|
|
| |
| กาชาดย้ำไม่เสี่ยง รับเลือด ตุ๊ด-เกย์ |
|
|
 |
| โดย ข่าวสด วัน อังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2551 00:00 น. |
|
สภากาชาดไทยยันไม่สามารถรับเลือดจากกลุ่มรักร่วมเพศได้ เพราะจะเสี่ยงต่อผู้ป่วยที่ได้รับเลือดต่อ เผยการตอบข้อสอบถามเป็นกติกาสากลที่ทำกันทั่วโลก โดยใช้ถ้อยคำสุภาพที่สุดแล้ว ปฏิเสธไม่ได้กีดกันทางเพศ แต่จะให้ผู้รับเลือดเสี่ยงไม่ได้ เนื่องจากตอนนี้การตรวจเลือดหาเชื้อร้ายสามารถพบได้ในผู้ที่ติดเชื้อนาน 22 วันขึ้นไป หากติดเชื้อเร็วกว่านั้นจะตรวจไม่พบเพราะอยู่ในระยะฟักตัว เผยผลวิจัยพบผู้บริจาคกลุ่มรักร่วมเพศเสี่ยงติดเชื้อในเลือดมากถึง 10% ขณะที่กลุ่มรักเพศตรงข้ามมีความเสี่ยงเพียง 0.04% เท่านั้น ชี้ไม่ได้ละเมิดสิทธิ์แต่ต้องดูแลผู้รับเลือดไปใช้ด้วย นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งฯ ยืนยันเป็นการเลือกปฏิบัติ และส่งผลเสียต่อสภากาชาดฯเอง
 กาชาดย้ำไม่เสี่ยง รับเลือด ตุ๊ด-เกย์ จากกรณีสภากาชาดไทย ระบุว่า จะไม่รับบริจาคเลือดจากกลุ่มคนรักร่วมเพศ และจะไม่ตัดข้อสอบถามข้อ 12 ของแบบฟอร์มการบริจาคเลือด ที่ระบุว่า ท่านหรือคู่ของท่านมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันใช่หรือไม่ และยังได้เพิ่มข้อความใหม่อีกว่า ท่านหรือคู่ของท่านทั้งชายและหญิงมีเพศสัมพันธ์กับเพศชายด้วยกันใช่หรือไม่ อีกด้วย ทำให้ชมรมและกลุ่มคนรักร่วมเพศออกมาแสดงความไม่พอใจ ถึงขั้นขู่ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เพราะข้อความขัดกับมาตรา 30 ที่ห้ามเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศ ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เตรียมทำหนังสือสอบถามไปยังสภากาชาดไทย เพราะเห็นว่าไม่ควรปฏิเสธแบบเหมารวมนั้น
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 31 มี.ค. พ.ญ.สร้อยสอางค์ พิกุลสด ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า สภากาชาดไทยมีหน้าที่ในการจัดหาโลหิตบริจาคให้มีปริมาณเพียงพอแก่ผู้ป่วย แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของโลหิตที่ได้รับบริจาค ซึ่งขอขอบคุณคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ได้ช่วยย้ำเตือนสังคมให้ตระหนักต่อความรับผิดชอบในการบริจาคโลหิต ที่ต้องมีคุณภาพและปลอดภัยให้กับผู้ป่วย เพราะการบริจาคโลหิตนั้น ต้องอาศัยความรับผิดชอบของผู้บริจาคด้วย ลำพังสภากาชาดแม้จะมีมาตรการตรวจอย่างละเอียดแต่บางครั้งก็มีเลือดที่มีความเสี่ยงได้
"น้ำยาที่ตรวจสอบเชื้อต่างๆ แม้ว่าจะมีคุณภาพดีมากเพียงใด แต่ขณะนี้สามารถตรวจหาเชื้อจากผู้ที่ได้รับเชื้ออย่างน้อย 22 วันขึ้นไป แต่หากผู้บริจาคได้รับเชื้อก่อนหน้าจะบริจาคโลหิตไม่เกิน 22 วัน ก็ไม่สามารถหาพบ เพราะอยู่ในระหว่างการฟักตัว ที่ผ่านมาผู้บริจาคบางคนก็ไม่ทราบว่าเลือดตนเองมีเชื้อ และบางส่วนก็ทราบว่าตัวเองมีความเสี่ยง แต่ต้องการเพียงพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ป่วยด้วย" พ.ญ.สร้อยสอางค์ กล่าว
พ.ญ.สร้อยสอางค์ กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันมีเลือดที่รับบริจาคร้อยละ 2 ที่ตรวจพบโรคต่างๆ อาทิ ไวรัสตับอักเสบบี ที่พบมากเป็นอันดับหนึ่ง นอกจากนี้ เป็นไวรัสตับอักเสบซี ซิฟิลิส และเอชไอวี/เอดส์ โดยการบริจาคเลือดนั้น ถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม สภากาชาดต้องการได้รับเลือด แต่จะคิดถึงปริมาณโดยละเลยเรื่องคุณภาพไม่ได้ การคัดเลือกผู้บริจาคโลหิตตามแบบสอบถามดังกล่าวมิได้เป็นการแบ่งแยกหรือกีดกันทางเพศแต่อย่างใด เป็นการ แจ้งให้ทราบว่าก่อนที่ท่านจะบริจาคโลหิต หากมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ต้องไม่บริจาคโลหิต และยอมรับความจริงกับตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน
"การคัดเลือกผู้บริจาคโลหิตก่อนรับบริจาค ผู้บริจาคต้องตอบแบบสอบถาม 19 ข้อ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และใช้มาแล้ว 20 ปี เพื่อคัดกรองความเสี่ยงทั้งตัวเองและผู้อื่น เช่น เรื่องน้ำหนัก อายุ โรคประจำตัว ประวัติสุขภาพ พฤติกรรมเสี่ยง ไม่ว่าเพศชาย หญิง หรือคนรักเพศเดียวกัน หากมีพฤติกรรมเสี่ยงก็ไม่ควรบริจาค ควรมีความรับผิดชอบ เพราะการบริจาคเลือดถือเป็นการทำบุญ ต้องเลือกว่าจะทำบุญหรือบาป"พ.ญ.สร้อยสอางค์ กล่าว
ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ กล่าวอีกว่า ค่าใช้จ่ายตั้งแต่การรับเลือดถึงการตรวจสอบเลือดแต่ละถุงอยู่ที่ประมาณ 600-800 บาท เมื่อได้รับเลือดจะนำเลือดไปแยกเป็นเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด พลาสม่า เพราะผู้ป่วยจะมีความต้องการเลือดในลักษณะต่างกันตามโรค เช่น ไข้เลือดออก จะต้องการเพียงเกล็ดเลือด เพราะฉะนั้น เลือด 1 ถุง จะสามารถใช้ได้กับผู้ป่วย 3 คน แต่หากตรวจสอบแล้วพบว่า เลือดจากบุคคลดังกล่าวมีเชื้อใดๆ จะต้องทิ้งทั้งหมดทันที ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมาก
"เคยมีกรณี มีผู้มาบริจาคเลือดเคยบริจาคมาแล้วหลายครั้ง แต่มาตรวจพบเชื้อภายหลังเพราะเพิ่งมีพฤติกรรมเสี่ยง เมื่อตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวีจะมีการแจ้งให้เจ้าตัวทราบ และให้มาพบ โดยบางคนที่มาพบยอมรับเกินครึ่งว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง คือมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ซึ่งที่ตรวจพบเอชไอวีส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และคงพูดไม่ได้ว่าเขาโกหก กรอกข้อมูลไม่ครบ แต่คงรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และคิดว่าตนเองมีสุขภาพที่ดีแล้ว" พ.ญ.สร้อยสอางค์ กล่าว
พ.ญ.สร้อยสอางค์ กล่าวต่อว่า ในปีที่ผ่านมามีการคิดวิจัยทำให้มีน้ำยาตรวจหาเชื้อได้เร็วที่สุด 11 วันหลังรับเชื้อ แต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 350 บาทต่อ 1 ตัวอย่าง ดังนั้น คิดว่าจะมีการนำน้ำยาตัวใหม่มาใช้ในอนาคต แต่ต้องพิจารณางบประมาณในการดำเนินการ โดยส่วนตัวเห็นว่าคุ้มค่า เพราะแม้งบประมาณจะเพิ่มขึ้น หากตรวจพบเพียงแค่รายเดียวก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อสู่ผู้รับบริจาคโลหิต จากการทดลองสามารถคัดกรองผู้บริจาคโลหิตที่ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้นอีก 5 ราย จากการตรวจด้วยน้ำยาปกติ ซึ่งถ้าหากไม่ใช้น้ำยานี้ตรวจ โลหิตจากผู้บริจาค 5 ราย จะไปสู่ผู้รับบริจาค 20 ราย
พ.ญ.สร้อยสอางค์ กล่าวต่อว่า จากรายงานของวารสารทางการแพทย์ มีการศึกษาพฤติกรรมความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ของผู้บริจาคโลหิตในกลุ่มต่างๆ ในประเทศออสเตรเลีย พบว่า กลุ่มรักร่วมเพศมีความชุกของการติดเชื้อ ร้อยละ 10 ส่วนกลุ่มรักต่างเพศมีความชุกของการติดเชื้อ ร้อยละ 0.04 การนำเสนอข่าวดังกล่าวถือว่ามีผลดีต่อสังคมไทย ทำให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการคัดกรองเลือดที่ปลอดภัยของสภากาชาดไทย เป็นการรักษาสิทธิของผู้ป่วย และเป็นการให้ข้อมูลต่อสังคมว่า หากต้องการบริจาคโลหิต ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม
"ก่อนหน้านี้ได้ชี้แจงข้อมูลนี้ให้ นายนที ธีระโรจนพงษ์ ผอ.กลุ่มเกย์การเมืองไทย ก็เข้าใจดีแล้ว ส่วนที่มีบางฝ่ายระบุว่า เกย์หรือกะเทยบางคนก็เป็นคนดีในสังคม เป็นบุคคลมีชื่อเสียงนั้น ต้องยอมรับว่าในสังคมมีคนดีเยอะมาก บางคนก็เปิดเผยตัวตน บางคนก็ไม่เปิดเผยตัว ดังนั้น อย่าคิดว่าการปฏิเสธเป็นการเลือกปฏิบัติ แต่อยากให้คิดว่าเป็นการคำนึงถึงผู้รับบริจาคเลือด การปฏิเสธการรับบริจาคเลือดไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งแบบสอบถามก็ใช้คำสุภาพมากที่สุด" พ.ญ.สร้อยสอางค์ กล่าว
ด้านน.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ อดีตรองประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญและอดีตเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า สภากาชาดไทยมีหน้าที่โดยตรง ที่ต้องดูแลความปลอดภัยของสาธารณะ จึงต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ป่วย ที่ได้รับบริจาคเลือดไปจากสภากาชาดไทยว่ามีความปลอดภัย ตามที่พิจารณาจากข่าวเห็นว่าแบบฟอร์มสอบถามถึงกลุ่มบุคคลอื่นๆ ที่มีแนวโน้มเป็นกลุ่มเสี่ยงด้วย ไม่ได้เจาะจงเฉพาะกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด แต่สิ่งที่สภากาชาดไทยต้องพึงระวังคือ กำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเรื่องการรักษาข้อมูลความลับของผู้บริจาค ที่สำคัญต้องมิให้มีการกระทำที่เป็นการเลือกปฏิบัติจำเพาะเจาะจงกับผู้หนึ่งผู้ใด หรือทำให้บุคคลได้รับความเสียหายอับอาย
น.พ.ชูชัย กล่าวอีกว่า สหประชาชาติก็ได้ออกคู่มือปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชน รวมถึงการปฏิบัติต่อผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี เอดส์ ขณะเดียวกัน ก็ให้มีกฎหมายป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่สาธารณะที่ผ่านทางการให้เลือด เนื้อเยื่อ หรืออวัยวะ ซึ่งถือเป็นการควบคุมโรคตามหลักมาตรฐานสากล ทั้งนี้ คู่มือดังกล่าวยังยอมให้นำเลือด อวัยวะ หรือเนื้อเยื่อ ของผู้บริจาคไปตรวจได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอม หากเป็นการบริจาคเพื่อผู้อื่น แต่การตรวจนั้นถือเป็นการตรวจอวัยวะของมนุษย์ ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่สำคัญต้องเคารพต่อความเป็นส่วนบุคคลของผู้บริจาค กล่าวคือทุกอย่างจะต้องเก็บเป็นความลับอย่างเข้มงวด
นายกิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เราไม่ได้ขัดแย้งกับสภากาชาด ไทย เราให้ความเคารพ แต่อยากจะพูดถึงการขอมีส่วนร่วมหรือแสดงความคิดเห็นว่า 1.สภากาชาดไทยใช้มาตรฐานอะไรที่ชี้วัดว่าบุคคลใดเป็นเกย์ เป็นกะเทย เพราะไม่มีเครื่องจับตุ๊ด สภากาชาดไทยต้องตอบให้ได้ 2.ขัดกับหลักศาสนาพุทธในเรื่องของการทำบุญ เพราะว่าคนที่จะไปบริจาคเลือดต้องเสียเวลาเสียเงินในการเดินทาง เจ็บปวดในการเจาะเลือด สุขภาพหลังเจาะเลือดที่ต้องการพักผ่อนกว่าที่เลือดจะเติมเต็ม แต่เขามีจิตสาธารณะในการบริจาคเลือด ซึ่งขัดกับหลักศาสนา 3.เป็นการเลือกปฏิบัติและถูกตราหน้าว่าพวกเราเป็นเหมือนพลเมืองชั้นสอง 4.การที่จะชี้วัดว่าใครมีเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ควรตรวจสอบว่ายาหรือสารเคมีที่จะใช้ตรวจสอบเลือดว่าชนิดไหน มีเชื้อเอชไอวีหรือไม่นั้น ใช้ชนิดเดียวกันไม่ว่าจะเป็นหญิง หรือชาย กะเทย เกย์ การที่สภากาชาดไทยออกมาบอกเช่นนี้จะเป็นผลเสียต่อสภากาชาดไทยเอง
"การลดพฤติกรรมเสี่ยงการลดเชื้อเอชไอวีคือการให้ความรู้แก่ผู้ติดเชื้อ คนที่เดินเข้าไปบริจาคเลือดส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ แต่เมื่อรู้แล้วพวกเขาสามารถระงับการแพร่กระจายของเชื้อได้ และเราจะทำอย่างไรให้การอยู่ร่วมในสังคมของผู้ที่ติดเชื้อและผู้ที่ไม่ติดเชื้อ ซึ่งกติกาโลกนั้นสนับสนุนให้คนที่ติดเชื้อและไม่มีเชื้ออยู่ร่วมกันได้จนถึงวันตาย ทางสภากา ชาดไทยมีผลพลอยได้ในการรณรงค์ตรงจุดนี้ และเมื่อค้นพบว่าเขาติดเชื้อเอชไอวีจะได้มีการป้องกันและให้ความรู้ในการอยู่ร่วมกัน สภากาชาดไทยจะเป็นหน่วยงานที่เลิศมาก" นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย กล่าว
ด้านนายยลลดา เกริกก้อง กล่าวว่า ส่วนใหญ่แล้วคนที่ไปบริจาคเลือดนั้นไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ เมื่อเราไปบริจาคเลือดกับสภากาชาดไทยแล้วระบุว่าต้องการรับผลตรวจเลือดด้วย นั่นเป็นผลพลอยได้ที่สภากาชาดไทยจะได้แจ้งผลตรวจเลือดไปให้กับผู้บริจาคว่าตัวเขาเองติดเชื้อและจะได้ระมัดระวังตัวไม่ไปแพร่เชื้อ
"ถ้าสภากาชาดไทยยังไม่ทำอะไร ยืนยันที่จะไม่รับบริจาคเลือดจากเพศที่สาม จะพยายามทำใจรับได้ด้วยเหตุผลที่ต้องการความปลอดภัยแก่ผู้ที่รับเลือดไป แต่ผู้ที่เสียประโยชน์คือสภากาชาดไทยเอง เพราะว่ากลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศของเราก็มีคนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีกมาก และท้ายสุดคนที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ก็คือคนไข้ที่ต้องการเลือด ถ้าสภากาชาด ไทยยังยืนยันว่าจะไม่รับเลือดจากพวกเรา แต่อยากจะฝากเสียงเล็กๆ ของพวกเราไปสู่สภากาชาดไทยว่า ถ้าวันหนึ่งวันใดสภากาชาดไทยขาดเลือดขอให้บอกพวกเรา พวกเราจะไปบริจาคให้" นายยลลดา กล่าว |
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
สนับสนุนเนื้อหาโดย
 |
| |
|