|
|
| |
|
 |
| โดย มติชน วัน พุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2551 04:19 น. |
|
คอลัมน์ เดินหน้าชน
โดย สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม
ได้พังทฤษฎีของ ธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวซีพีเรื่อง บ่อน้ำมันบนดิน แล้วน่าสนใจ
เป็น บ่อน้ำมันบนดิน จากพืชน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง อ้อย หรือปาล์มน้ำมันที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตราคาน้ำมันดิบในปัจจุบันและอนาคต ที่จะยังรุนแรงต่อไป
แต่การดำเนินการในเรื่องนี้จะต้องมองภาพรวมทั้งหมด ต้องมีทิศทาง นโยบายและแผนงานชัดเจน เพราะพืชน้ำมันนั้นเป็นทั้งอาหารของคน สัตว์ และเครื่องจักร
หากทำสะเปะสะปะอาจเกิดสงครามแย่งวัตถุดิบกันระหว่างกลุ่มต่างๆ และอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด
อีกประเด็นหนึ่งที่เจ้าสัว ธนินท์ เสนอแนะก็คือ เรื่องการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรด้วยการจัดสรรที่ดินเพาะปลูกพืชเกษตรแต่ละชนิด
จากที่ดินการเกษตร 67 ล้านไร่ แบ่ง 25 ล้านไร่ ที่มีการชลประทานดีไว้ทำนา อีก 30 ล้านไร่ ปลูกยางพารา และ 12 ล้านไร่ ปลูกปาล์มน้ำมัน พร้อมกับพัฒนาพันธุ์และใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น
ส่วนด้านการตลาดก็ให้จับมือกับประเทศผู้ผลิตอื่นๆ ที่จะไม่ตัดราคาขายกันเอง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น
ก็เป็นแนวทางที่หลายฝ่ายอยากเห็นและอยากให้เป็น แต่ไม่รู้ว่าฝันของเจ้าสัวซีพีจะสายเกินไปหรือเปล่า เพราะปัจจุบันมีเกษตรกรที่เป็นเจ้าของที่ดินเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน
ความไม่ใส่ใจดูแลภาคการเกษตรอย่างจริงจังของรัฐ และการหากินกับเกษตรกรของนักการเมืองในอดีตที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรหลายรายขาดทุนหมดเนื้อหมดตัว ต้องขายที่ดินทำกินไปเท่าไหร่แล้ว
บ้างก็ไปบุกรุกป่าหาที่ทำกินใหม่ บ้างก็เปลี่ยนสถานะเป็นลูกจ้างนายทุน รับจ้างทำไร่ ทำนาในที่ดินที่เคยเป็นของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ชาวไร่ชาวนาตัวจริงเสียงจริงก็ยังคงมีอยู่ และภาครัฐควรที่จะดูแลอย่างจริงจังอย่าให้กลายเป็นแรงงานนายทุนหรือไปแออัดในภาคอุตสาหกรรมอีกเลย
ยิ่งในปัจจุบันถือว่าเป็นยุคทองของเกษตรกรที่พืชเกษตรหลายชนิดราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่ราคาสูงเป็นประวัติการณ์
ขนาดข้าวเปลือกนาปรังยังพุ่งถึงตันละหมื่นกว่าบาท จากเมื่อก่อนแค่ 5-6 พันบาท นานทีหลายปีหนที่ราคาข้าวจะสูงขนาดนี้ นับเป็นโอกาสของชาวนาที่จะลืมตาอ้าปากได้บ้าง
แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าชาวนาจะมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ เพราะต้นทุนการผลิตก็สูงตาม ทั้งปุ๋ยและน้ำมัน ที่ราคาแพงขึ้น
ที่ช้ำใจไปกว่านั้นก็คือ หลังลงมือปลูกและดูแลมาหลายเดือน เมื่อใกล้ได้เวลาเก็บเกี่ยวหรือเกี่ยวแล้วกองตากให้แห้งเพื่อรอไปขาย แต่ต้องมาเจอพวกมารสังคม แอบขโมยข้าวไปขายหน้าตาเฉย
ความหวังความตั้งใจที่คิดไว้ว่าหลังขายข้าวได้เงินแล้วจะเอาไปทำอะไรบ้าง ก็ต้องมลายหายไปในพริบตา
ไม่เพียงแค่หมดตัว แต่ยังมีหนี้พ่วงมาอีกด้วย
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ทั้งในภาคอีสานและภาคกลาง
ชาวนาหลายรายต้องหอบที่นอนหมอนมุ้งไปเฝ้านา บางรายก็ให้สมาชิกในครอบครัวผลัดเปลี่ยนเวรยามออกไปตรวจกันตลอดคืนเพื่อป้องกันหัวขโมย
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังมีนักการเมืองบางคนในกระทรวงพาณิชย์กำลังพยายามขโมยฝันของชาวนา ด้วยการผลักดันให้เปิดประมูลข้าวในสต๊อครัฐบาลกว่า 7 แสนตัน จากที่มีอยู่กว่า 2 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นการกดราคาข้าวเปลือกโดยตรง
ด้วยข้ออ้างว่าผู้ส่งออกมีออเดอร์ แต่ไม่มีข้าวส่งออก ซึ่งก็ไม่รู้จริงแท้แค่ไหน
ข้าวที่ผู้ส่งออกประมูลไปก่อนหน้านี้กว่า 9 แสนตัน ส่งออกหมดแล้วหรือ
หรือยังเก็บอยู่ในโกดังเพื่อปั่นราคา
หากจะระบายข้าวในสต๊อครัฐบาลออกมา ก็ควรนำไปบรรจุถุงขายผู้บริโภคน่าจะดีกว่า
เพราะล่าสุดทางสมาคมข้าวถุงไทยเตรียมยื่นขอปรับราคาข้าวถุง (5 กิโลกรัม) อีก 10% ข้าวขาวจากถุงละ 90 บาท เป็น 100 บาท ข้าวหอมมะลิจากถุงละ 130-140 บาท ก็ขอเพิ่มเป็น 140-150 บาท
ดังนั้น ถ้านำข้าวรัฐบาลมาบรรจุถุงขายในราคาถูก ก็จะช่วยตรึงราคาและลดค่าครองชีพชาวบ้านไปด้วย ขณะที่ราคาข้าวเปลือกของชาวนาก็ไม่ตกต่ำ
มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ต้องยืนให้มั่น อย่าให้พวกขโมยฝันชาวนามาบีบให้ประมูลขายข้าวรัฐบาลออกมาในขณะนี้
หน้า 6
|
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 |
| |
 |
|