่า การดำเนินคดีอาญามาตั้งแต่ต้นนั้นได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นอำนาจตรวจสอบกระบวนการดำเนินคดีอาญา (check and balance) ในระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (criminal procedure due process of law)

เพราะถ้าพบว่ามีการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการดำเนินคดีอาญามาตั้งแต่ต้นหรือขั้นตอนใดก็ตาม ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแล้ว บุคคลนั้นจะต้องได้รับการคุ้มครองการเยียวยาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในทันทีโดยศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี หรือโดยพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบหรือโดยสำนักงานอัยการสูงสุดหรือโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยจะดำเนินคดีบุคคลนั้นอีกต่อไปไม่ได้ เพราะได้มีการกระทำอันไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดสิทธิเสรีภาพเกิดขึ้นแล้วผลของการกระทำอันไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิใดๆ ที่จะดำเนินคดีอาญาต่อบุคคลนั้นได้อีกต่อไปตามทฤษฎี ต้นไม้รากเน่า (rotten root) หรือผลไม้ของต้นไม้ที่เป็นพิษ (fruit of the poisonous tree) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุ้มครองการเยียวยาซึ่งสิทธิมนุษยชนและสิทธิในความเป็นมนุษย์จะต้องเกิดขึ้นโดยพลัน

เนื่องจากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ว่าประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพจะต้องทำอย่างไร ดำเนินการอย่างไรที่จะขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งมีอำนาจในการที่จะเยียวยาโดยยุติการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของตนเองได้ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐที่ได้กระทำละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จะต้องดำเนินการให้หรือไม่และจะดำเนินการอย่างไร

เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติดังกล่าวแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐก็สามารถเลือกที่จะไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะคุ้มครองเยียวยา หรือปลดเปลื้องการละเมิดสิทธิและเสรีภาพให้แก่ประชาชนก็ได้

และก็จะไม่มีวิธีการใดๆ ที่จะไปบังคับให้หน่วยงานนั้นๆ ดำเนินการคุ้มครองเยียวยาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพให้ประชาชนได้

เพราะผู้กระทำละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนกับผู้มีอำนาจที่จะคุ้มครองเยียวยาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในกลุ่มเดียวกัน หรืออยู่ในกระบวนการเดียวกัน

ความหวังของประชาชนที่จะได้รับความคุ้มครองการเยียวยาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในกระบวนการทางอาญาจึงมืดมนอนธการ

แม้แต่ในขบวนการของศาลหากมีการขอให้ศาลที่พิจารณาคดีคุ้มครองสิทธิและสรีภาพที่ถูกละเมิดในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งฝ่าฝืนต่อความยุติธรรมทางอาญา (against due process of law) อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งกระทำโดยพนักงานสอบสวน ก็ยังไม่เคยมีประเพณีปฏิบัติกันในศาลว่าจะดำเนินการอย่างไร การเข้าถึงซึ่งความยุติธรรมในการที่จะได้รับความคุ้มครองเยียวยาซึ่งสิทธิและเสรีภาพที่ถูกละเมิดในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนยังไม่เคยได้รับการคุ้มครองและเยียวยาอย่างแท้จริงแต่อย่างใด

เพราะไม่มีหน่วยงานใดที่จะสามารถให้การคุ้มครองเยียวยาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในส่วนนี้เลยทั้งในอดีตจนปัจจุบันนี้

เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ออกบังคับใช้ ประชาชนทั้งประเทศเกิดมีความหวังว่าสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนจะต้องได้รับการคุ้มครองและการเยียวยาจากหน่วยงาน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

เพราะมีผู้ปกครองหรือรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งจากประชาชน และสิทธิเสรีภาพในทางแพ่งได้มีการดำเนินการดูแลคุ้มครอง เยียวยา โดยการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นมาทำหน้าที่แล้ว

แต่ปรากฏว่าสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญากลับไม่ได้รับความยุติธรรมมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะถูกละเมิดมากขึ้นเป็นประวัติการณ์

ดังจะเห็นได้จากการฆ่าตัดตอนที่อ้างว่าเป็นการปราบปรามยาเสพติด

ตลอดจนการอุ้มฆ่าในเขตชายแดนภาคใต้ จนพัฒนาไปเป็นปัญหาก่อการร้ายระดับชาติที่แก้ไม่ตกมาจนถึงบัดนี้และสถานการณ์อาจจะเสื่อมทรามลงไปอย่างไรยังไม่อาจคาดคิดได้

เพียงระยะเวลาไม่กี่ปีของรัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มาจากการเลือกตั้งเข้าบริหารประเทศ มีรายงานจากสื่อมวลชนต่างๆ ว่ามีการฆ่าตัดตอนและอุ้มฆ่ามากกว่า 2,000 ราย

และแม้แต่บุคคลที่มีการศึกษามีความรู้ที่เข้าไปมีส่วนช่วยบุคคลอื่น เพื่อแสวงหาการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้บังเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นตามสิทธิที่ประชาชนจะพึงมีตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นทางออกให้แก่ประชาชนที่จนมุมและไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครก็ยังเอาตัวไม่รอดเพราะถูกอุ้มหายไปโดยไร้ร่องรอยจนทุกวันนี้ และน่าสงสัยว่าสิทธิและเสรีภาพในชีวิตของเขาได้ถูกละเมิดไปแล้วเสียด้วยซ้ำ

นั่นก็คือกรณีเกี่ยวกับการสูญหายไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความซึ่งเป็นเพียงแสงสว่างปลายอุโมงค์ให้แก่ประชาชนได้เห็นแสงสว่างที่จะได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่แสงสว่างนั้นได้ถูกดับลง

ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้เกิดขึ้นในยุคที่มีผู้ปกครองซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยแท้

สาเหตุที่มีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น ภายหลังที่ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2540 ซึ่งดูเหมือนจะคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากที่สุดเท่าที่เคยมีรัฐธรรมนูญปกครองประเทศมา

แต่การละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนกลับขยายวงมากขึ้นจนกลายเป็นปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศไปแล้วในปัจจุบัน

แม้รัฐธรรมนูญจะได้บัญญัติให้บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้สามารถใช้สิทธิทางศาล หรือยกเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาตรา 28 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า

บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาล หรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้

การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้บุคคลยกเอาการกระทำละเมิดสิทธิและเสรีภาพขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาล เช่นต่อสู้ว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่ไม่เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 240 ซึ่งทำให้พนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งก็ต้องมีการสืบพยานไปจนจบสิ้นกระบวนการในศาล แล้วศาลก็พิพากษาคดีให้

แต่ศาลก็อาจพิพากษายกฟ้องโดยเหตุอื่นโดยไม่จำเป็นต้องยกเหตุการณ์ละเมิดสิทธิและเสรีภาพขึ้นพิพากษาก็ได้

ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำพิพากษาของศาลที่ยกฟ้อง โจทก์ก็อาจอุทธรณ์ ฎีกา ต่อไปได้ จำเลยก็สามารถยกเอาเหตุดังกล่าวขึ้นต่อสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์ และชั้นฎีกาได้

ซึ่งทั้งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็อาจจะพิพากษายกฟ้องเช่นเดียวกับศาลชั้นต้นโดยมิได้ยกเอาเรื่องการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในกระบวนการทางอาญามาเป็นเหตุยกฟ้องให้ก็ได้

ฉะนั้นการยกเอาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพขึ้นต่อสู้คดีในศาลทั้งสามศาล จึงมิใช่เป็นวิธีการคุ้มครองและเยียวยาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพแต่อย่างใด แต่เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของจำเลยในคดีอาญาที่จะยกขึ้นต่อสู้คดีในศาลได้เท่านั้น

แต่การที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้การละเมิดสิทธิและเสรีภาพให้ใช้สิทธิทางศาลได้ โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นศาลใดนั้น ก็หมายความว่าการใช้สิทธิทางศาลตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นการให้สิทธิแก่ประชาชนที่จะต้องได้รับการพิจารณาวินิจฉัยเพื่อการคุ้มครองและเยียวยาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพได้ในทันที แต่รัฐธรรมนูญมิได้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลใด

รัฐธรรมนูญมาตรา 233 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปในหมวดศาลบัญญัติให้ศาลทุกศาลมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี และต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์แล้ว การให้สิทธิแก่ประชาชนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 28 วรรคสอง จึงสามารถใช้สิทธิได้ในทุกศาลถ้าไม่มีกฎหมายใดบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะหรือบัญญัติห้ามไว้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นศาลที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองและเยียวยาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพได้

แต่ในห้วงเวลาที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญกลับไม่เคยทำหน้าที่ให้ความคุ้มครองและเยียวยาการละเมิดสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้เลย

ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมีหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นสำคัญ

แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับทำหน้าที่เป็นเสมือนเวทีให้ช่วงชิงการได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมืองกันเป็นส่วนใหญ่

โดยมิได้ตระหนักเลยว่า การละเลยการคุ้มครองและเยียวยาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้นเป็นการละเมิดปัญหาความมั่นคงของประเทศอย่างแท้จริง

การใช้สิทธิในศาลที่พิจารณาคดีอาญา ก็ยังไม่เคยปรากฏว่ามีศาลใดทำการพิจารณาไต่สวนคำร้องขอของจำเลยที่ร้องขอ เพื่อให้คุ้มครองและเยียวยาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญให้แต่อย่างใด

เมื่อได้รับคำร้องขอของจำเลยศาลก็จะสั่งว่า ให้รอวินิจฉัยในคำพิพากษา หรือสั่งว่า รอฟังพยานโจทก์พยานจำเลยก่อน ซึ่งก็คือการปิดกั้นมิให้ประชาชนใช้สิทธิทางศาลในการขอรับความคุ้มครองและเยียวยาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้นั่นเอง เพราะไม่เคยมีประเพณีปฏิบัติกันมาก่อน

แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีรัฐธรรมนูญบังคับใช้แล้ว โดยมาตรา 75 ซึ่งเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐกำหนดให้รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล จัดระบบงานของกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพและอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างรวดเร็วแล้วก็ตาม

แต่ก็ยังคงไม่มีการคุ้มครองและเยียวยาซึ่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ถูกละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอยู่นั่นเอง

โดยไม่ปรากฏว่ามีการพัฒนางานอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนได้มีการใช้สิทธิในศาลตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สิทธิแก่ประชาชนในส่วนนี้แต่อย่างใด

ปัญหาการคุ้มครองและเยียวยาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมทางอาญามิใช่เป็นปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาระดับชาติเพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ซึ่งในอนาคตอาจขยายเป็นความมั่นคงนอกราชอาณาจักรได้

ดังปัญหาภายใต้ในปัจจุบัน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ และขาดการปฏิบัติตามกฎหมายในการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (due process of law)

เนื่องจากการดำเนินคดีอาญาต่อประชาชนมิใช่เป็นเรื่องที่จะเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนโดยตรงเป็นการส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังขยายวงกว้างไปถึงคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง คนในชุมชนเดียวกัน ตลอดจนคนในสังคมเดียวกันอีกด้วย

การที่ประชาชนถูกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและไม่มีหนทางจะไปพึ่งใคร จึงจำเป็นต้องรวมตัวกันต่อสู้และการต่อสู้ของพวกเขาไม่ใช่เป็นการต่อสู้เพื่อแก้แค้น

แต่เป็นการต่อสู้เพื่อให้อยู่รอดรักษาไว้ซึ่งชีวิตและเสรีภาพของเขาเท่านั้น เพราะเป็นการต่อสู้กับอำนาจรัฐที่เป็นนามธรรมซึ่งก็คือกระบวนการยุติธรรมทางอาญานั่นเอง

เพราะเมื่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญากลับเป็นกระบวนการอยุติธรรมทางอาญาเสียแล้ว และไม่มีหนทางใดในกระบวนการทางอาญาที่เปิดช่องให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเพื่อยุติความไม่ชอบธรรมในกระบวนการทางอาญาที่ไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของเขา

แม้แต่จะใช้สิทธิทางศาลในทันทีเพื่อเยียวยาให้เขาก็ยังใช้ไม่ได้แล้ว การต่อต้านไปจนถึงการจลาจลย่อมจะต้องเกิดขึ้นอย่างที่เห็นกันในปัจจุบันที่ภาคใต้และที่อื่นๆ ดังที่เป็นข่าวเป็นครั้งคราว

รัฐธรรมนูญฯ ปี พ.ศ.2540 มาตรา 26 และมาตรา 27 บัญญัติให้การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรจะต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กับให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลและองค์กรอื่นของรัฐจะต้องผูกพันที่จะให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการตรากฎหมายการใช้บังคับกฎหมาย และการตีความในกฎหมาย

ดังนั้นบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงเป็นการยืนยันว่า การคุ้มครองและการเยียวยาสิทธิและเสรีภาพนั้นเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องให้บริการดูแล และคุ้มครองป้องกันการละเมิดสิทธิเสรีภาพดังกล่าวให้แก่ประชาชนโดยทั่วหน้า มิใช่ให้ประชาชนต้องไขว่คว้าแสวงหา

การป้องกันการคุ้มครองการละเมิดสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเป็นเรื่องที่จะต้องหาทางป้องกันไว้ก่อน เพราะการกล่าวหาคดีอาญาในปัจจุบันได้พัฒนาไปในทางที่เสื่อมโทรมมากขึ้นทุกที

คดีอาญาที่ถูกกล่าวหาหรือที่ฟ้อง หรือที่กำลังดำเนินคดีอยู่ในศาลในปัจจุบันบางเรื่องไม่ใช่เป็นคดีอาญา หรือยังไม่มีคดีอาญาเกิดขึ้นเลย (non prima facie) แต่มีการกล่าวหาให้เป็นคดีอาญา มีการยัดข้อหา ซึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นคดีอาญาที่เกิดขึ้นเกิดมีการกลั่นแกล้งในทางการเมืองโดยหาทางทำให้เป็นคดีอาญาหรือดำเนินคดีอาญา สังคมภายนอกไม่มีใครทราบว่ามีคดีที่กำลังพิจารณาอยู่ในศาลจำนวนเท่าใดที่มีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพโดยการยัดข้อหา สร้างเรื่องให้เป็นคดีอาญา และมีคดีอาญาในศาลเป็นจำนวนเท่าใดที่ได้มีการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สร้างพยานหลักฐานเท็จ หรือจับผิดตัว และมีคดีอาญาในศาลเป็นจำนวนเท่าใดที่จับแพะมาดำเนินคดีแทนเพราะหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ ผู้บริสุทธิ์จำนวนเท่าใดที่ถูกดำเนินคดีในศาล

กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องไปพิสูจน์ความผิดในศาล เพราะเขายังมิได้กระทำอะไรผิดและไม่มีการกระทำความผิดใดๆ เกิดขึ้นเลย แต่เป็นเรื่องที่ผู้บริสุทธิ์ถูกนำตัวเข้าไปอยู่ในกระบวนการของศาล และไม่มีกระบวนการใดๆ ที่จะทำให้ผู้บริสุทธิ์เพราะไม่มีความผิดอาญาใดๆ เกิดขึ้นออกจากกระบวนการทางศาลได้นอกจากจะต้องรอพิสูจน์ว่าเขากระทำความผิดหรือไม่เท่านั้น

จึงไม่เป็นการแปลกใจที่เคยมีคดีอย่างคดีเชอรี่แอนเกิดขึ้นหรือที่มีข่าวจากกรมราชทัณฑ์ออกมาว่า จำเลยที่ถูกขังโดยคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดนั้นมีผู้บริสุทธิ์อยู่ 5% ซึ่งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพทั้งสิ้น และจะมีผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพโดยการดำเนินการในขั้นสอบสวนในชั้นพนักงานอัยการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ถูกคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษแล้วอีกเป็นจำนวนเท่าใดไม่ปรากฏ

จำเลยที่เข้าไปสู่กระบวนการทางศาล จึงมีทั้งประเภทที่ไม่มีความผิดอาญาใดๆ เกิดขึ้นเลย

ประเภทที่การดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของเขา ซึ่งมีผลทำให้การสอบสวนไม่ชอบหรือพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ตลอดจนประเภทที่มีความผิออาญาเกิดขึ้นแต่เขาไม่ใช่ผู้กระทำความผิดนั้น กับประเภทที่มีความผิดเกิดขึ้นและเขาเป็นผู้กระทำความผิดนั้นแต่เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการทางศาลแล้ว ก็จะไม่มีหน่วยงานใดกล้าเข้าไปแตะต้อง และไม่มีหน่วยงานใดสามารถตรวจสอบการทำงานของศาลได้

ผู้บริสุทธิ์หรือผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพโดยการใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเข้าไปอยู่ในกระบวนการทางศาลแล้ว ก็ย่อมต้องถูกดำเนินคดีเพื่อพิสูจน์ว่าเขาได้กระทำความผิดหรือไม่เท่านั้นคือ จะต้องสืบพยานโจทก์จำเลยไปจนจบสิ้นศาลชั้นต้นพิพากษาและอุทธรณ์ ฎีกาไปจนครบ 3 ศาลเสียก่อน โดยจำเลยเหล่านั้นไม่มีโอกาสที่จะร้องขอต่อศาลให้ทำการไต่สวนได้เลยว่า ศาลจะดำเนินคดีอาญากับเขาไม่ได้ เพราะศาลไม่มีอำนาจเนื่องจากไม่มีคดีอาญาใดๆ เกิดขึ้นเลย

หรือจะร้องขอให้ไต่สวนว่ามีการใช้อำนาจรัฐโดยไม่ชอบอันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของเขาตามรัฐธรรมนูญได้แต่อย่างใด

ศาลก็ไม่เคยใช้หลักการยุติคดีและคืนความยุติธรรมให้แก่จำเลยเลย โดยศาลจะไม่ทำการไต่สวนคำร้องของจำเลย เพื่อให้ยุติคดีหรือเยียวยาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพไม่ว่าในกรณีใดเพราะศาลใช้หลักการพิจารณา เพื่อพิสูจน์การกระทำความผิดเท่านั้น

ในการพิจารณาคดีของศาลจะมีปัญหาซ้อนกันคือ มีการกระทำอันไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ใช้อำนาจรัฐในการดำเนินกระบวนการทางอาญา ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของจำเลยอันทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล กับการพิสูจน์การกระทำความผิดอาญาของจำเลยที่ถูกกล่าวหาว่าการกระทำความผิด

ในปัญหาที่ซ้อนกันนี้ การละเมิดสิทธิและเสรีภาพโดยการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบด้วยกระบวนการยุติธรรมทางอาญา หรือการไม่มีอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการโทก์นั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาจากศาลก่อนเลย

ศาลจะพิจารณาแต่เฉพาะการพิสูจน์การกระทำความผิดของจำเลยเท่านั้น

ในปัญหานี้หากศาลได้พิจารณาในปัญหาการคุ้มครองเยียวยาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพหรืออำนาจฟ้องของโจทก์ โดยการร้องขอของจำเลยก่อนแล้ว และถ้าปรากฏว่ามีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของจำเลยจริงศาลก็ต้องยุติคดีให้

เมื่อผลของการพิจารณาปรากฏว่าไม่มีมูลคดีอาญาเกิดขึ้นหรือการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นผลให้พนักงานอัยการโจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของจำเลยก็จะได้รับการคุ้มครองเยียวยาจากศาลได้ทันที โดยยุติการดำเนินคดีนั้นเสีย

การยุติคดีก็เป็นการคืนความยุติธรรมให้แก่จำเลย เพื่อให้จำเลยกลับไปอยู่ในสภาพเดิมที่จำเลยเคยเป็นประชาชนของประเทศเท่านั้น

ตามหลักรัฐธรรมนูญฯแล้ว ศาลมีหน้าที่คุ้มครองเยียวยาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แต่ศาลไม่เคยปฏิบัติมาก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญของชาติเพราะเป็นหลักสากลและเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ

รัฐธรรมนูญควรต้องมีหลักการที่บังคับให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาต้องตรวจสอบการชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการยุติธรรมทางอาญามาตั้งแต่ต้น

โดยพนักงานอัยการต้องตรวจสอบการสอบสวนและศาลต้องตรวจสอบการดำเนินการในทางอาญาของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการโดยเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยร้องขอต่อศาลได้ตั้งแต่ก่อนที่จะฟ้องคดีหรือตั้งแต่ขณะที่พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลหรือในเวลาใดๆ ก่อนศาลนั้นๆ พิพากษาคดีได้

ในกรณีที่มีการอ้างว่าถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาดังกล่าว ให้ศาลทำการไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งโดยพลัน หากปรากฏว่ามีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ก็ให้ศาลสั่งยุติคดีและให้จำหน่ายคดีหรือปล่อยตัวในทันที

การกระทำดังกล่าวเป็นการเปิดช่องให้ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้รับการเยียวยาโดยหลุดพ้นจากการกระทำอันไม่ชอบของเจ้าพนักงานในกระบวนทางอาญาได้

ซึ่งจะเป็นช่องทางให้ประชาชนซึ่งไม่มีทางต่อสู้กับอำนาจรัฐได้รับความยุติธรรมและเข้าถึงซึ่งความยุติธรรมได้โดยง่าย

อันจะเกิดผลดีต่อประเทศชาติโดยรวมเพราะการตรวจสอบโดยวิธีดังกล่าวจะทำให้เจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจะต้องทำงานตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาและปลอดจากการสั่งการจากผู้มีอำนาจเหนือกว่าหรืออำนาจทางการเมือง

และทำให้ผู้ที่มีหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่กล้าที่จะทำผิดกฎหมาย เนื่องจากตัวเองจะต้องถูกตรวจสอบและจะต้องรับผิดชอบโดยลำพังในการกระทำอันไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นด้วย การทำงานของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมก็จะเป็นไปตามกฎหมายอย่างเข้มแข็งปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองและอิทธิพลใดๆ อันเป็นการสร้างหลักประกันความยุติธรรมให้แก่ประชาชนซึ่งเป็นรากฐานความมั่นคงของรัฐ

เพราะความยุติธรรมที่แท้จริงมิได้อยู่ที่คำพิพากษาหรือคำตัดสินของศาล แต่ความยุติธรรมที่แท้จริงอยู่ที่การใช้อำนาจรัฐต่อประชาชนนั้น จะต้องเป็นไปตามกระบวนการที่ชอบและถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อมีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นจากการใช้อำนาจรัฐดังกล่าว ประชาชนก็ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาด้วยความยุติธรรมในทันที และรัฐต้องให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนในทันทีด้วยเช่นกัน

หน้า 6

 


 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ครั้ง
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นๆ คลิปข่าวเด็ด S! TV
news สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 อุบลราชธานี รับสมัครเตรียมเป็นผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือ
news นักเรียน - เยาวชนจันทบุรีแห่ชมนิทรรศการพระบิดาแห่งฝนหลวง
news สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.ลำพูน ดำเนินงานพัฒนาชุมชนปีงบประมาณ 2553
news จ.สุราษฎร์ธานี ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา แด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวด
news สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ คัดค้านการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุดไม่มีความเหมา
news จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานและงานอาชีพ
tvASTV1
tvDMC
tvMVTV1
tvMVTV2
tvMVTV3
tvNation
tvสทท.11
tvMCOT
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งกระทู้ใหม่, ตั้งกระทู้โหวต, ดูกระทู้ทั้งหมด >>
สิทธิเสรีภาพของประชาชน ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กับความมั่นคงของรัฐ