|
|
| |
ปริญญาเอก ไทย กับ มาเลเซีย |
|
|
 |
| โดย มติชน วัน อาทิตย์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2550 08:50 น. |
|
โดย วิษณุ บุญมารัตน์ อาจารย์พิเศษ เศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลอลงกรณ์ (ศูนย์กรุงเทพฯ)
ผู้เขียนเคยเป็นเลขานุการส่วนตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และได้ตามความเคลื่อนไหวในแวดวงการศึกษามาโดยตลอด
ได้มีโอกาสไปสังเกตการณ์การศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยในมาเลเซีย ได้เห็นความแตกต่างของการศึกษาระดับปริญญาเอกระหว่างของไทยกับมาเลเซียที่น่าสนใจบางประการ ดังนี้
ประการแรก ค่าเล่าเรียน ที่มาเลเซียเสียค่าเล่าเรียนต่ำกว่ามหาวิทยาลัยของไทยหลายแห่ง โดยหลักสูตรสำหรับชาวต่างประเทศเสียค่าใช้จ่ายเพียง 1,680 ริงกิต หรือประมาณ 16,800 บาทต่อเทอมเท่านั้น
ถ้าใช้เวลาเรียน 5 ปี จะเสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 198,000 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ภาคปกติเสียค่าใช้จ่ายเทอมละ 16,500 บาท และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีค่าใช้จ่ายเทอมละประมาณ 18,000 บาท
แต่มหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง เช่นมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 70,000-80,000 บาทต่อเทอม ถ้าใช้เวลาเรียน 5 ปี ค่าใช้จ่ายจะตกประมาณ 800,000 บาท
มหาวิทยาลัยบูรพา ภาคปกติ สาขาไทศึกษาที่เพิ่งเปิดเป็นปีแรกต้องลง 6 หน่วยกิต เสียค่าใช้จ่ายเทอมละประมาณ 35,120 บาท (รวมค่าบำรุงพิเศษเฉพาะสาขาวิชาเทอมละ 25,000 บาท)
และมหาวิทยาลัยเปิดอย่างมหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังต้องเสียค่าลงทะเบียนสำหรับนักศึกษาใหม่ในเทอมแรกถึง 130,000 บาทด้วย ถ้าใช้เวลาเรียน 5 ปี ค่าใช้จ่ายจะตกประมาณ 800,000 บาท หรือบางทีไม่จบตามกำหนดก็อาจจะเสียเงินเป็นล้านบาท
สำหรับเยอรมนี การเรียนปริญญาเอกไม่ต้องเสียค่าเทอม เพราะเขาเชื่อว่าบุคคลที่จบปริญญาเอกมาจะช่วยกันพัฒนาประเทศ รัฐบาลจะเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย
เป็นที่น่าสังเกตว่า ค่าเล่าเรียนกับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสองประเทศนี้เป็นปฏิภาคผกผันกัน ขณะที่มาเลเซียมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง คือ ร้อยละ 5.5 แต่ค่าเรียนกลับเสียน้อย ประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่า คือ ร้อยละ 4.8 แต่กลับเสียค่าเรียนสูงลิ่ว
ประการต่อมา ช่วงเวลาที่ใช้ในการศึกษา ที่มาเลเซียจะใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี แต่ของไทยใช้มากกว่านั้น เพราะไม่สามารถจบตามที่กำหนดได้ ต้องต่อไปเรื่อยๆ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ประการที่สาม การทำดุษฎีนิพนธ์ ที่มาเลเซียให้เลือกการวิจัยเชิงคุณภาพ หรือเชิงปริมาณ หรือแบบผสม แล้วจึงกำหนดหัวข้อตามเรื่องที่เราจะทำ ขณะที่ไทยจะเน้นระเบียบวิธีวิจัยมากจนละเลยกระบวนการวิจัย โดยละเลยการสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่
ประการที่สี่ การที่มาเลเซียเคยถูกอังกฤษครอบครองมาก่อนทำให้คนส่วนมากสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ดี ทำให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยสามารถอ่านหนังสือที่เป็นทฤษฎีภาคภาษาอังกฤษได้มากกว่า ขณะที่นักศึกษาไทยยังมีข้อด้อยเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษอยู่ จึงมักใช้การอ้างหลักทฤษฎีที่แปลเป็นภาษาไทยทำให้บางครั้งการเข้าถึง เข้าใจหลักการของทฤษฎีนั้นๆ ไม่ชัดเจน และไม่แน่นพอที่จะนำมาอธิบายในงานวิจัยของตนได้
ประการที่ห้า อาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ ที่มาเลเซียจะดูที่งานของนักศึกษา ขณะที่ของไทย อาจารย์ในมหาวิทยาลัยบางแห่งยังยึดติดว่านักศึกษาต้องมาเอาใจอาจารย์ แล้วจะช่วยหาอาจารย์ที่พอจะพูดคุยกันได้มาพิจารณาวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาคนนั้นให้ผ่านได้ง่ายๆ อย่างที่พูดกันว่า ช่วยกันเขียน เวียนกันอ่าน ผลัดกันชม ผลก็คือ แม้เด็กจะสามารถผ่านในขั้นเสนอหัวข้อ แต่จะไปตายตอนสอบจบเพราะนักศึกษาต้องเป็นผู้ตอบเอง อาจารย์จะไม่สามารถช่วยได้ เป็นการประจานความมักง่ายของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนั้นนั่นเอง
ประการที่หก การยอมรับในระดับนานาชาติ มหาวิทยาลัยของมาเลเซียได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่สูงกว่ามหาวิทยาลัยของไทยหลายแห่ง
ประการที่เจ็ด ห้องสมุด มาเลเซียมีหนังสือต่างๆ และใหม่ๆ มากมายสำหรับการค้นคว้า มีงบประมาณสำหรับลงทุนซื้อหนังสือใหม่ทุกเดือน ขณะที่ของไทยนอกจากจะต้องรองบประมาณการจัดซื้อหนังสือแล้วยังมักสั่งหนังสือภาษาไทยมากกว่าภาษาอังกฤษ หรือภาษาถิ่น เพราะมีผู้ใช้บริการน้อยไม่คุ้มกับที่เสียไป
ทำให้ไม่เท่าทันองค์ความรู้ใหม่ๆ จากต่างประเทศ
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงบางประเด็นที่ผู้เขียนสังเกตเห็นความแตกต่างของการศึกษาระดับปริญญาเอกระหว่างไทยกับมาเลเซีย
น่าที่ผู้บริหารด้านการศึกษาของไทยซึ่งเดินทางไปศึกษางานต่างประเทศหลายครั้งจะรับไว้พิจารณาบ้าง รวมทั้งรัฐบาล รัฐมนตรีศึกษาธิการได้ลงมาช่วยเหลือปัญหาค่าเทอมและคุณภาพของนักศึกษาปริญญาเอกของไทยด้วย
เพื่อประเทศไทยของเราจะได้พัฒนาการศึกษาเท่ากับมาเลเซีย
หน้า 5
|
|
| |
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 |
 |
|
|
ปริญญาเอก ไทย กับ มาเลเซีย
|
|
|