|
|
| |
อาจารย์ราชภัฏกับความท้าทายใหม่ |
|
|
 |
| โดย มติชน วัน อาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2551 08:51 น. |
|
โดย บุณย์เสนอ ตรีวิเศรษฐ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
ปีการศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ จะเริ่มขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้า (เดือนมิถุนายน พ.ศ.2551) การดำเนินการเพื่อรับนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏยังดำเนินต่อไป โดยเป้าหมายคือตัวเลขที่กำหนดไว้แล้ว
แต่จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่อาจประกันได้ว่าผู้ที่สมัครเข้ามาจะมีปริมาณที่สอดคล้องกับความต้องการของมหาวิทยาลัย แม้จะได้พยายามใช้วิธีการประชาสัมพันธ์อย่างหลากหลายรูปแบบ
แต่สิ่งที่ประสบในปัจจุบัน คือ ปริมาณนักศึกษาลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่องทุกปี ปริมาณที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการนี้ เป็นที่หนักอกหนักใจของฝ่ายบริหาร และหนทางที่จะไปถึงสิ่งในสิ่งที่มุ่งหวังนั้น ดูเหมือนจะไม่เกิดขึ้นโดยง่ายดาย
นโยบายการรับนักศึกษาในเชิงปริมาณนี้ ที่ฝ่ายบริหารมักใช้เป็นข้ออ้างว่ามหาวิทยาลัยต้องรับนักศึกษาให้มีจำนวนมากพอ เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีโอกาสได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐให้มากขึ้น (เพื่อไม่ให้ถูกจัดกลุ่มไปอยู่ในพวกมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก)
เหตุผลก็คือ มหาวิทยาลัยต้องจ้างบุคลากรหลายหลากประเภท และจะต้องดูแลเรื่องสวัสดิการพวกเขาเหล่านั้นด้วยเงินที่ผูกพันกับจำนวนนักศึกษา หากจะรับเพียงจำนวนจำกัด ทำได้ยากในเชิงบริหาร
เมื่อมองในแง่นี้ก็นับเป็นเหตุเป็นผลที่น่าเห็นใจผู้บริหารอยู่ไม่น้อย
การที่ราชภัฏได้รับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 โดยลายลักษณ์อักษร มหาวิทยาลัยราชภัฏก็มีสถานะเท่าเทียมกับมหาวิทยาลัยหลักในเชิงโครงสร้าง แต่ในเชิงความรู้สึกของคนในสังคม ต้องยอมรับความจริงว่า สังคมให้ความเชื่อถือและไว้วางใจราชภัฏค่อนข้างน้อย
เหตุที่เป็นเช่นนี้ เราไม่ควรไปโทษคนอื่น ควรมองตนเอง สาเหตุอาจเป็นเพราะบุญกรรมที่ทำไว้ในอดีต หรืออาจเป็นเพราะในยุคเฟื่องฟูนั้น เราอาจหลงเพลินกับการเสพสุขอยู่บนกองเงินกองทองมากเกินไป
และความสุขด้วยเงินนั้นคือมายาที่หาความยั่งยืนไม่ได้ เพราะเงินเป็นสัญลักษณ์ของความโลภ พร้อมจะนำพาเราสู่ความพินาศได้ทุกขณะ
หากมีใจเป็นกลาง และพิเคราะห์ให้ดี เงินนั่นเองที่ทำให้เราเสียคน และทำให้เราต้องสูญเสียความเชื่อถือจากสังคมไปในปัจจุบัน
เมื่ออาจารย์มีหลักคิดโดยเห็นเงินเป็นใหญ่แล้ว เราจึงหมดความรู้สึกที่จะเห็นอกเห็นใจกัน
เรายอมที่จะแตกหักกันเพียงเพราะเงินไม่กี่บาท ความเอื้ออาทรต่อกันที่เคยมี เป็นเครื่องมือในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่เข้มแข็ง เราก็ไม่ช่วยกันดูแลรักษาไว้
จากนั้นสังคมเราก็เริ่มอ่อนแอลง รอเวลาที่จะผุกร่อนและเสื่อมสลายลงในที่สุด
เมื่อได้รับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัย จึงนึกไม่ออกว่าเราจะสร้างสังคมของตนให้เป็นสังคมวิชาการได้อย่างไร เมื่อเงินตราบังหน้า ดวงตาก็ย่อมมืดมน
ที่กล่าวเช่นนี้อาจผิดก็ได้ เพราะมีราชภัฏบางแห่งที่สามารถบริหารจัดการได้ประสบความสำเร็จอย่างสูง
แต่โดยภาพรวมทั้งหมด ราชภัฏมีทุนทางความเชื่อถือจากสังคมค่อนข้างน้อย นั่นคือเหตุและผลดังที่กล่าวมา
การมีทุนทางความศรัทธาและเชื่อถือค่อนข้างน้อย มาผนวกกับนโยบายการค้าเสรีที่เปิดช่องทางให้สถานศึกษาสามารถแข่งขันกันได้โดยเสรี ก่อให้เกิดธุรกิจการศึกษา (commercialization of education)
มหาวิทยาลัยที่มีทุนทางความเชื่อถือมากๆ ต่างก็ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชน โดยขยายสาขาให้มากขึ้น แม้กระทั่งมีการขยาย อาณาจักร หรือ อาณานิคมทางวิชาการ (academic colonialism) อันเป็นการ ขยาย อย่างไม่มีขอบเขตตามนโยบาย โลกาภิวัตน์สุดขั้ว
ผู้เรียนที่มีสติปัญญาเลิศ ดี และปานกลาง ต่างฝ่าข้ามรอยระบายของดินสอ 2 บี เข้าสู่มหาวิทยาลัยหลักได้สมความภาคภูมิ คงเหลือไว้เพียงผู้เรียนส่วนหนึ่งซึ่งไม่อยู่ในกลุ่มผู้เรียนที่มีสติปัญญาเลิศ ดี และปานกลาง แต่ถูกแรงเสียดทานจากสังคมทำให้พวกเขาจำต้องเดินเข้ามหาวิทยาลัยราชภัฏอย่างไม่มีทางเลือก
และการเข้ามานี้ จึงไม่ใช่ความต้องการแท้จริงของพวกเขา
และในเวลาต่อมา พวกเขาจึงได้กลายเป็นนักศึกษาราชภัฏที่ขาดไร้ความเชื่อมั่นในตนเอง ขาดระเบียบวินัย และขาดอีกหลายอย่าง และการขาดในสิ่งเหล่านี้ สร้างความเอือมระอาแก่อาจารย์ราชภัฏไปถ้วนหน้า
หากอาจารย์ราชภัฏมองนักศึกษากลุ่มนี้คืออุปสรรคและปัญหาในการจะสร้างคุณภาพ มันคงไม่ผิดอันใดที่จะมีความคิดอย่างนี้ได้ แต่การเป็นอยู่ของอาจารย์เพื่อจะกินเงินเดือน และเงินประจำตำแหน่งจากภาษีของราษฎร โดยไม่คิดทำอะไรให้ดีขึ้น การคอยแต่บ่น ด่า และวิพากษ์วิจารณ์ความอ่อนด้อยของนักศึกษาก็ทำได้เช่นกัน เพราะในระบบราชการนั้น ก็อยู่กันมาได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่มีความผิดอันใด
แต่ในสถานการณ์ที่วิกฤตรอบด้านของประเทศในขณะนี้ ถ้าไม่คิดทำอะไรให้ดีขึ้น ความเป็นอาจารย์ผู้ทรงภูมิจะมีความหมายอันใด
งานพัฒนานักศึกษาเป็นงานโดยตรงของอาจารย์ อาจารย์จึงควรต้องมองพวกเขาในฐานะ คน
คนที่ปราชญ์แผ่นดิน ประเวศ วะสี ได้อธิบายไว้ว่า คือ สิ่งมีชีวิตที่พัฒนาได้ และสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างสูงสุด
ซึ่งความจริงเขาคือ คน ไม่ใช่ขยะที่เหม็นเน่า และไม่ใช่ตัวปัญหา
หากเราไม่พยายามพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ไม่พยายามทำอะไรให้ดีขึ้น ปริญญานับพันใบที่อาจารย์ราชภัฏได้มาจะมีประโยชน์อันใด
โดยแท้จริงแล้ว ...คนหรือสังคมไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ที่สังคมเลว เพราะมีแต่คนยืนดูเฉยๆ (อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์) ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร เขาก็คือลูกศิษย์ราชภัฏ พวกเขาจึงควรได้รับการดูแลจากอาจารย์
อาจารย์ควรต้องมองว่า การจะพาพวกเขาฝ่าความมืดมิดสู่ความโรจน์เรือง ณ ปลายอุโมงค์ คือความท้าทาย
กล่าวคือ ความท้าทายที่ว่าก็คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้นักศึกษาที่เปรียบเหมือนก้อนดินที่ไร้ค่า ให้มีราคาขึ้นมาได้อย่างไร
นี่คือโอกาสในวิกฤต ที่อาจารย์ผู้มีประสบการณ์สั่งสมมายาวนานสามารถที่จะฝ่าข้ามไปได้
การเฝ้าย้ำคิดย้ำทำว่า ทำไมนักศึกษาอ่อนด้อยอย่างนั้นอย่างนี้ คงหาประโยชน์อันใดมิได้ ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ รัฐมนตรีศึกษาชื่ออะไรก็แก้ไม่ได้ แต่ครูประถมเท่านั้นที่แก้ได้
ปัญหาอวิชชาในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัย อาจารย์มหาวิทยาเท่านั้นที่จะแก้ได้ คนอื่นทำไม่ได้ เพราะไม่สันทัด ไม่ชำนาญ
เด็กนักศึกษากลุ่มนี้คือผู้ที่ถูกพ่อแม่หมางเมิน ทั้งครูก็ไม่สนใจ หากอาจารย์ราชภัฏยังทอดทิ้งเขาอีก เขาจะมีที่ยืนในสังคมได้อย่างไร และในกระบวนการนี้ อาจารย์จึงต้องออกแรงให้มากหน่อย ต้องให้เวลาและต้องเสียสละ
สรรพสิ่งไม่อาจดำรงอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดกาล วิธีคิดของอาจารย์ก็ควรต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
การสอนแบบมุ่งบรรยายแสดงความเชี่ยวชาญของผู้สอนอาจต้องทำให้น้อยลง โดยอาจเปลี่ยนมาเป็นการออกแบบงานให้นักศึกษาลงมือทำ ให้ทุกคนมีส่วนร่วม
การเขียนรายงานที่มอบหมายไปนั้น ควรมีการตรวจ แก้ไข การไม่ตรวจงาน ผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ทำเลย
คุณลักษณะบัณฑิตที่เป็นข้อกังขาของสังคม ปัญหาหนึ่งนั้น กล้ายอมรับหรือไม่ว่ามาจากความไร้หัวใจของอาจารย์นั่นเอง การเรียน กับ การเรียนรู้ ต่างกัน การเรียนอาจจำกัดอยู่ในบางที่บางแห่งที่จัดไว้เพื่อเป็นห้องสอนและโรงสอน ทั้งอาจเป็นการกำจัดกระบวนการเรียนรู้ที่จะเกิดของผู้เรียนไปในตัวด้วย
อาจารย์เคยทักทายลูกศิษย์อย่างเมตตาไหม
อาจารย์กล้าที่จะให้เวลานักศึกษาได้ปรึกษาหารือทั้งเรื่องเรียน หรือเรื่องส่วนตัวบ้างหรือไม่
กล้าที่จะให้โอกาส เคยเอื้อเฟื้อ และแสดงความปรารถนาดีต่อศิษย์บ้างหรือไม่
หากอาจารย์ไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้ เขาพวกจะได้เรียนรู้และรู้จักการให้และเสียสละเพื่อผู้อื่นได้อย่างไร
อาจารย์กล้าที่จะขจัดช่องว่างระหว่างอาจารย์กับศิษย์ที่นับวันยิ่งฉีกถ่างออกไปทุกที สิ่งนี้คืออุปสรรคต่อกระบวนการเรียนรู้ที่จะเกิดแก่นักศึกษา
สิ่งที่อาจารย์นำมาสอนเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตนักศึกษาหรือไม่ เนื้อหาที่เรียนจะสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ เมื่อการเรียนไม่สอดคล้องกับชีวิต ก็ไร้ชีวา ความแห้งแล้งก็เข้าเกาะกุมทุกห้วงใจ
เราอาจต้องสอนให้เขาเป็นนักปฏิบัติงานมากกว่าเป็นนักทฤษฎี เพราะเรามักพบปัญหาจากการทำงาน แต่ไม่พบในห้องเรียน ...เราเรียนในห้องเรียน 5 ปี 1 ปี สู้เราทำงานวันเดียวไม่ได้ (ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล)
มหาวิทยาลัยราชภัฏมีปรัชญาเพื่อท้องถิ่น อาจารย์รู้จักท้องถิ่นเพียงใด เคยไปร่วมกิจกรรมท้องถิ่นบ้างหรือไม่ และเคยหรือไม่ที่จะออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้จากท้องถิ่นที่เป็นรูปธรรมและที่ประโยชน์แท้จริง
คำถามทั้งหลายเหล่านี้คือสิ่งที่ท้าทาย คนที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คนที่มีคุณวุฒิปริญญาโท เอก มีตำแหน่งทางวิชาการ คนที่สังคมเชื่อว่ามีวิทยายุทธ์เก่งกาจเหนือครูในระดับอื่นๆ
ภารกิจเพื่อศิษย์ในครั้งนี้ คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง หากพร้อมเพรียงผนึกกำลังกันโดยมุ่งเป้าหมายให้เกิดการเรียนรู้ และการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีแก่นำศึกษา หากทำได้สำเร็จอาจารย์จักเป็นที่รักและศรัทธาของศิษย์
ก้อนดินไร้ค่าเมื่อกลายเป็นดินมีราคา คุณค่าก็มากมายมหาศาล ความดีงามและความศรัทธาจะถูกเล่าขานไปกว้างขวาง โดยที่เราไม่ต้องร้องแรกแหกกระเชอ เมื่อนั้นราชภัฏก็จะอยู่ในหัวใจคน
เมื่อมีศรัทธาและเชื่อถือในสถาบัน วิกฤตเรื่องปริมาณก็คงไม่ต้องกังวลและหนักใจอีกต่อไป
หน้า 5
|
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 |
| |
 |
|
|
อาจารย์ราชภัฏกับความท้าทายใหม่
|
|
|