|
|
| |
เมื่อระบบธุรกิจเข้าสู่ระบบการศึกษา ผลที่ตามมาคืออะไร |
|
|
 |
| โดย มติชน วัน อาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2551 08:51 น. |
|
โดย วิษณุ บุญมารัตน์
ปัจจุบันระบบการศึกษาไทย โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาถูกวิพากษ์อย่างมากว่าเป็นระบบธุรกิจการศึกษา คือการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการหารายได้มากกว่าจะเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความรู้ให้กับคนในชาติ เนื่องจากสถาบันการศึกษาหลายแห่งเตรียมจะออกนอกระบบราชการ จึงจำเป็นต้องมีรายได้มากพอที่จะสามารถเลี้ยงตัวเองได้หากรัฐบาลยกเลิกเงินอุดหนุน
นิสิตนักศึกษานับเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง คณะผู้บริหารสถาบันการศึกษาหลายแห่งมีแนวคิดในการรับนักศึกษาจำนวนมากขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับสถาบันการศึกษา สิ่งที่ตามมาก็คือการเกิดผลกระทบในทางลบกับสถาบันการศึกษาทั้งหลายเหล่านั้นหลายประการด้วยกันได้แก่
1.อาจารย์ผู้สอนไม่สามารถดูแลใส่ใจผู้เรียนได้อย่างทั่วถึงเหมือนเดิม นอกจากจะต้องมีผู้เรียนเพิ่มมากขึ้นในแต่ละห้องแล้ว หลายสถาบันยังมีนโยบายที่จะให้นักศึกษาสามารถจบภายในเวลาที่กำหนดด้วย เพื่อที่สถาบันจะได้รับนักศึกษารุ่นใหม่เข้ามาโดยไม่มีรุ่นเก่าตกค้างอยู่ ดังนั้น แม้ว่าท่านอาจารย์ทั้งหลายจะถูกสั่งสอนมาให้มีจริยธรรมของความเป็นครูผู้สอนสั่ง หรือเป็นพ่อแม่คนที่สองของผู้เรียนก็ตาม แต่เมื่อนโยบายของสถาบันการศึกษาเป็นเช่นนี้การดูแลจึงไม่ทั่วถึง และขาดความใกล้ชิดระหว่างครูอาจารย์กับนิสิตนักศึกษา
2.คุณภาพผู้เรียน การที่อาจารย์ผู้สอนไม่สามารถใส่ใจดูแลผู้เรียนได้อย่างทั่วถึง ผู้เรียนจึงต้องช่วยเหลือตนเองให้มากขึ้น คุณภาพของผู้เรียนที่หมายถึงผลของการเรียนของผู้เรียนจึงขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ในการเรียนของแต่ละคนเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ค่อยใส่ใจนักเพราะทราบดีว่าถึงอย่างไรตนจะสามารถจบการศึกษาได้ในเวลาที่กำหนด
ขณะที่หากเทียบกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ผู้เรียนต้องขวนขวายเอาใจใส่การเรียนด้วยตนเองเช่นกันแล้ว นักศึกษารามคำแหงจะมีคุณภาพมากกว่า เพราะเขาเหล่านั้นไม่สามารถบอกได้เลยว่าตนจะจบได้หรือไม่และเมื่อไร
3.คุณภาพของงาน เป็นสิ่งที่สะท้อนคุณภาพของการศึกษาในสถาบัน สิ่งนี้พบได้ค่อนข้างมากในการศึกษาระดับปริญญาโทและเอก หลายสถาบันที่เปิดหลักสูตรตามความต้องการของสังคม ในทางทฤษฎีนับเป็นสิ่งที่ถูกต้องเพราะจะทำให้การศึกษาสามารถสนองความต้องการของสังคม
แต่การเปิดรับผู้เรียนจำนวนมากและต้องจบตามกำหนดเวลา ทำให้การทำวิทยานิพนธ์ที่จะแสดงภูมิรู้ของการเรียนที่สูงกว่าระดับปริญญาตรี กลายเป็นเพียงงานวิจัยที่เปลี่ยนเพียงตัวแปรเท่านั้น ลองเข้าไปดูห้องสมุดบางสถาบันจะพบว่า วิทยานิพนธ์หลายเล่มมีการคัดลอกบทที่ 2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเหมือนกันแทบทุกบรรทัด ส่วนตัวแปรที่ใช้จะมีรอยดินสอแก้ไขสำหรับจ้างพิมพ์ และงานเหล่านี้สามารถขึ้นชั้นให้บริการเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทได้
ในระดับปริญญาเอกนั้น บางสถาบันมีโครงการรับผู้เรียนปริญญาเอกแบบปีเว้นปีเพื่อให้ผู้สอนได้มีเวลาปรับปรุงหลักสูตรให้ได้มาตรฐาน แต่เมื่อพบว่าหลักสูตรนั้นได้รับความสนใจ มีผู้สมัครเรียนจำนวนมากจึงได้มีการเปิดรับทุกปีแทน ผู้สอนจึงไม่มีโอกาสปรับปรุงหลักสูตรเพราะต้องวุ่นกับการสอนทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก รวมทั้งยังต้องควบคุมดูแลการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาด้วย ทำให้คุณภาพที่คาดหวังไว้ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้
4.ชื่อเสียงของสถาบัน การที่สถาบันการศึกษามุ่งผลิตบัณฑิตจำนวนมาก แม้จะมีหลักสูตรที่น่าจะสนองความต้องการของสังคม แต่กลับไม่สามารถผลิตคุณภาพของผู้เรียนให้ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานได้จริง ทำให้ชื่อเสียงของสถาบันนั้นตกต่ำลงโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยของต่างประเทศแล้วมีมหาวิทยาลัยของไทยเพียงไม่กี่แห่งที่ติดอันดับโลก
ทั้งนี้ เพราะมหาวิทยาลัยของต่างประเทศจะเน้นการทำวิจัย การเสนอผลงานทางวิชาการ ขณะที่มหาวิทยาลัยของไทยมุ่งผลิตบัณฑิตออกสู่ตลาดเท่านั้น
กรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคเหนือแห่งหนึ่ง น่าจะสะท้อนบางสิ่งบางอย่างมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต เมื่อปี พ.ศ.2547 โดยมีจุดประสงค์เพื่อสนองความต้องการของผู้เรียนที่ประกอบอาชีพอยู่แล้วแต่ต้องการวุฒิทางการศึกษาเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน ยังมีผู้เรียนที่คาดหวังว่าจะสามารถนำวุฒิการศึกษาดังกล่าวไปสมัครเข้ารับการอบรมทางกฎหมายต่อได้ แต่กลับได้รับการปฏิเสธพร้อมทั้งเพิ่งทราบว่า วุฒิการศึกษาที่อุตส่าห์พากเพียรเรียนมานั้นยังไม่ได้รับการรับรองจากเนติบัณฑิตยสภา
แม้อธิการบดีจะชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจผิดของผู้เรียนเอง เพราะการเปิดหลักสูตรนี้ในปี พ.ศ.2547 นั้นเป็นไปเพื่อให้ความรู้และพัฒนาบุคลากรเท่านั้น ซึ่งในปีต่อมา มหาวิทยาลัยได้ยื่นเรื่องขอเปิดหลักสูตรดังกล่าวในระดับปริญญาตรีและได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ.แล้ว แต่อยู่ระหว่างการขอรับรองหลักสูตรจากเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ผู้ที่เข้าเรียนในหลักสูตรดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ.2547 ยังจะสามารถนำวุฒิการศึกษาที่ได้รับไปอ้างอิงในทางกฎหมายได้อีกหรือ
จากภาพรวมที่ได้เสนอมาแล้วนี้ น่าจะทำให้เรามองเห็นได้ว่า แนวนโยบายของสถาบันการศึกษาควรมุ่งเน้นไปในทิศทางใด เน้นการรับนักศึกษาเข้ามาจำนวนมากเพื่อให้มีรายได้สำหรับเลี้ยงตัวเองภายหลังการออกนอกระบบ หรือเน้นการผลิตผลงานทางวิชาการเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับสถาบัน
อย่าให้ศิษย์เก่าของสถาบันของท่านต้องรู้สึกอับอายเลยหากในวันหนึ่งมีคนมาพูดให้พวกเขาได้ยินว่า สถาบันการศึกษาของเขาไม่ได้มีดีทางวิชาการอะไรเลย นอกจากมีการตั้งศูนย์การศึกษาจำนวนมากเท่านั้น
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ผู้บริหารจะกลับมาทบทวนแนวทางการบริหารสถาบันการศึกษาของท่านเสียที
หน้า 5
|
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 |
| |
 |
|
|
เมื่อระบบธุรกิจเข้าสู่ระบบการศึกษา ผลที่ตามมาคืออะไร
|
|
|