|
|
| |
| กาชาด ยันไม่รับเลือด กระเทย ไม่ถือเป็นการละเมิด |
 |
|
 |
| โดย คม ชัด ลึก วัน จันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551 00:00 น. |
|
สภากาชาดไทย ยืนยันไม่รับเลือด เกย์-กระเทย ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ แต่เพื่อความปลอดภัยผู้รับบริจาค ระบุผู้บริจาคต้องร่วมรับผิดชอบต่อสังคม เพราะมีผู้บริจาคบางคนอาศัยสภากาชาดรับรองตัวเองว่าติดเอดส์หรือไม่ เผยมีสารตรวจเชื้อเอชไอวีใหม่ทราบผลเร็วขึ้นใน 11 วันหลังรับเชื้อ
ที่สภากาชาดไทย - เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 31 มี.ค.51 พญ.สร้อยสอางค์ พิกุลสด ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดแถลงข่าวกรณีทีมีการนำเสนอข่าว สภากาชาดไทยปฏิเสธการรับบริจาคเลือดจากกลุ่มที่มีพฤติกรรม กล่าวว่า ขอบคุณสื่อมวลชน และคณะอนุกรรมการส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ได้ช่วยย้ำเตือนสังคมให้ตระหนักต่อความรับผิดชอบในการบริจาคโลหิต ที่ต้องมีคุณภาพและปลอดภัยให้กับผู้ป่วย ทั้งนี้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอเรียนให้ทราบว่า นอกจากจะมีหน้าที่ในการจัดหาโลหิตบริจาคให้มีปริมาณเพียงพอแก่ผู้ป่วยแล้ว ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของโลหิตที่ได้รับบริจาค ซึ่งการคัดเลือกผู้บริจาคโลหิตก่อนรับบริจาค ผู้บริจากต้องตอบแบบสอบถาม 19 ข้อ ส่วนในข้อ 11 ที่ระบุว่า ท่านหรือคู่ของท่านมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศกับผู้อี่น และข้อ 12 ท่านหรือคู่ของท่านมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันนั้น เราต้องการให้ผู้บริจาครับผิดชอบต่อผู้ป่วยร่วมกันศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทยเช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมา มีบางคนที่พฤติกรรมเสี่ยงมาบริจาคโลหิตเพื่อต้องการตรวจโลหิตว่าตนเองติดเชื้อหรือไม่ ซึ่งอยากให้คนกลุ่มนี้แสดงตนเองและยอมรับความจริง
นอกจากเราจะต้องจัดหาเลือดให้เพียงพอแล้ว เลือดดังกล่าวต้องมีคุณภาพผ่านการตรวจด้วยน้ำยาที่ดีที่สุด โดยปัจจุบันน้ำยาสามารถตรวจเชื้อเอชไอวีได้เร็วที่สุด คือ 22 วันหลังรับเชื้อ แต่ก็มีช่องว่างของการฟักตัวที่น้ำยาไม่สามารถตรวจพบเชื้อในช่วง 22 วันแรกที่รับเชื้อ ดังนั้นในปีที่ผ่านมาจึงได้มีการวิจัยด้วยการนำน้ำยาในการตรวจเชื้อที่มีประสิทธิภาพในการตรวจหาเชื้อให้ช่องว่างน้อยลง โดยสามารถตรวจหาเชื้อได้เร็วที่สุด 11 วันหลังรับเชื้อ แต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 350 บาทต่อ 1 ตัวอย่าง ดังนั้นคิดว่าจะมีการนำน้ำยาตัวใหม่มาใช้ในอนาคต แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณางบประมาณในการดำเนิน โดยส่วนตัวเห็นว่าคุมค่า เพราะแม้งบประมาณจะเพิ่มขึ้น หากตรวจพบเพียงแค่รายเดียวก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อสู่ผู้รับบริจาคโลหิต จากการทดลองสามารถคัดครองผู้บริจาคโลหิตที่ติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มขึ้นอีก 5 ราย จากการตรวจด้วยน้ำยาปกติ ซึ่งถ้าหากไม่ใช้น้ำยานี้ตรวจ โลหิตจากผู้บริจาค 5 ราย จะสู่ผู้รับบริจาค 20 ราย พญ.สร้อยสอางค์ และว่า ในปัจจุบันมีเลือดที่รับบริจาค 2% ที่ตรวจพบโรคต่างๆ อาทิ ไวรัสตับอักเสบบี ที่พบมากเป็นอันดับหนึ่ง นอกจากนี้เป็นไวรัสตับอักเสบซี ซิฟิลิส และเอชไอวี/ เอดส์
พญ.สร้อยสอางค์ กล่าวว่า สำหรับแบบสอบถามข้อที่ 11 และ 12 มีการใช้มานานกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับทั่วโลก ซึ่งในคำถามไม่ได้ระบุเพศ จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไข อย่างไรก็ตามจะหารือกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ทั้งนี้สิ่งที่อยากฝาก คือในกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการปฏิเสธการรับบริจาคเลือดอย่าคิดว่าเป็นปมด้อย หรือเลือกปฏิบัติ แต่อยากให้คำถึงถึงผู้รับบริจาคเป็นสำคัญ เพราะเลือดที่บริจาคในอดีตบางคนบริจาคมาเป็นร้อยครั้งเป็นผู้บริจาครายเก่า แต่มาตรวจพบเชื้อภายหลังก็มี เพราะเพิ่มมีพฤติกรรมเสี่ยง และเมื่อตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวีจะมีการแจ้งให้เจ้าตัวทราบ และให้มาพบ โดยบางคนที่มาพบยอมรับว่า เกินครึ่งมีพฤติกรรมเสี่ยง คือมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ซึ่งที่ตรวจพบเอชไอวีส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และคงพูดไม่ได้ว่าเขาโกหก กรอกข้อมูลไม่ครบ แต่คงรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และคิดว่าตนเองมีสุขภาพที่ดีแล้ว
จากผลการศึกษาพฤติกรรมความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีของผู้บริจาคโลหิตกลุ่มต่างๆ ในประเทศออสเตรเลีย พบว่า กลุ่มรักร่วมเพศมีความชุกของการติดเชื้อ 10% ส่วนกลุ่มรักต่างเพศมีความชุกของการติดเชื้อ 0.04% โดยก่อนหน้านี้ได้ชี้แจงข้อมูลนี้ให้นายนที ธีระโรจนพงษ์ ผอ.กลุ่มเกย์การเมืองไทย ก็เข้าใจดีแล้ว ส่วนที่มีบางฝ่ายระบุว่า เกย์หรือกระเทยบางคนก็เป็นคนดีในสังคม เป็นบุคคลมีชื่อเสียงนั้น ต้องยอมรับว่า ในสังคมมีคนดีเยอะมาก บางคนก็เปิดเผยตัวตน บางคนก็ไม่เปิดเผยตัว ดังนั้นอย่าคิดว่าการปฏิเสธเป็นการเลือกปฏิบัติ แต่อยากให้คิดว่าเป็นคำนึงผู้รับบริจาคเลือก การปฏิเสธการรับบริจาคเลือดไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งแบบสอบถามก็ใช้คำสุภาพมากที่สุด
การนำเสนอข่าวนี้ของสื่อมวลชนเห็นว่า สังคมไทยจะได้รับรู้ข้อมูลว่า นอกจากสภากาชาดจะต้องหาโลหิตให้เพียงพอแล้วต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้รับบริจาค ผู้รับบริจาคจะได้สบายใจว่ามีการคัดกรอก และในส่วนกลุ่มเสี่ยงไม่แน่ใจก็ควรงดการบริจาค และการที่มีบางกลุ่มออกมาเรียกร้องเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยธรรมก็ทำได้ แต่การที่สภากาชาดไทยให้กรอกแบบฟอร์มดังกล่าวเป็นการขอใช้สิทธิ์แทนผู้ป่วยในการคัดเลือกเลือดที่มีคุณภาพ พญ.สร้อยสอางค์ กล่าว
|
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
สนับสนุนเนื้อหาโดย
 |
| |
|