|
|
| |
|
 |
| โดย มติชน วัน อาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2551 04:17 น. |
|
คอลัมน์ เดินหน้าชน
โดย ภาคภูมิ ป้องภัย
มุมมองของฝ่ายพลังประชาชน กับมุมมองของฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณ เดินเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกัน ถ้าไม่มีฝ่ายใดพ่ายแพ้อย่างศิโรราบ หรือยอมจำนนโดยดุษฎี ความขัดแย้งทางการเมือง ความแตกแยกเป็นฝักฝ่ายในสังคมไทยย่อมยุติลงได้ยาก
ตลอดปีกว่าที่ผ่านมา ผู้คนภายใต้สังกัดของระบอบทักษิณพร่ำอธิบายสิ่งที่ตัวเองถูกกระทำด้วยเหตุผลเดียวกันว่าเกิดจากการยึดอำนาจที่ไม่ชอบธรรม แต่ไม่ยอมพูดถึงพฤติกรรมมากมายที่ผู้นำในระบอบและวงศ์วานว่านเครือทำเอาไว้ก่อนปฏิวัติ
ยกตัวอย่างล่าสุดจากปากของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยว่า การลงโทษยุบพรรคเป็นผลิตผลที่มาจากการยึดอำนาจ แล้วอยากจัดการรัฐบาล โดยจ้องทำลายพรรคการเมืองให้สิ้นซาก
ขณะที่ฝ่ายยึดอำนาจ และภาคประชาสังคม เห็นตรงกันในเหตุผลที่ต้องโค่นล้มระบอบทักษิณ และชำระความผิดที่ทำไว้
คำพูดสั้นๆ ของ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ และอดีต คมช. ต่อความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชาชนที่กำลังจะรื้อล้างกรอบที่ คมช.วางไว้ ช่วยชี้ให้เห็นจุดอ่อนของผู้คนในระบอบทักษิณเช่นกัน
บางครั้งคนเราไม่โทษตัวเอง แต่โทษคนอื่น
ทั้งสองฝ่ายต่างอธิบายเหตุผลโน้มน้าวให้ผู้คนในสังคมเชื่อตาม แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่อาจได้รับการยอมรับจากสังคมอย่างเบ็ดเสร็จ
วันนี้จึงยังไม่มีฝ่ายใดกุม อารมณ์ ของสังคมได้อย่างสิ้นเชิง
ภาวะบ้านเมืองขณะนี้จึงดูโหวงๆ กึ่งสุญญากาศ รัฐบาลมีอำนาจก็เหมือนไม่มี จะทำอะไรก็ถูกคัดค้านต่อต้าน เอาแค่รัฐบาลอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เพื่อแก้ ตราสัง ที่มัดมือมัดเท้าตัวเอง ก็ดูเหมือนจะไม่ราบรื่นง่ายดาย
ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนัดแรกแม้มากปริมาณ แต่ใช่ว่าจะได้ใจจากชนชั้นกลางในเมือง ผิดกับช่วงก่อนการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549
ผมเชื่อว่า บรรยากาศดังกล่าวข้างต้นจะคลี่คลายลงอย่างรวดเร็วเมื่อสังคมได้ ข้อมูล ครบถ้วน เป็นข้อมูลอีกเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น แต่เป็นชิ้นที่สำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคเปลี่ยนผ่าน
ข้อมูลดังกล่าวคือคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และวงศ์วานว่านเครือ
คำพิพากษาจะเป็น คำตอบสุดท้าย ที่จะช่วยให้บรรยากาศกึ่งสุญญากาศคลี่คลายไปสู่ความชัดเจน และเราจะได้ยินทั้งน้ำเสียง ทั้งอารมณ์ของสังคมมากขึ้นหลังจากวันนั้นมาถึง
จากปัญหาหลักที่ไม่มีฝ่ายใดยอมฟังกัน ไม่มีฝ่ายใดเชื่อถือกัน คำพิพากษาศาลสูงสุดนี่แหละจะทะลวงสภาพแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และแยกแยะให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เหตุผลฝ่ายไหนน่าเชื่อถือ เหตุผลฝ่ายไหนไม่น่าเชื่อถือ
ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิดไม่ว่าในคดีใด น้ำเสียงของผู้คนในระบอบทักษิณจะสิ้นน้ำหนักและความน่าเชื่อถือลงทันที แผนรื้อรัฐธรรมนูญจะขาดความชอบธรรม ถืออำนาจบริหารประเทศได้แต่ก็ไม่อาจครอบงำสังคมได้ และในอนาคตจะแตกกระสานซ่านเซ็นกลายเป็นพรรคขนาดกลาง
ในกรณีคำพิพากษามีขึ้นหลังแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วยุบสภา แต่ผลการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะไม่เหมือนวันที่ 23 ธันวาคม 2550
ในทางกลับกันถ้า พ.ต.ท.ทักษิณพ้นข้อกล่าวหาทุกคดี อดีตผู้นำและพลพรรค 111 ย่อมมีความชอบธรรมมากพอที่จะกลับเข้าครอบครองอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะทำอะไรต่อไปใครก็ยากฝืน
ไม่มีใครรู้ว่า ศาลฎีกาจะตัดสินอย่างไร เมื่อไหร่ กลางปีนี้ ปลายปีนี้ หรือปีหน้า
รู้แต่ว่า ดูเหมือนพรรคพลังประชาชนไม่อยากรอให้คำตัดสินออกมาก่อนการรื้อล้างรัฐธรรมนูญและยุบสภาเลือกตั้งใหม่
หน้า 8
|
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 |
| |
 |
|