|
|
| |
ถ้าไม่ยุบชาติไทย-มัชฌิมาฯ ต้องคืนสถานะให้ไทยรักไทย |
|
|
 |
| โดย มติชน วัน พฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2551 04:17 น. |
|
โดย นงนุช สิงหเดชะ
คดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ใบแดงฐานทำผิดกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง และขณะนี้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญา, คดีของพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งขณะนี้ กกต.ยังไม่สรุปผลในประเด็นยุบพรรค ล้วนเป็นคดีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการกระทำผิดของกรรมการบริหารพรรค
กรณีของนายยงยุทธนั้น ศาลฎีการับฟ้องไว้แล้ว รอเพียงว่าศาลฎีกาจะยืนตามมติของกกต.ว่าจะเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งคดีของนายยงยุทธนั้นเป็นการค้นพบความผิดหลังจากประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ตามขั้นตอนกฎหมายจึงกำหนดให้ กกต.ต้องส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดขั้นสุดท้ายในการยืนยันใบแดง
หากศาลฎีกายืนตาม กกต.คือให้ใบแดง ขั้นตอนต่อไป กกต.ก็ต้องส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุด เพื่ออัยการสูงสุดจะได้พิจารณาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการต่อไป
ส่วนคดีของพรรคชาติไทยและมัชฌิมานั้น เป็นการค้นพบความผิดก่อนประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ขั้นตอนการให้ใบแดงจึงเป็นสิทธิขาดของ กกต. ซึ่ง กกต.มีมติให้ใบแดงกับกรรมการบริหารของทั้งพรรคชาติไทยและมัชฌิมาฯไปแล้วฐานทุจริตเลือกตั้ง ขั้นตอนเหลือเพียงว่าจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบทั้งสองพรรคหรือไม่ ซึ่งประธาน กกต.ได้มีมติตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องยุบพรรคทั้งสองขึ้นมา โดยมีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธานสอบ ผลสรุปของคณะกรรมการชุดของนายบุญทันก็คือว่าเป็นการทำผิดเฉพาะตัวของกรรมการบริหารพรรค โดยพรรคไม่มีส่วนรู้เห็น กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือไม่เห็นควรให้มีการยุบพรรค
จากข้อสรุปดังกล่าวของคณะกรรมการชุดนายบุญทัน ทำให้ กกต.เลื่อนชี้ขาดการยุบทั้งสองพรรคไปเป็นวันที่ 26 มีนาคม ซึ่งเท่าที่มีการพูดกันมาก ก็เช่นว่าหากเป็นการกระทำเฉพาะตัวของกรรมการบริหารพรรค คนอื่นในพรรคไม่ได้รู้เห็นด้วย ทาง กกต.สามารถยุติเรื่องได้หรือไม่ และ กกต.สามารถมีดุลพินิจของตัวเองว่าจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคได้หรือไม่
กรณีของพรรคชาติไทยและมัชฌิมาฯเป็นความหวังของพรรคพลังประชาชนอย่างมาก เพราะบรรทัดฐานของ กกต.กรณีทั้งสองพรรคก็สามารถชี้ชะตาของพรรคพลังประชาชนด้วยเช่นกัน
กกต.มีมติแจกใบแดงให้กับกรรมการบริหารของทั้งพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยแล้ว ประเด็นหลักก็คือผู้ทำผิดเป็นกรรมการบริหารพรรค หาก กกต.จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นคือไม่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรค ก็คงหาคำตอบให้สังคมได้ยาก
หาก กกต.มีความเห็นว่าการกระทำของผู้บริหารของทั้งสองพรรคเป็นการกระทำในนามส่วนตัวไม่มีผลผูกพันพรรค ก็ย่อมจะไปขัดกับหลักวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ซึ่งวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทยเพราะเหตุว่ากรรมการบริหารพรรค 2 คน คือ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา และนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยไม่เป็นไปตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย
หลักใหญ่ใจความของคำวินิจฉัยในครั้งนั้นของศาลรัฐธรรมนูญก็คือว่า การทำความผิดของกรรมการบริหารพรรค ย่อมมีผลผูกพันต่อพรรค เนื่องจากผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการทำความผิดก็คือพรรค แม้ว่าพรรคหรือหัวหน้าพรรคไม่ได้สั่งหรือมอบหมายให้ทำผิดก็ตาม
คำวินิจฉัยครั้งนั้นของศาลรัฐธรรมนูญอิงตามรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งฐานรากของเนื้อหาส่วนใหญ่นำมาจากปี 2540 ได้กำหนดการเอาผิดกรรมการบริหารพรรคไว้ในมาตรา 237 เข้มข้นและครอบคลุมกว้างขวางกว่าปี 2540 ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไร กกต.คงมีความเห็นเป็นอื่นไปได้ยากในกรณีของพรรคชาติไทยและมัชฌิมาฯ
หาก กกต.มีความเห็นเป็นอื่นในกรณีของพรรคชาติไทยและมัชฌิมาฯ เห็นทีว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วคงไม่มีผลบังคับใช้กระมัง และอาจต้องคืนสถานะให้พรรคไทยรักไทย จะเอาอย่างนั้นกันหรือไม่
หากยกเว้นให้กับพรรคชาติไทย มัชฌิมาฯรวมทั้งพรรคพลังประชาชนด้วยในครั้งนี้ ก็ไม่ทราบว่าจะมีการเขียนเรื่องนี้เอาไว้ในรัฐธรรมนูญทำไม
ทางด้าน 3 พรรค โดยเฉพาะพรรคพลังประชาชนนั้นออกมาตีฆ้องร้องป่าว ส่งเสียงกดดัน กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ถ้ามีการยุบพรรคจริงก็จะทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ เท่ากับเป็นการฆ่าประเทศ ซึ่งดูออกจะเป็นการโวยวายที่ เว่อร์ ไปหน่อย
คราวที่แล้วยุบพรรคไทยรักไทยไปไม่เห็นประเทศไทยตาย (เศรษฐกิจปีที่แล้วขยายตัว 4.77% ก็ไม่ขี้เหร่นัก) หากรักหลักนิติธรรมอย่างที่พร่ำพูดกันจริงก็ควรจะเสียสละบ้างสักหน่อยจะเป็นไรไป เพื่อที่ว่ากฎหมายจะได้มีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เขียนไว้โก้ๆ
พูดกันจริงๆ แล้วหากไม่มีรัฐบาล ไม่มีนักการเมืองสัก 1 ปี ประเทศไทยก็จะเดินต่อไปได้ แถมอาจจะเดินไปได้ดีกว่าด้วย ทุกวันนี้เผลอๆ ปลัดกระทรวงและภาคเอกชนเขาเก่งกว่ารัฐมนตรีหลายเท่า นักการเมืองอย่าสำคัญตัวผิดให้มากนัก หันกลับมาดูพฤติกรรมของตัวเองบ้างว่ารัฐธรรมนูญหรือพฤติกรรมของนักการเมืองกันแน่ที่ ฆ่าประเทศ เพราะถ้าจะเล่นการเมืองกันแบบที่เป็นอยู่นี้ ประเทศไทยก็ไม่มีทางเจริญด้วยคุณภาพของนักการเมืองแบบนี้
ให้ลองดูสักตั้งว่ายุบทั้ง 3 พรรคไปแล้ว จะหาคนมาเล่นการเมืองไม่ได้ จะไม่มีใครกล้าเข้ามาเล่นการเมือง หากมองอีกทางหนึ่งการเข้มงวดเรื่องกฏกติกาอย่างมากอาจทำให้ได้ทั้งคนดีและคนเก่งมาบริหารบ้านเมืองก็เป็นได้
แต่น่าเสียดายอยู่อย่างที่หลังการถูกยุบพรรคแล้วกฎหมายยังเปิดช่องให้มีการไปหาพรรคใหม่ซุกอยู่ได้ต่อไป ทำให้พวกศรีธนญชัยเหล่านี้สร้างพรรคอะไหล่สำรองเอาไว้ล่วงหน้า จึงทำให้การยุบพรรคไม่ศักดิ์สิทธิ์และไม่น่ากลัวเท่าไหร่ เชื้อ ที่ไม่ดีจึงฟักตัวแตกหน่อ แตกตัวอ่อน ขยายพันธุ์ได้อย่างไม่สิ้นสุด
หน้า 6
|
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 |
| |
 |
|
|
ถ้าไม่ยุบชาติไทย-มัชฌิมาฯ ต้องคืนสถานะให้ไทยรักไทย
|
|
|