|
|
| |
|
 |
| โดย มติชน วัน พฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2551 04:18 น. |
|
โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่
มาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 กำลังเป็นประเด็นให้เกิดการโต้แย้งทั้งในทางกฎหมายและทางการเมือง
สาระสำคัญของมาตรา 237 คือ กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคนั้นกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ให้ศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคมีกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรค
สุ้มเสียงของผู้ออกมาให้ความเห็นอาจกล่าวได้ว่า แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายใหญ่ๆ
ฝ่ายหนึ่ง เห็นว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 เป็นพวกของพรรคที่มีโอกาสถูกยุบ ได้แก่ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย
อีกฝ่ายหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข มาตรา 237 มีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นแกนนำ
ระหว่างข้อกฎหมายกับการเมืองกรณีมาตรา 237 ที่ทำให้คนมีความเห็นต่างกันและพูดกันไม่รู้เรื่องนั้น มีความเกี่ยวเนื่องของสถานการณ์ที่ติดพันกันมา ตั้งแต่เกิดวิกฤตระบอบทักษิณ จบลงด้วยการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ส่งผลให้รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีก แล้วยกร่างฉบับใหม่ขึ้นมาโดยคณะบุคคลที่มาจากการรัฐประหาร แม้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านความเห็นชอบในการลงประชามติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ถึง 14 ล้านเสียง และ 10 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ แต่ก็ถกเถียงกันไม่มีที่สิ้นสุดว่า การลงประชามติเพื่อค้ำประกันให้รัฐธรรมนูญ 14 ล้านเสียง มีความชอบธรรมแค่ไหน เป็นความชอบธรรมของกลุ่มใด คณะใด บนพื้นฐานอะไร ภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนซึ่งโดนกล่าวหาว่าเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารประเทศ
ท่ามกลางความขัดแย้งในประเด็น มาตรา 237 พรรคร่วมรัฐบาลอันมีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ ได้ผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 237 โดยเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนำมาอ้างสำหรับการยุบพรรคทั้ง 3 พรรค แต่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จหรือไม่ เป็นเรื่องของอนาคตที่ยังมิอาจคาดการณ์ได้
ในกรณีที่ไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 หรือแก้ไขไม่สำเร็จ แล้วเกิด 3 พรรคการเมืองถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคจะเกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนประเด็นนี้ไม่ค่อยมีการพูดถึงกันนัก ทั้งๆ ที่มีความสำคัญต่อสถานการณ์ทางการเมืองและต่อความเป็นไปของประเทศ
การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองเป็นบทลงโทษตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 สำหรับพรรคการเมืองที่ถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรค นั่นเท่ากับว่า หัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารของพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย นอกจากจะต้องพ้นสภาพจากการเป็น ส.ส. (หากหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคคนนั้นเป็น ส.ส.) และหากดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ในขณะนั้นก็ต้องพ้นตำแหน่งไปเช่นเดียวกัน
ที่สำคัญ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและพ้นจากการเป็น ส.ส, สิ่งที่ติดตามมาเมื่อนายสมัครพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ความเป็นรัฐมนตรีของทุกคนในรัฐบาล สมัคร 1 ก็ต้องพ้นไปพร้อมกันด้วย ไม่ว่าจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ต้องพ้นจาก มท.1 นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี พ้นจากเก้าอี้ขุนคลัง, นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคมัชฌิมาฯก็ต้องพ้นจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคทั้ง 3 พรรค ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเหล่านี้ หากเป็น ส.ส.สัดส่วนก็ให้เลื่อนบัญชีรายชื่อถัดไปขึ้นมาเป็น ส.ส.แทน แต่ถ้าเป็น ส.ส.เขตก็ต้องไปจัดการเลือกตั้งซ่อมกันใหม่
หลังจากนายสมัครลุกจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ก็เป็นหน้าที่ของพรรคพลังประชาชนจะต้องหา ส.ส.ในพรรคมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน โดยที่พรรคร่วมรัฐบาลอีก 5 พรรค (ชาติไทย, ร่วมใจไทยชาติพัฒนา, เพื่อแผ่นดิน, มัชฌิมาธิปไตย, ประชาราช) ต้องเห็นด้วย เมื่อเห็นพ้องกันแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะนัดประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี
เมื่อได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่จากพรรคพลังประชาชนแล้ว ประธานรัฐสภาจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง จากนั้นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีก็จะติดตามมา ก่อนจะแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร และเข้าบริหารราชการแผ่นดิน
การยุบพรรคพลังประชาชนจะแตกต่างจากพรรคไทยรักไทย กล่าวคือพรรคไทยรักไทยขณะถูกยุบไม่เป็นรัฐบาล (30 พฤษภาคม 2550) จึงไม่มีผลกระทบต่อคณะรัฐมนตรี มีแต่กรรมการบริหารพรรค 111 คนเท่านั้นที่จะต้องเว้นวรรคไป 5 ปี ในขณะที่พรรคพลังประชาชนหากถูกยุบ จะส่งผลต่อคณะรัฐมนตรีที่ต้องพ้นจากตำแหน่งตามนายกรัฐมนตรีไปทั้งหมด เพราะนายสมัครเป็นหัวหน้ารัฐบาล และยังต้องเว้นวรรคไป 5 ปี เหมือนกับคนบ้านเลขที่ 111
ว่าไปแล้ว การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องปกติ รวมทั้งการฟอร์มคณะรัฐมนตรีหรือการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะต้องดำเนินไป ไม่ได้เป็นเรื่องสลักสำคัญอะไรนักหนา เพราะถ้าพ้นจากตำแหน่งไปก็หาคนใหม่มาเป็นแทนได้ แต่ถ้าไปถามนายสมัครและใครต่อใครในพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นหัวหน้าพรรคและเป็นกรรมการบริหารพรรคที่อยู่ในข่ายจะถูกยุบย่อมเห็นว่า เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะถ้าพวกตนไม่ได้เป็นรัฐบาล ประเทศชาติจะย่อยยับอับจน
เมื่อคิดเช่นนี้ การดิ้นรนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ของรัฐบาลโดยเร็วจึงเป็นทางออกทางเดียวที่จะทำให้รัฐบาลได้อยู่รอดและไม่ต้องเว้นวรรค 5 ปี
หน้า 6
|
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 |
| |
 |
|