|
|
| |
มุมมองการเมืองจากคนรุ่นใหม่ (1) |
|
|
 |
| โดย มติชน วัน อาทิตย์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2550 08:32 น. |
|
คอลัมน์ วัยทวีนส์
โดย เอกลักษณ์ ยิ้มวิไล
ท่ามกลางสภาวะทางสังคมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในขณะนี้ คำว่า การเมือง และ การปกครอง กลายเป็นประเด็นที่สำคัญและได้มีการถกเถียงบนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับอย่างไม่ขาดสาย
ทั้งนี้ ผมในฐานะตัวแทนของคนรุ่นใหม่ กลับมีความเห็นต่อคำทั้งสองที่มีนัยแตกต่างกัน ซึ่งการปกครองถือว่าเป็นระบบควบคุมความเป็นอยู่ของส่วนรวมที่อาจอยู่ในรูปแบบเผด็จการ เสรีสุดโต่ง หรืออยู่ระหว่างกลางก็ตาม แต่ประเด็นที่สำคัญคือการปกครองต้องทำให้ส่วนรวมเกิดความสมานฉันท์ ไม่เกิดความแตกแยก สังคมอยู่เย็นเป็นสุขโดยมีกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ คอยรองรับอีกทีหนึ่ง
แต่การเมืองนั้นเกิดขึ้นจากข้อคิดเห็นและความขัดแย้งบนความนึกคิดของผู้คน ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Dialectic ซึ่งอาจเกิดขึ้นมาจากอุดมการณ์หรือความรู้สึกส่วนตัวหรือส่วนรวม
ทั้งนี้ ท่ามกลางระบอบประชาธิปไตยที่มอบสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนนั้น นักการเมืองจึงเป็นตัวกลาง เป็นสะพานเชื่อมต่อความนึกคิดของส่วนรวมเป็นหลัก ซึ่งการเมืองการปกครองที่ดีนั้นนอกจากทำให้ส่วนรวมมีความสุขแล้ว ประเทศชาติต้องเจริญงอกงาม ส่วนประชาชนพัฒนาศักยภาพต่อไปได้
ในวันนี้ จุดยืน ของการเมืองไทยนั้นยังไม่เกิดความชัดเจนซะทีเดียว โดยเฉพาะในประเด็นที่ระงับบทบาททางการเมืองเป็นระยะเวลา 5 ปีนั้น ทำให้เกิดสองแง่คิด
กล่าวคือ ณ ปัจจุบัน อาจยังไม่สามารถผลิตนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเพียงพอในการบริหารประเทศชาติ ซึ่งถ้ากลุ่มที่ถูกระงับหลุดพ้นจากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว การเมืองไทยจะเกิดช่องโหว่ในด้านการบริหารประเทศ แต่ในขณะเดียวกันการที่มีคนรุ่นใหม่เข้ามานั้น อาจเป็นการเปลี่ยนฉากทางการเมืองที่น่าสนใจเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มเก่านั้น โดยเฉพาะพวกที่ไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้แล้ว กลับมีความเป็นห่วงต่อ สถานะของตนเอง ที่ถูกดองไว้เป็นระยะเวลา 5 ปี มากกว่าความเป็นห่วงที่มีต่ออนาคตของประเทศชาติ ซึ่งอาจก่อตัวไปสู่ความปั่นป่วนและความแตกแยกเป็นอันต่อมา
ผู้ที่หลุดจากตำแหน่งกลับแปลงบทตนเองเป็นผู้ถูกทำร้าย บีบเค้นน้ำตาว่าถูกกลั่นแกล้ง และหวังว่าประชาชนจะคอยสนับสนุน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งปรับบทตนเองว่าเป็นผู้ใสสะอาด เป็นพระเอก ทั้งสองรูปแบบที่เราเห็นนั้นไม่แตกต่างอะไรจากละครเรื่องหนึ่งที่พยายามบอกประชาชนว่าที่เห็นบนหน้าจอโทรทัศน์หรือบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น แต่ที่ไหนได้กลายเป็นว่าทำให้ประชาชนคล้อยตามจนเป็นเครื่องมือทางการเมืองไปโดยปริยาย
กระนั้นก็ยังมีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ยินดียอมให้ถูกหลอก เพราะการมีส่วนได้ส่วนเสียกับตนเอง โดยเฉพาะกับการเสพติดยาประเภทหนึ่งที่เราเรียกว่านโยบายประชานิยมนั่นแหละครับ
เป็นที่มาของการเปิดประเด็นเกี่ยวกับ จุดยืน (Position) ของความเป็นนักการเมืองที่จะมารับใช้ประเทศชาตินั้นว่าอยู่ที่ไหนกันแน่
ในฐานะที่เคยเป็นนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ จุดยืนของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นมีวัตถุประสงค์ในการอุทิศตนเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก กล่าวคือเพื่อสาธารณชนนั่นเอง
มิใช่หวังผลประโยชน์ส่วนตัว หรือการหลงและกั๊กอำนาจ ซึ่งกลุ่มคนที่เป็นนักการเมืองเฉกเช่นนี้กลับมีจำนวนน้อย หรือไม่มีโอกาสเข้าถึงการเมือง
ดังที่เรารู้กันอยู่ว่า การเมืองนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็นผลประโยชน์ส่วนตน และผลประโยชน์ทางสาธารณะ ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยจนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองไทยไปโดยปริยาย ซึ่งเมื่อผนวกกับระบบอุปถัมภ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำการทุจริตคอร์รัปชั่นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ณ วันนี้ในมุมมองทางการเมืองและการปกครองนั้นถือว่าเป็น จุดเปลี่ยน อันสำคัญ ซึ่งสามารถชี้ชะตาของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าการเมืองไทยนั้นมิอาจสามารถคาดการณ์ได้ในระยะยาว เพราะมีการเปลี่ยนแปลงที่สูง คาดการณ์แค่ 2-3 ปี ก็มากพอแล้วครับ
แต่อย่างน้อยช่วงเวลานี้ถือว่าเป็น โอกาส อันสำคัญของพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งรวมไปถึงนักการเมืองรุ่นใหม่ในการสร้างจุดยืนรูปแบบใหม่และสดใสมากกว่าเดิม
ดังนั้น อดีตที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าเป็นอุทาหรณ์อันสำคัญและเป็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่ต้องได้รับการศึกษาต่อไป ซึ่งบทเรียนอันสำคัญที่มีต่อนักการเมือง คือ
ต้องรู้จักคำว่าความพอดี และคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม ต้องมีคำว่า สาธารณชน และ สาธารณะ ในศีรษะมากกว่าคำว่า อำนาจ เพราะสังคมยุคต่อไปจะเป็นสังคมแห่งการตรวจสอบที่เน้นความโปร่งใสเป็นหลัก
ส่วนพรรคการเมืองควรเรียนรู้ถึงคำว่า สุภาพบุรุษ มีความชอบธรรมต่อส่วนรวม และให้การเคารพสังคม
แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือพวกเราเองนี้แหละครับ ที่ต้องทำหน้าที่เป็นนักการเมืองอย่างแท้จริง
ประชาชนยุคใหม่ต้องรอบรู้ มีวิสัยทัศน์ สามารถวิพากษ์วิจารณ์และวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง กล่าวคือเลือกเขาแล้วก็ต้องคุมเขาได้เช่นกัน และนี่คือบทบาททางการเมืองอันสำคัญของประชาชนทุกคนในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
วันนี้เราพูดถึงประเด็นด้านการเมืองที่เราโหยหา ส่วนอาทิตย์หน้าเราจะมาพูดถึงประเด็นด้านสินค้าการเมืองกันครับ
หน้า 20
|
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 |
| |
 |
|