|
|
| |
แนวโน้มสถานการณ์ในอนาคต : ระบอบ |
|
|
 |
| โดย มติชน วัน ศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2551 04:17 น. |
|
โดย เกษียร เตชะพีระ
สถานการณ์การเมืองที่อึมครึมอิหลัก อิเหลื่อลูกผีลูกคนในปัจจุบันสะท้อนพลังที่ยังก้ำกึ่งและความขัดแย้งที่ยังไม่ลงตัวยืดเยื้อเรื้อรังมาร่วม 3 ปี และทำท่าจะคัดง้างค้างคาเช่นนี้ต่อไปอีกนานพอควร ตราบเท่าที่เงื่อนไขพื้นฐานและคู่ขัดแย้งหลักยังไม่เปลี่ยนแปลงพลิกผันไปทางใดทางหนึ่ง
ในสภาพเช่นนี้ แนวโน้มสถานการณ์ที่จะเป็นบริบทแวดล้อมการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ ในอนาคตน่าจะประกอบไปด้วยแง่มุม 4 ด้านที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน เป็นอย่างน้อย โดยแต่ละแง่มุมก็มีองค์ประกอบอันเป็นปมเงื่อนความขัดแย้งอยู่เป็นคู่ๆ กล่าวคือ : -
1) ระบอบการเมืองการปกครอง : ประชา ธิปไตยไม่เสรี vs เสรีอัตตาธิปไตย/เสรีประชา ธิปไตยครึ่งใบ
2) นโยบายเศรษฐกิจการเมือง : เสรีนิยมใหม่แบบบังคับกะเกณฑ์ vs ประชานิยมหรือนัยหนึ่งเสรีนิยมใหม่แบบชดเชย
3) เครือข่ายอำนาจ : เครือข่ายข้าราชบริพาร vs เครือข่ายทักษิณ
4) ชนชั้นทางสังคมเศรษฐกิจ : พันธมิตรทุนใหญ่โลกาภิวัตน์-คนจนคนชายขอบ vs พันธมิตรคนชั้นกลาง-ชนชั้นนำเดิม
โดยผมขอกล่าวถึงแต่ละแง่มุมไปตามลำดับ
1)
ระบอบการเมืองการปกครอง : ประชา ธิปไตยไม่เสรี vs เสรีอัตตาธิปไตย/เสรีประชาธิปไตยครึ่งใบ (Illiberal Democracy vs Liberal Autocracy/Liberal Semi-Democracy)
มองแวบแรก ความขัดแย้งทางการเมืองไทยหลายปีหลังนี้ดูคล้ายจะเข้าข่ายที่ศาสตรา จารย์ เดวิด เอ. วิลสัน แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ ลอสแองเจลิส เคยเรียกไว้ในตำราการเมืองไทยเล่มโด่งดังของเขาเมื่อ 46 ปีก่อนว่า การเมืองแบบ faction constitutionalism (ลัทธิรัฐธรรมนูญกลุ่มก๊วน) กล่าวคือมันเป็น การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้สอดรับและปกป้องทุกกรณีที่มีการผลัดเปลี่ยนกลุ่มก๊วนเข้ามาเป็นใหญ่ในบ้านเมืองครั้งสำคัญ (David A. Wilson, Politics in Thailand, 1962, p. 262) อันวิลสัน เห็นว่า เป็นลักษณะโดดเด่นของการเมืองไทยในรอบ 30 ปี หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบรัฐธรรมนูญจากปี พ.ศ.2475-2505
ในมุมมองนี้ การร่างและผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ พ.ศ.2550 ของ คมช.กับรัฐบาลสุรยุทธ์ และการเปิดฉากเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญของนักวิชาการและ ส.ส.สังกัดพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ กับรัฐบาลสมัคร ก็เป็นเพียงเรื่องของกลุ่มก๊วนต่างๆ ที่เมื่อผลัดกันเข้ามากุมอำนาจ รัฐแล้ว ก็หาทางเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สอดรับกับบุคลิกลักษณะทางการเมือง ฐานอำนาจและประโยชน์แห่งตน
ทว่าหากมองลึกถึงระดับโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองพื้นฐานของไทยที่เปลี่ยนแปลงไป สถานการณ์ระยะปัจจุบันและต่อไปในอนาคตอันใกล้น่าจะเข้าข่ายข้อวิเคราะห์ของศาสตรา จารย์ เควิน เฮวิสัน นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวออสเตรเลียผู้เชี่ยวชาญเมืองไทยและเอเชียอาคเนย์มากกว่า (ปัจจุบันเฮวิสันสังกัดคณะเอเชียศึกษา และเป็นผู้อำนวยการศูนย์เอเชียแคโรไลนาแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา ณ แชเปิล ฮิลล์ สหรัฐอเมริกา)
เฮวิสันเคยมองความขัดแย้งการเมืองไทยช่วงเหตุการณ์มวลชนลุกขึ้นสู้รัฐบาลทหารเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 ว่า เป็นการประชันขันแข่งเรื่องรูปแบบรัฐที่พึงปรารถนา (the desira ble state form) ระหว่างพลังระบบราชการที่ต้องการระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบกับพลังทุนนิยมที่ต้องการรูปแบบรัฐที่เป็น กระฎุมพี ยิ่งขึ้น (a more bourgeois form) ซึ่งจะเอื้ออำนวยให้ชนชั้นกระฎุมพีกับพันธมิตรปัญญาชนของตนควบคุมการวางนโยบายได้ (Kevin Hewison, Of Regimes, State and Pluralities : Thai Politics Enters the 1990s , Southeast Asia in the 1990s : Authoritarianism, Democracy and Capitalism, 1993, pp. 161-89)
ตามนัยหลังนี้ สถานการณ์ปัจจุบันก็อาจเปรียบเทียบกับสถานการณ์ช่วงพฤษภาทมิฬ 2535 ได้ดังนี้คือ : -
1) สถานการณ์โดยรวมช่วงปี พ.ศ.2531-2540
เนื่องจากผลสะเทือนของการเข้ากุมอำนาจการเมืองโดยกลุ่มนายทุนหัวเมือง/นักเลือกตั้ง (provincial capitalists/electocrats)
จึงเกิดการประชันขันแข่งกันระหว่างรูปแบบรัฐต่างๆ ได้แก่ : -
-ประชาธิปไตยครึ่งใบ ของพลังระบบราช การในรูปรัฐบาลพลเอกเปรม,
-ระบอบเลือกตั้งธิปไตย ของพลังนายทุนหัวเมือง/เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล/นักเลือกตั้งในรูปรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ และรัฐบาลของพรรคการเมืองจากการเลือกตั้งต่างๆ หลังพฤษภาคม 2535,
-และ ระบอบรัฐธรรมนูญเสรีนิยม ของพลังเสรีนิยมกับพลังประชาธิปไตยที่รวมกันเป็นพันธมิตรปฏิรูปการเมือง-อันได้แก่ปัญญาชนนักวิชาการ สื่อมวลชน คนชั้นกลาง กลุ่มธุรกิจโลกาภิวัตน์ เครือข่ายเอ็นจีโอ-ภาคประชาชน-ประชาสังคม
ลงเอยด้วยรัฐธรรมนูญปฏิรูปการเมือง พ.ศ.2540 ที่พยายามสถาปนาระบอบรัฐ ธรรมนูญเสรีนิยมขึ้นมา (ดูข้อวิเคราะห์นี้โดยพิสดารใน Michael Kelly Connors, Democracy and National Identity in Thailand, 2007, Chapter 7 New times, new constitution)
2) สถานการณ์โดยรวมช่วงปี 2544 (เมื่อใดยังไม่แน่?)
เนื่องจากผลสะเทือนของการเข้ากุมอำนาจการเมืองโดยกลุ่มทุนใหญ่ไฮเทค-ตลาดหุ้น-ผูกขาดตลาดในประเทศ-เชื่อมโยงโลกาภิวัตน์ที่รอดจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ร่วมกับพันธมิตรคนจนคนชายขอบภายใต้อำนาจนำ (อันได้แก่เกษตรกร + แรงงานเศรษฐกิจนอกระบบในเมือง ซึ่งคิดเป็นราว 67% ของแรงงานทั่วประเทศ-ดู Pasuk Phongpaichit, Thai politics beyond 2006 coup, Bangkok Post, 31 July 2007, p.8)
จึงเกิดการประชันขันแข่งกันระหว่างรูปแบบรัฐต่าง ๆ ได้แก่ : -
ประชาธิปไตยไม่เสรีหรือประชาธิปไตยอำนาจนิยม (illiberal/authoritarian demo cracy) หรือที่พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คมช. เรียกว่า เผด็จการทุนนิยม ของกลุ่ม ทุนใหญ่ผูกขาดกับพันธมิตรในรูปรัฐบาลทักษิณ vs ....
-เสรีอัตตาธิปไตย (liberal autocracy) หรือที่เรียกว่า เผด็จการทหารหน่อมแน้ม ของ พลังระบบราชการ, ชนชั้นนำตามประเพณี, คนชั้นกลางในรูปรัฐบาลสุรยุทธ์ภายใต้ คมช.
จนตอนนี้คลี่คลายมาถึง ระบอบเสรีประ ชาธิปไตยครึ่งใบ (liberal semi-democracy) ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับประชามติ พ.ศ.2550 ซึ่งลดความสำคัญของหลักความเสมอภาคทางอำนาจและอำนาจอธิปไตยของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งและพรรคการเมืองลง ขยายบทบาทอำนาจตรวจสอบถ่วงดุลของบรรดาสถาบันที่ไม่ได้มาจากเสียงข้างมาก (non-majoritarian institutions) มากขึ้น เช่น ฝ่ายตุลาการ, วุฒิสภา, กกต., คตส., ป.ป.ช. ฯลฯ
เห็นได้ชัดว่าระบอบที่ว่านี้ยังไม่ลงตัว พลังฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะพรรคการเมืองและภาคประชาชนยังต้องการปรับแก้รัฐธรรมนูญ 2550 ต่อไปอีก
ที่น่าสนใจคือ สภาพความขัดแย้งในแง่มุมระบอบการเมืองการปกครองของไทยที่กล่าวมานี้ สะท้อนปรากฏการณ์ระดับโลกที่มีการขัดแย้งแตกห่างแยกทางระหว่าง เสรี/ประชาธิปไตย (liberal/democracy) ไปคนละทิศคนละทางเป็น : -
ก) ประชาธิปไตยไม่เสรี (illiberal demo cracy) ในทวีปละตินอเมริกา, แอฟริกาและเอเชียหลายประเทศ บางทีก็เรียกว่า ระบอบเลือกตั้งธิปไตย (electocracy - electocrats) หรือเรียกผู้กุมอำนาจในระบอบนี้ว่า demo cratators จอมบงการประชาธิปไตย ซึ่ง ระบอบดังกล่าวเน้นหลักความเสมอภาคและอำนาจอธิปไตยของประชาชนผ่านการเลือกตั้งและพรรคการเมืองโดดๆ ด้านเดียว ทว่ากลับ ละเลยหรือล่วงละเมิดหลักสิทธิเสรีภาพและหลักนิติธรรมไปเสีย
หนังสือเชิงการเมืองเปรียบเทียบยอดนิยมที่กลายเป็นกรอบอ้างอิงเรื่องนี้ได้แก่ Fareed Zakaria, The Future of Freedom : Illiberal Democracy at Home and Abroad, 2003 ในกรณีละตินอเมริกาโปรดดู Peter H. Smith, The Rise of Illiberal Democracy in Latin America, Center for Latin American Studies, University of California, Berkeley website, 2004
กระทั่งระบอบประชาธิปไตยไม่เสรีถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น the fallacy of electoralism หรือ อาการหลงนิยมเลือกตั้งผิดๆ คือศรัทธาหลงใหลได้ปลื้มว่าแค่มีการจัดเลือกตั้งและดูจากผลเลือกตั้งก็สามารถชั่งวัดตัดสินฟันธงว่าเป็น ประชาธิปไตย ได้แล้ว
เข้าทำนอง elections = democracy ไป!
โดยละเลยมิติการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชา ธิปไตยที่จำเป็นด้านอื่นๆ เช่น การเปิดเสรีทางการเมือง, การรื้อฟื้นประชาสังคม เป็นต้น
ควรตราไว้ด้วยว่า ความจริง Terry Lynn Karl ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์หญิงชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและผู้เชี่ยวชาญการเมืองเปรียบเทียบละตินอเมริกา ได้เอ่ยเตือนถึงปรากฏการณ์ electoralism (ลัทธิเลือกตั้ง) และ electocratic rule (การปก ครองแบบเลือกตั้งธิปไตย) จากพื้นฐานประสบการณ์ละตินอเมริกันมาตั้งแต่ครึ่งหลังของคริสต์ทศวรรษ 1980 โน่นแล้ว (ดู Terry Lynn Karl, Dilemmas of Democratization in Latin America, Comparative Politics, 23 : 1 (October 1990), 1-21)
เสียงด่าแหลกของผู้ตั้งตนเป็นกู (อยู่ใน) รู เว็บบอร์ด (web board gurus) และสาวกพลอยพยักบางคน (sycophants) ที่ด่วนวิพากษ์ปฏิเสธข้อวิเคราะห์ ระบอบเลือกตั้งธิปไตย (electocracy) โดยไม่ฟังอีร้าค้าอีรมจึงออกจะตั้งอยู่บนอาการยืดอกพกความไม่รู้ทางวิชาการอย่างเต็มภาคภูมิบวกกับความคลั่งลัทธิการเมืองมากกว่าอื่น!
ข) ในทางกลับกัน ก็เกิดแนวโน้มของระบอบประชาธิปไตยไส้กลวงหรือประชา ธิปไตยที่ไร้ประชาชน (hollowed-out demo cracy/democracy without the demos) หรือเสรีอัตตาธิปไตย/เสรีประชาธิปไตยครึ่งใบ เด่นชัดในการเมืองของยุโรปตะวันตก ซึ่งออกอาการเน้นหลักสิทธิเสรีภาพและหลักนิติธรรมผ่านบรรดาสถาบันตรวจสอบถ่วงดุลและองค์การรณรงค์ที่ไม่ได้มาจากเสียงข้างมาก เช่น ศาลตุลาการ, เทคโนแครต, เอ็นจีโอ จนละเลยหรือล่วงละเมิดหลักความเสมอภาคและอำนาจอธิปไตยของประชาชน
กระทั่งวิพากษ์วิจารณ์กันว่ากลายเป็น NGOs + judges = democracy ไป!
หน้า 6
|
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 |
| |
 |
|
|
แนวโน้มสถานการณ์ในอนาคต : ระบอบ
|
|
|